WHO ชี้โอมิครอนไม่รุนแรงเท่าเดลตา แต่ยังอันตรายถ้าไม่ฉีดวัคซีน

องค์การอนามัยโลกเตือน แม้ไวรัสโควิดโอมิครอนที่แพร่เชื้อง่ายมากจะไม่รุนแรงเท่าเดลตา แต่ยังอันตรายกับคนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน ขณะสหรัฐเผยผลศึกษาติดเชื้อโอมิครอนมีอัตรานอนโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตน้อยกว่าเดลตามาก

แฟ้มภาพ ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการอนามัยโลก แถลงที่เจนีวาเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2564 (Photo by Fabrice COFFRINI / AFP)

เอเอฟพีรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 มกราคม 2565 ว่าองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) กล่าวว่า จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มขึ้นทั่วโลกเพราะสายพันธุ์โอมิครอน ซึ่งแพร่เชื้อได้ง่ายกว่าสายพันธุ์เดลตาที่เคยเป็นสายพันธุ์หลัก โดยรายงานด้านการระบาดวิทยาประจำสัปดาห์ที่เผยแพร่เมื่อวันอังคารระบุว่า ดับเบิลยูเอชโอได้รับรายงานยืนยันผู้ติดเชื้อรายใหม่มากกว่า 15 ล้านคนในรอบสัปดาห์ถึงวันที่ 9 มกราคม เพิ่ม 55% จากสัปดาห์ก่อนหน้านั้น และเป็นสถิติรายสัปดาห์สูงที่สุด แต่เชื่อว่ายังมีอีกหลายล้านคนที่ไม่ได้รับการบันทึกไว้

ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการดับเบิลยูเอชโอ กล่าวระหว่างการแถลงข่าวที่นครเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันพุธว่า ถึงแม้ว่าโอมิครอนจะก่อโรครุนแรงน้อยกว่าเดลตา แต่ก็ยังถือเป็นไวรัสอันตราย โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน และเราต้องไม่ปล่อยให้ไวรัสแพร่อย่างเสรีหรือยกธงขาว โดยเฉพาะเมื่อคนจำนวนมากทั่วโลกยังไม่ได้ฉีดวัคซีน ผู้ติดเชื้อจำนวนมากที่รักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นกลุ่มที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน

เขาเตือนว่า ถึงแม้ว่าวัคซีนยังมีประสิทธิภาพมากในการป้องกันการตายหรือการป่วยโควิดรุนแรง แต่วัคซีนไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้อย่างเต็มที่

"การติดเชื้อมากขึ้นหมายความถึงการรักษาในโรงพยาบาลมากขึ้น, การตายมากขึ้น คนไม่ได้ทำงานมากขึ้น รวมถึงครูและผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ และมีความเสี่ยงมากขึ้นของการเกิดสายพันธุ์ใหม่ที่แพร่เชื้อได้ง่ายขึ้นและอันตรายกว่าโอมิครอน" ทีโดรสกล่าว

ขณะนี้ทั่วโลกมีอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโควิดในระดับคงที่ประมาณสัปดาห์ละ 50,000 คน แต่ทีโดรสย้ำว่า การเรียนรู้ที่จะอยู่กับไวรัสไม่ได้หมายความว่าเราสามารถ หรือเราควรยอมรับให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนดังกล่าว

เขาเคยตั้งเป้าหมายว่า ทุกประเทศจะฉีดวัคซีนให้ร้อยละ 10 ของประชากรภายในเดือนกันยายน 2564 ที่ผ่านมา, ร้อยละ 40 ของประชากรภายในสิ้นเดือนธันวาคม และร้อยละ 70 ภายในกลางปี 2565 แต่ปัจจุบัน 90 ประเทศยังไม่บรรลุเป้าหมายร้อยละ 40 ของประชากร และ 36 ประเทศในจำนวนนี้ยังฉีดวัคซีนได้ไม่ถึงร้อยละ 10

"ในแอฟริกา ผู้คนมากกว่า 85% ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนแม้แต่โดสเดียว เราไม่สามารถยุติการระบาดระยะฉับพลันนี้ได้ถ้าเราไม่ปิดช่องว่างนี้" ทีโดรสกล่าว

ดับเบิลยูเอชโอกล่าวด้วยว่า ถึงวันที่ 9 มกราคม มีรายงานการพบผู้ติดเชื้อโอมิครอนแล้วใน 149 ประเทศ

บางคนมีความหวังว่า ความสามารถในการแพร่เชื้อมากขึ้นจะทำให้โอมิครอนแทนที่สายพันธุ์อื่นๆ ที่มีความรุนแรงกว่า และเปลี่ยนโควิด-19 จากโรคระบาดทั่ว ไปเป็นโรคประจำถิ่นที่จัดการได้ง่ายขึ้น แต่ไมเคิล ไรอัน ผู้อำนวยการโครงการฉุกเฉินด้านสาธารณสุขของดับเบิลยูเอชโอ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ใช่เวลาประกาศว่า นี่เป็นไวรัสที่น่ายินดี

วันเดียวกัน มีผลการศึกษาเบื้องต้นจากสหรัฐที่เปรียบเทียบระหว่างการติดเชื้อโอมิครอนกับเดลตา โดยรวบรวมข้อมูลผู้ติดเชื้อไวรัส 2 สายพันธุ์นี้เกือบ 70,000 คน จากระบบของโรงพยาบาลไคเซอร์เพอร์มาเนนเตที่เซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย ระหว่างวันที่ 30 พ.ย. 2564 ถึง 1 ม.ค. 2565 พบว่า ผู้ติดเชื้อโอมิครอนแค่ราวครึ่งเดียวที่มีแนวโน้มที่ต้องรักษาในโรงพยาบาลเมื่อเทียบกับเดลตา โดยโอกาสเข้าไอซียูน้อยกว่าประมาณ 75% และโอกาสเสียชีวิตน้อยกว่าราว 90%

การศึกษาร่วมกันโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์คลีย์, ไคเซอร์เพอร์มาเนนเต และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อแห่งสหรัฐ (ซีดีซี) เผยด้วยว่า ราว 52,000 คนที่ติดเชื้อโอมิครอน ไม่มีใครต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ขณะที่ผู้ติดเชื้อเดลตา 11 คนจากเกือบ 17,000 คน ต้องใช้

นอกจากนี้ การรักษาในโรงพยาบาลสำหรับโอมิครอนมีค่ามัธยฐาน 1.5 วัน แต่เดลตาอยู่ที่ 5 วัน และ 90% ของผู้ป่วยติดเชื้อโอมิครอนออกจากโรงพยาบาลภายใน 3 วันหรือน้อยกว่า

โรเชลล์ วาเลนสกี ผู้อำนวยการซีดีซี กล่าวเตือนว่า ผลศึกษานี้ไม่ควรก่อให้เกิดความพึงพอใจ เพราะการแพร่เชื้อได้ง่ายอย่างยิ่งของโอมิครอนกำลังเพิ่มความตึงเครียดต่อระบบการรักษาสุขภาพที่ตึงเครียดอยู่แล้ว และผู้ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขที่อ่อนล้า

ขณะนี้สหรัฐมีอัตราเฉลี่ยผู้ติดเชื้อใหม่วันละ 750,000 คน แต่คาดว่าตัวเลขเฉลี่ยนี้จะเกินวันละ 1 ล้านคนในไม่ช้า โดยมีผู้ป่วยโควิดราว 150,000 คนรักษาในโรงพยาบาล และมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยวันละมากกว่า 1,600 คน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รัฐบาลจับมือ WHO ผลักดัน 'กระเป๋าสุขภาพดิจิทัล'

รัฐบาลจับมือ WHO ผลักดัน 'Digital Health Wallet' ยกระดับประชาชนเป็นเจ้าของข้อมูลสุขภาพของตนเอง เชื่อมข้อมูลรักษาพยาบาลไร้รอยต่อ รองรับอนาคตสาธารณสุขดิจิทัลระดับโลก

ไขข้อข้องใจ! 'อีโบลา' เข้าข่าย 'โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์' หรือไม่

ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โพสต์ข้อความเรื่อง "อีโบลา (Ebola) ถือเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) หรือไม่?" โดยระบุว่า

WHO เรียกร้องให้ประเทศเพื่อนบ้านของคองโก ต่อต้านการระบาดของไวรัสอีโบลาทันที

องค์การอนามัยโลก (WHO) เรียกร้องให้ประเทศเพื่อนบ้านของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโค ดำเนินการ “ทันที” เพื่อต่อต้านการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลา

'หมอยง' แจงชัด! 'โควิด' สายพันธุ์ระบาดสิงคโปร์ มีผลต่อไทยแค่ไหน

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย