สวนกล้วยทางออกหรือทางตันของที่ดินรกร้าง?

ประเด็นเรื่องการใช้ที่ดินรกร้างในเขตใจกลางเมืองเพื่อไปปลูกกล้วยหรือทำสวนเกษตรได้กลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง เพราะภาครัฐจะจัดเก็บภาษีที่ดินรกร้างเต็มตามอัตราที่กำหนดไว้ในกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ.2562 หลังจากที่ได้ผ่อนผันให้จัดเก็บเพียงร้อยละ 10 ของอัตราเต็มในตลอดสองปีที่ผ่านมาที่มีวิกฤตโควิด-19 ซึ่งมีผลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องขาดรายได้ไปถึงปีละ 3 หมื่นล้านบาท

​ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครที่ผ่านมา ก็มีผู้สมัครผู้ว่าฯ บางรายที่ได้นำประเด็นนี้ไปอภิปรายติเตียนเหล่านายทุนเจ้าของที่ดิน ที่ทำการปรับเปลี่ยนพื้นที่รกร้างผืนใหญ่ใจกลางเมืองเพื่อไปใช้ปลูกกล้วยหรือพืชผลอื่น ว่าเป็นความจงใจที่จะอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงไม่เสียภาษีที่ดินตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด ทั้งๆ ที่นายทุนเหล่านี้ก็มีกำลังทรัพย์ที่จะจ่ายได้ ผลเสียที่ตามก็คือ ทำให้กรุงเทพมหานครขาดรายได้ที่จำเป็นต่อการพัฒนาแก้ไขปัญหาให้กับชาวกรุงเทพมหานคร

แต่สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้มีสวนกล้วยหรือสวนเกษตรใจกลางเมืองจำนวนมากก็คือ อัตราภาษีที่ดินรกร้างที่ตั้งไว้สูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับภาษีที่ดินประเภทอื่น

อัตราภาษีที่ดินรกร้างที่กำหนดในกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ.2562 จะมีเพดานภาษีสูงสุดอยู่ที่ 1.2% และจะปรับเพิ่มในอัตรา 0.3% ในทุก 3 ปี แต่อัตรารวมจะไม่เกิน 3%

​เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราภาษีที่ดินเกษตรกรรมแล้วจะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน เนื่องจากเพดานภาษีสูงสุดในกรณีนี้จะอยู่ที่ 0.15% เท่านั้น เพราะต้องช่วยลดภาระด้านภาษีให้กับเกษตรกรส่วนใหญ่ 

 ​แล้วทำไมจึงต้องมีการกำหนดอัตราภาษีที่ดินรกร้างให้มีขนาดโดยเปรียบเทียบที่สูงกว่าอัตราภาษีของที่ดินประเภทอื่นค่อนข้างมาก

​คำตอบก็อยู่ที่แนวคิดพื้นฐานของกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ.2562 ที่มองว่า “ที่ดินรกร้าง” นั้นถือเป็นรูปแบบของการใช้ที่ดินอย่างไม่มีประสิทธิภาพ และมีมูลเหตุมาจากการที่เหล่านายทุนที่ดินทั้งหลายต้องการจะกว้านซื้อที่ดินเปล่ามาเก็บไว้โดยไม่ใช้ทำประโยชน์เพียงเพื่อหวังเก็งกำไร ดังนั้นนายทุนพวกนี้จึงควรต้องเสียภาษีที่ดินรกร้างในอัตราที่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราภาษีสำหรับที่ดินประเภทอื่น

​ความเชื่อพื้นฐานเหล่านี้ถูกต้องจริงแท้แน่นอนหรือไม่ หรือเป็นเพียงมายาคติเท่านั้น​

อันที่จริงแล้วยังมีคำอธิบายอีกด้านหนึ่งในเชิงเศรษฐศาสตร์ว่า เจ้าของที่ดินรกร้างอาจไม่ได้เก็บที่ดินไว้เพื่อการเก็งกำไรในอนาคต แต่เป็นเพราะว่าเจ้าของที่ดินต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนที่จะตามมาถ้ารีบร้อนตัดสินใจเลือกใช้ประโยชน์จากที่ดินนั้นๆ ในตอนนี้เลย เพราะที่ดินรกร้างเหล่านี้อาจมีทางเลือกอื่นในการใช้ประโยชน์ในอนาคตที่ดีกว่าทางเลือกในปัจจุบันก็ได้

ดังนั้นการถือครองเป็นที่ดินรกร้างไว้ก่อนจึงไม่ใช่การเก็งกำไรจากราคาฟองสบู่ แต่เป็นการเก็บทางเลือกที่ดีกว่าในอนาคตไว้นั่นเอง

ตัวอย่างเช่น เมื่อปลายปีที่แล้วมีข่าวว่าบริษัทพัฒนาที่ดินขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ประกาศที่จะใช้พื้นที่กลางกรุงสำหรับการปลูกสวนผักเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับคนเมืองในบริเวณนั้น

 แต่ถ้าเราตามไปดูข่าวย้อนหลังของกลุ่มนี้ก็จะพบว่า เป้าหมายที่แท้จริงของการใช้ประโยชน์จากที่ดินนี้ก็คือ การสร้างตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในประเทศไทยในอนาคต เขาจึงต้องการเก็บที่ดินนี้ไว้เพื่อรอจนกว่าจะมั่นใจได้ว่าที่ดินผืนนี้เหมาะสมที่จะใช้สร้างตึกที่สูงที่สุดได้ในอนาคต

 ดังนั้นการเก็บที่ดินนี้ไว้เพื่อทำสวนผักไปก่อนในตอนนี้ ก็เพราะเขายังต้องการรอให้ได้ข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจให้มากกว่านี้ ทั้งนี้ก็เพื่อจะหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปรับเปลี่ยนที่สูงมากหากตัดสินใจผิดพลาดไป การเก็บที่ดินผืนนี้ไว้ก่อนเพื่อรอเวลาที่เหมาะสมจึงเป็น “การใช้ประโยชน์ที่ดินที่มีประสิทธิภาพในเชิงพลวัต” อีกด้วย

 กรณีนี้จึงไม่ใช่การเก็บที่ดินรกร้างไว้เพื่อหวังเก็งกำไรจากราคาฟองสบู่ในอนาคต การจัดเก็บภาษีที่ดินรกร้างที่สูงมาก จึงเท่ากับเป็นการบีบบังคับให้เจ้าของที่ดินที่ยังไม่แน่ใจว่าจะสร้างตึกสูงที่สุดในที่ดินนี้ได้ในตอนนี้ ต้องเลือกที่จะใช้ที่ดินแปลงนี้ไปทำสวนผักกลางกรุงไปพลางๆ ก่อน (ซึ่งเป็นเรื่องที่กฎหมายได้เปิดช่องไว้ให้ทำได้) เพื่อเก็บที่ดินผืนนี้ไว้และรอจนกว่าจะมีข้อมูลที่เพียงพอแล้วจึงสร้างตึกสูงที่สุดบนที่ดินนี้ได้นั่นเอง

แล้วทางออกที่เหมาะสมสำหรับปัญหานี้คืออะไร

​ทางออกที่ถูกต้องในเชิงเศรษฐศาสตร์สำหรับปัญหานี้ก็คือ การลดช่องว่างที่แตกต่างกันมากจนเกินไประหว่างอัตราภาษีที่ดินรกร้างกับอัตราภาษีที่ดินเกษตรกรรมให้เหลือน้อยลง จนถึงระดับที่เป็นที่ยอมรับรอมชอมกันได้สำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

แต่จะขอยกตัวอย่างทางออกที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติและทางการเมือง ซึ่งก็คือข้อเสนอของท่านว่าที่ผู้ว่ากรุงเทพมหานครคนใหม่ที่ได้นำเสนอไว้ว่า ให้หันไปใช้มาตรการจูงใจเพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวแทนการปลูกกล้วย กล่าวคือ หาแรงจูงใจที่จะทำให้เอกชนนำที่ดินรกร้างมาให้ทางกรุงเทพมหานครเช่าเพื่อใช้ทำพื้นที่สีเขียวขนาดเล็กตามนโยบายสวน 15 นาที หรือ Pocket Park ทั่วกรุง เพื่อกระจายสวนสาธารณะที่ประชาชนจะเข้าถึงได้ด้วยการเดินในเวลา 15 นาที หรือ 800 เมตร

ซึ่งการทำพื้นที่สีเขียวนี้จะช่วยลดปัญหาอาชญากรรม ลดปัญหาอัคคีภัย และลดมลพิษแก่สิ่งแวดล้อม โดยเอกชนจะได้รับประโยชน์ผ่านมาตรการการงดเว้นภาษีเพื่อสร้างแรงจูงใจ

ทั้งนี้ทางกรุงเทพมหานครมีอำนาจในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้เองตามที่เห็นเหมาะสม แต่ต้องไม่เกินกว่าอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้

สรุปแล้ว ลำพังการเก็บภาษีที่ดินรกร้างในอัตราสูงเพียงอย่างเดียวไม่อาจช่วยลดจำนวนที่ดินรกร้างในเขตเมืองได้ และก็ไม่ช่วยให้เก็บภาษีได้มากขึ้นตามที่วาดฝันกันไว้ด้วย แต่กลับจะทำให้มีสวนกล้วยผุดขึ้นเต็มบ้านเต็มเมืองแทน

ดังนั้นทางกรุงเทพมหานครจึงควรต้องคิดหาวิธีที่เป็นเสมือนกุญแจที่จะใช้ไขทางออกของปัญหาแบบ win-win ให้ได้มากขึ้น ด้วยการประสานการทำงานร่วมกับภาคเอกชนและชาวบ้านต่อไปนั่นเอง.

 

ดร.อารยะ ปรีชาเมตตา

กนิษฐา หลิน

กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชัชชาติ นำโด่งม้วนเดียวจบ สก.50 เขต ผลเลือกตั้ง ได้สภากทม."ส้ม-เขียว-แดง-ฟ้า"

สนามเลือกตั้งท้องถิ่น เมืองหลวง กรุงเทพมหานคร เริ่มคึกคักมากขึ้นเรื่อย ๆก่อนถึงวันเปิดรับสมัครผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.) ที่จะเริ่มรับสมัคร 28 พ.ค.และเลือกตั้งวันที่28 มิ.ย.

บทบาท .. “นายกรัฐมนตรี” ในภาวะเสี่ยง .. ของสังคมที่ถดถอย!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เช้านี้ (๕ พ.ค.๖๙) หลังจากบิณฑบาต ได้กลับมานั่งรอหมอนำบุรุษพยาบาลมาเจาะเลือดเพื่อตรวจค่าต่างๆ ที่ต้อง เฝ้าระวังความเสี่ยงในภาวะชีวิตเริ่มถดถอย... อันเนื่องจากความชราพยาธิกัดกิน ที่แสดงความเป็นจริงว่า.. ที่สุดแห่งชีวิต รูปนี้ย่อยสลายสูญสิ้น อันเป็นไปตามกฎธรรมชาติ..

แนะนำ 3 เว็บไซต์สำหรับผู้ต้องการอ่านบทความอาหารเพื่อสุขภาพ

ในปัจจุบันอาหารเพื่อสุขภาพ กลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่มาแรงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำหนัก การดูแลรูปร่าง หรือการป้องกันโรคในระยะยาว หลายคนเริ่มหันมาใส่ใจสิ่งที่กินมากขึ้น

“ทำดี .. ให้ลูก ทำถูก .. ให้หลาน” ส่งต่อมรดกความดีงาม .. ให้สังคม!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เทศกาลสงกรานต์ประเพณีไทย นับเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีโบราณ โดยมีความสำคัญหลักในการส่งผ่านความกตัญญูกตเวทีในวิถีวัฒนธรรม.. ด้วยการทำบุญสรงน้ำพระ.. รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เพื่อขอพร ก่อเจดีย์ทรายในวัดวาอาราม... และการกลับคืนสู่ครอบครัวเพื่อแสดงถึงความรักสามัคคี เพื่อเริ่มต้นชีวิตอย่างมีมงคล

“ความดี.. (ที่ไม่จริง) .. เป็นสิ่งที่ดี” ในกระแสสังคม .. วิปลาสธรรม !!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา ในวิถีสังคมที่สับสนไปด้วยความลังเลสงสัยในสัจธรรม.. จึงได้เห็นปรากฏการณ์ “การทำอะไรเกินจริง” อยู่เสมอ จนเป็นที่มาของคำสั่งสอนว่า.. “อย่าทำอะไรเกินจริง” ที่หมายถึง พึงมีสติควบคุมจิต.. เพื่อรู้จักยับยั้งชั่งใจในการ คิด พูด ทำ สิ่งต่างๆ ที่ควรคำนึงถึง ความพอดี เหมาะสมกับความเป็นจริง ไม่นำไปสู่การบิดเบือน อยู่ภายในขอบเขตของธรรมและอรรถ และรู้จักประมาณตนว่า.. มีกำลังความสามารถที่ทำได้ตามความเป็นจริง..