โลกที่เหลื่อมล้ำกับการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

โทมัส พีเก็ตตี (Thomas Piketty) นักเศรษฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อก้องโลก อดีตอาจารย์เอ็มไอที ที่ทุ่มเททำงานศึกษาวิจัยเรื่อง “ทุนนิยมในศตวรรษที่ 21” ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งในงานวิจัยที่น่าสนใจนี้ ว่า...พวกเรา ผู้อยู่ในจุดเริ่มต้นของศตวรรษที่ 21 นี้ ก็มีสภาพเดียวกับที่บรรพบุรุษของเราเคยเป็น เมื่อช่วงศตวรรษที่ 19 นั่นเอง คือเรากำลังพบเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในด้านเศรษฐกิจทั่วโลก และเป็นเรื่องยากมากที่เราจะรู้ว่า นับจากนี้อีกหลายทศวรรษมันจะขยายขอบเขตไปมากแค่ไหน หรือการกระจายความมั่งคั่งของโลกจะเป็นอย่างไร ทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ...

การเผชิญความเปลี่ยนแปลงในวันนี้ทั่วทั้งโลกต่างเผชิญความผันผวนเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงรวดเร็ว ซึ่งทุกฝ่ายให้ความสนใจกับโลกใหม่ของการเปลี่ยนแปลง-เติบโต และปัญหาความเหลื่อมล้ำที่กำลังขยายถ่างช่องว่างมากขึ้นในสังคมโลก โดยเฉพาะการเติบโตยุคศตวรรษที่ 21 ที่ “ทุน” ได้ผนวกผสานกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำรุนแรงขึ้นทุกขณะ!

หนึ่งในปัจจัยการค้นพบกลไกทุนนิยมที่คืบคลานจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน โทมัส พีเก็ตตี พบว่า “ทุน” มีบทบาทสำคัญที่เป็นกลไกสร้างให้เกิดความไม่เท่าเทียมและทางช่องว่างขึ้น และขยายสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคมขึ้น จนปรากฏรูปแบบความเหลื่อมล้ำในหลายมิติ ไม่ว่ามิติชนชั้นทางเศรษฐกิจในสังคมต่างๆ หรือการเกิดความต่างระหว่างเมือง-ชนบท หรือในสถานะการจัดการทางเศรษฐกิจระหว่างผู้บริหาร-ผู้ใช้แรงงาน ฯลฯ เป็นต้น ความเหลื่อมล้ำที่ว่านี้ปรากฏขึ้นในทุกภูมิภาคของโลก

มีการศึกษาเรื่องนี้ในหลายประเทศพบว่า สัดส่วนรายได้ในสหรัฐอเมริการาวร้อยละกว่า 80 แต่ละปี-ตกอยู่ในมือของคนจำนวนน้อยนิดไม่ถึงร้อยละ 10 ซึ่งทิศทางความเคลื่อนไหวของกลไกเศรษฐกิจทุนนิยมนี้ เป็นเหมือนๆ กันในเกือบทุกภูมิภาคของโลก เป็นทิศทางการกระจายตัวของรายได้ที่ไม่เอื้อต่อการจัดการความเหลื่อมล้ำ ซึ่งหนึ่งในนั้นเกิดจากผลตอบแทนของ “ทุน” ที่สูงกว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งมันซ้ำเติม-ขยายช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนให้กว้างออก จนสร้างปัญหาความเหลื่อมล้ำไปทั่วโลก!

สำหรับประเทศไทยก็ไม่ต่างจากบ้านเมืองสังคมอื่นๆ ที่เผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำนี้เช่นกัน มักปรากฏขึ้นทั้งจากการพัฒนาแนวราบ ที่สร้างช่องว่างระหว่างการเข้าถึงทรัพยากรของเมืองกับชนบทและในแนวดิ่ง จากการพัฒนาที่พึ่งพา “ทุน” ซึ่งขาดการออกแบบ-การสร้างสิ่งแวดล้อมและการจัดการที่ดี จนทำให้มันขยายช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนกว้างมากขึ้น!

ภาพรวมของสังคมไทยศตวรรษที่ 21 ในปัจจุบัน เศรษฐกิจสังคมของประเทศไทยต้องปรับตัวรับกับความเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าใหม่อย่างหนัก โดยใช้เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี เป็นพื้นที่การขับเคลื่อน-กระตุ้นสร้างความก้าวหน้าใหม่ ที่ต้องการปรับสร้างความก้าวหน้าใหม่ให้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนไป ปรับลดความเหลื่อมล้ำ และมุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจให้ปรับเปลี่ยนรับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี-นวัตกรรม เศรษฐกิจ-การค้า-การลงทุน และการดำเนินชีวิตยุคใหม่ ผ่านการดึงการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อใช้เป็นฐานสร้างการขยายตัวทางเศรษฐกิจ-สั่งสมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี-ความรู้ยุคใหม่ ผ่านกระบวนการพัฒนาบุคลากรและการร่วมทุน ในการที่จะพัฒนาเศรษฐกิจ-สังคมที่เป็นตัวของตัวเองในระยะยาวที่ยั่งยืนต่อไป

เป้าหมายการลงทุน 2.4 ล้านล้านบาท ตามภารกิจของอีอีซีนั้น มีการขยายตัวดึงการลงทุนยุคใหม่ การพัฒนาและการปรับสร้างความร่วมมือประสานให้เกิดการเรียนรู้ด้านทักษะเทคโนโลยี วิศวกรรมและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ชั้นสูงโดยลำดับ ได้สร้างให้เกิดความร่วมมือขึ้นกับหลากหลายผู้ประกอบการและสถาบันที่เข้ามาลงทุนในพื้นที่ ซึ่งทั้งเทคโนโลยีความก้าวหน้าจากญี่ปุ่น จีน เกาหลี กลุ่มโลกตะวันตก เช่น เยอรมัน ฝรั่งเศส สวิส และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น ซึ่งนับเป็นการขยับก้าวปรับฐานเศรษฐกิจของประเทศในเชิงบวกที่ดีมากทีเดียว

ในด้านการจัดการท้องถิ่นและกลุ่มสังคมฐานรากของประเทศ โดยเฉพาะในชุมชนในอีอีซี เพื่อลดความเหลื่อมล้ำก็มีการขับเคลื่อนสร้างความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลง และสร้างกิจกรรมความก้าวหน้าใหม่ควบคู่ไปกับการลงทุนใหม่ และมีการกระตุ้นปรับปรุงเศรษฐกิจสังคมในชุมชนท้องถิ่นไปด้วยกันหลากหลายกิจกรรม เช่น กิจกรรมด้านการท่องเที่ยวฐานชุมชน การพัฒนาการท่องเที่ยวกลุ่มสุขภาพ-เวลเนส การพัฒนาการศึกษาพื้นฐานของโรงเรียนในสังกัดเมืองพัทยา อบจ.ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา การสร้างงานสมาร์ท ฟาร์ม และสร้างเครือข่ายการตลาด e-commerce ให้กับชุมชนและกลุ่มเกษตรกร รวมถึงกระตุ้นสร้างการมีส่วนร่วมในฐานของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพัฒนาในพื้นที่ ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวของกิจกรรมด้านสังคม การศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและการพัฒนายุคใหม่หลากหลายรูปแบบ

ทั้งหมดนี้คือความเคลื่อนไหวจากอีอีซี ที่มีการขับเคลื่อนงานหลากหลายกิจกรรมในพื้น นอกจากนั้นยังได้รับความร่วมมือที่ดีจากภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการภาคเอกชนหลากกลุ่ม เข้าร่วมพัฒนาความก้าวหน้าใหม่ จากระบบโรงงานจนถึงกลุ่ม SMEs ในห่วงโซ่อุปทานของแต่ละสาขาการผลิต ที่ช่วยกันยกระดับประเทศไทยสู่ Thailand 4.0 ที่จัดปรับทิศทางให้เกิดสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนให้ผู้คน ชุมชน สิ่งแวดล้อม และความก้าวหน้าใหม่ในการดำเนินชีวิตในท้องถิ่น ที่จะขยายตัวสู่สังคมไทยโดยรวมต่อไป.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชัชชาติ นำโด่งม้วนเดียวจบ สก.50 เขต ผลเลือกตั้ง ได้สภากทม."ส้ม-เขียว-แดง-ฟ้า"

สนามเลือกตั้งท้องถิ่น เมืองหลวง กรุงเทพมหานคร เริ่มคึกคักมากขึ้นเรื่อย ๆก่อนถึงวันเปิดรับสมัครผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.) ที่จะเริ่มรับสมัคร 28 พ.ค.และเลือกตั้งวันที่28 มิ.ย.

บทบาท .. “นายกรัฐมนตรี” ในภาวะเสี่ยง .. ของสังคมที่ถดถอย!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เช้านี้ (๕ พ.ค.๖๙) หลังจากบิณฑบาต ได้กลับมานั่งรอหมอนำบุรุษพยาบาลมาเจาะเลือดเพื่อตรวจค่าต่างๆ ที่ต้อง เฝ้าระวังความเสี่ยงในภาวะชีวิตเริ่มถดถอย... อันเนื่องจากความชราพยาธิกัดกิน ที่แสดงความเป็นจริงว่า.. ที่สุดแห่งชีวิต รูปนี้ย่อยสลายสูญสิ้น อันเป็นไปตามกฎธรรมชาติ..

แนะนำ 3 เว็บไซต์สำหรับผู้ต้องการอ่านบทความอาหารเพื่อสุขภาพ

ในปัจจุบันอาหารเพื่อสุขภาพ กลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่มาแรงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำหนัก การดูแลรูปร่าง หรือการป้องกันโรคในระยะยาว หลายคนเริ่มหันมาใส่ใจสิ่งที่กินมากขึ้น

“ทำดี .. ให้ลูก ทำถูก .. ให้หลาน” ส่งต่อมรดกความดีงาม .. ให้สังคม!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เทศกาลสงกรานต์ประเพณีไทย นับเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีโบราณ โดยมีความสำคัญหลักในการส่งผ่านความกตัญญูกตเวทีในวิถีวัฒนธรรม.. ด้วยการทำบุญสรงน้ำพระ.. รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เพื่อขอพร ก่อเจดีย์ทรายในวัดวาอาราม... และการกลับคืนสู่ครอบครัวเพื่อแสดงถึงความรักสามัคคี เพื่อเริ่มต้นชีวิตอย่างมีมงคล

“ความดี.. (ที่ไม่จริง) .. เป็นสิ่งที่ดี” ในกระแสสังคม .. วิปลาสธรรม !!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา ในวิถีสังคมที่สับสนไปด้วยความลังเลสงสัยในสัจธรรม.. จึงได้เห็นปรากฏการณ์ “การทำอะไรเกินจริง” อยู่เสมอ จนเป็นที่มาของคำสั่งสอนว่า.. “อย่าทำอะไรเกินจริง” ที่หมายถึง พึงมีสติควบคุมจิต.. เพื่อรู้จักยับยั้งชั่งใจในการ คิด พูด ทำ สิ่งต่างๆ ที่ควรคำนึงถึง ความพอดี เหมาะสมกับความเป็นจริง ไม่นำไปสู่การบิดเบือน อยู่ภายในขอบเขตของธรรมและอรรถ และรู้จักประมาณตนว่า.. มีกำลังความสามารถที่ทำได้ตามความเป็นจริง..