การศึกษา-พัฒนาคน ไม่ใช่แค่การสร้างวาทกรรมที่สมเหตุสมผล!

ช่วงเวลาที่ผ่านมาในกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกใบใหม่ หากได้มีการพิจารณาให้ถ่องแท้ถึงความเปลี่ยนแปลงก้าวหน้า หรือพัฒนาการในการปรับสร้างการศึกษาและการศึกษาพัฒนาคน ที่มุ่งฉุดดึงการศึกษาออกจากโลกใบเก่า ที่จำเป็นต้องยกระดับปรับฐานให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสร้างความก้าวหน้าใหม่ ซึ่งต้องอาศัยความรู้-ความคิด-ความเข้าใจ-ทักษะชุดใหม่ เพื่อเชื่อมกับความก้าวหน้าเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี นวัตกรรม วิศวกรรม และวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ ขับเคลื่อนสังคมโดยรวมเข้าสู่โลกเศรษฐกิจใหม่แบบ Thailand 4.0 นั้น

คงจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “การศึกษา” และ “การพัฒนาบุคลากร” เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เป็นฐานหลักของสังคมที่เป็นกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนสร้างความก้าวหน้าใหม่ ที่จะส่งผลตั้งแต่ตัวตนการดำรงชีวิต สังคม การงาน ไปจนถึงการสร้างเศรษฐกิจใหม่โดยรวม ซึ่งการศึกษานั้นสำคัญยิ่ง! ถ้าไม่อาจปรับรับกับความก้าวหน้าเปลี่ยนแปลงใหม่ สังคม-เศรษฐกิจโดยรวมก็ไม่อาจขยับขับเคลื่อนต่อไปได้!

การปรับสร้างการศึกษาและการพัฒนาคนวันนี้ หากพิจารณาให้ถ่องแท้จะพบว่ามีหลายภาคส่วนที่ความพยายามขยับปรับเคลื่อนการศึกษาไปข้างหน้า ขณะที่มันเคลื่อนไหวอยู่ใต้อำนาจครอบงำของรัฐราชการ ซึ่งทำให้ความเคลื่อนไหวของการศึกษาโดยรวมแม้จะมีการขยับตัวบ้าง แต่ก็ไปได้แบบช้ามาก-มีก็แต่ในจุดเล็กๆ บางจุด-บางกลุ่มที่ก้าวไปได้ไกลทีเดียว!    ความเคลื่อนไหวในสภาพรวมเยี่ยงนี้หากการศึกษาและการพัฒนาคนยังไม่อาจปรับสร้าง-เปลี่ยนแปลงมากกว่าที่เป็นอยู่วันนี้ได้ ความก้าวหน้าของประเทศก็น่าเป็นห่วงยิ่ง! เพราะความรู้ทักษะใหม่ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีวันนี้นั้น เคลื่อนไปข้างหน้าแบบก้าวกระโดด-รวดเร็วทุกวันทีเดียว!

ถ้าเจาะลึกส่องดูเงื่อนปมปัญหา ที่ทำให้การปรับตัวเปลี่ยนแปลงในการปรับสร้างการศึกษาและการพัฒนาคนว่าทำไมมันเคลื่อนไปได้ช้า จะพบว่า หนึ่ง.. ความคิดฝังลึก (mindset) และวิสัยทัศน์ (vision) ของกลุ่มคนที่มีบทบาทหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษานั้น ยังผูกติดอยู่กับความคิด-ความรู้ในระบบวงจรแบบเก่าๆ ที่มองไม่เห็นหรือขาดความเข้าใจกระจ่างชัดต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากนวัตกรรมและเทคโนโลยี ที่ส่งผลให้เกิดสิ่งแวดล้อมใหม่ในระบบชีวิตและสังคม-เศรษฐกิจ ฯลฯ ซึ่งการปรับสร้างวิสัยทัศน์-ความคิด-ความรู้-ความเข้าใจใหม่ ที่จะส่งผลต่อความคิดฝังลึกชุดใหม่ เป็นเรื่องที่ต้องสัมผัสเห็น-มีประสบการณ์-มีความรู้ที่เข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกใบใหม่ โดยเฉพาะระบบเศรษฐกิจ-ฐานการผลิตและบริการ-การสื่อสาร-และปฏิสัมพันธ์ที่สังคม-เศรษฐกิจ ที่มีผลต่อกันในโลกแวดล้อมใหม่ โดยความรู้-ความเข้าใจเหล่านี้ หากผู้มีบทบาทหน้าที่ในการศึกษาไม่มีความรู้-ความเข้าใจที่ชัดเจน การขับเคลื่อนการศึกษา-การพัฒนาคนก็จะเกิดขึ้นแบบขาดวิ่น-กระจัดกระจาย จากความเข้าใจขาดๆ เขินๆ ซึ่งจะไม่ส่งผลดีแต่อย่างใดต่อการบริหารจัดการการศึกษาและการพัฒนาคน มากกว่านั้น อาจจะทำให้การพัฒนาการศึกษาหลงทิศ-หลงทาง เข้าใจไปเองว่าได้ปรับสร้างการศึกษาในทิศทางใหม่อีกต่างหาก!

สอง...ระบบการศึกษาที่เคลื่อนไหวอยู่ใต้กลไกอำนาจ-ระบบราชการที่ยิบย่อยอย่างไม่สร้างสรรค์ จะพบว่า พื้นฐานของกลไกเหล่านี้มักเป็นกลไกของการจองจำ กำกับสั่งการ และกำราบลงโทษ มากกว่าที่จะสร้างการคิดริเริ่มสร้างสรรค์-การสนับสนุนให้ปรับตัวเคลื่อนไหวยืดหยุ่นรับความเป็นจริง ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาที่หมักหมมที่บ้านเมืองและผู้คนกำลังเผชิญอยู่ สภาพรวมในการปรับสร้าง-จัดการปัญหาการศึกษา-การพัฒนาคน ที่เคลื่อนไหวอยู่ใต้กฎระเบียบ-กติกาเยี่ยงนี้ จะทำให้การศึกษาได้รับผลไม่ต่างจากการจัดการศึกษา-การพัฒนาคนที่ผ่านๆ มาคือ มากด้วยความสูญเปล่ามหาศาล! ความขัดแย้ง แตกแยก! และการปล่อยให้งานเลื่อนไหลไปตามบงการของระเบียบระบบ! โดยที่สังคมต้องรับภาระความสูญเปล่ามากมหาศาลที่เกิดขึ้นร่วมกัน นี่คือประสบการณ์ที่สังคมไทยได้รับตลอดมา! ซึ่งเรื่องนี้ถึงเวลาแล้วที่ต้องแก้ไขรื้อสร้างระบบระเบียบให้มีทิศทางใหม่ที่สร้างสรรค์ ปลดแอกการกำกับครอบงำที่ไม่โปร่งใสให้พ้นไป! เพราะจะเป็นการสร้างสิ่งแวดล้อมหลักที่สำคัญในการจัดการปัญหาการศึกษาและการพัฒนาคนในบ้านเมืองเราต่อไป!

สาม...การศึกษาและการสร้างคนต้องคำนึงถึงการจัดการสิ่งแวดล้อมและความโปร่งใส ซึ่งต้องยอมรับว่า สิ่งแวดล้อมในการจัดการศึกษาและการพัฒนาคนที่ผ่านมา ยังเคลื่อนไหวที่อยู่ในโลกใบเก่าที่ตรึงอยู่ในกรอบและฐานที่ไม่เปิดกว้างให้เข้าถึงการเรียนรู้ ความรู้ และการพัฒนาทักษะ ฯลฯ ขณะที่สิ่งแวดล้อมและการจัดการยุคใหม่-ในโลกใบใหม่นั้น เป็นการศึกษา-การจัดการความรู้แบบเปิดกว้าง เข้าถึงได้ง่าย-ไม่จำกัดเวลา สถานที่ ชนชั้น และเขตแดน ผ่านเครือข่ายการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพสูง ก้าวข้ามสภาพแวดล้อมที่ปิดกั้นด้วยระบบระเบียบเก่า-ความคิด-และโลกแวดล้อมเก่า ที่ไม่ช่วยสร้างสรรค์-เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เลย แถมยังเป็นอุปสรรคที่สำคัญในการเรียนรู้และการพัฒนาคนอย่างยิ่ง ในโลกใบใหม่จึงจำเป็นต้องสร้างสิ่งแวดล้อมใหม่ในการจัดการศึกษา-การเรียนรู้ พัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้-การพัฒนาคนเข้าสู่ระบบเปิด ที่เชื่อมโยงกับแหล่งงาน-แหล่งความรู้-เครือข่ายการเรียนรู้-การสร้างความรู้-การพัฒนาทักษะใหม่อย่างจริงจัง

สี่...ในการจัดการศึกษา-พัฒนาคน ไม่ใช่เป็นเรื่องการสร้างความสมเหตุสมผลให้ดูดีและให้กำลังใจกันเอง-หล่อเลี้ยงอีโก้-ขาดการคำนึงถึงผลลัพธ์จริง (ไม่ใช่ผลลัพธ์ลวงๆ) จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างแพลตฟอร์มประสานสร้างให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ เป็นแหล่งการเรียนรู้พัฒนาความรู้-ทักษะใหม่ที่เชื่อมกับพื้นที่ทำงาน-กลุ่มงานที่มีทักษะ-แหล่งความรู้ใหม่ เช่น ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมด้านการผลิต บริการ หรือเชื่อมกับแพลตฟอร์มผู้ประกอบการยุคใหม่ ซึ่งจะช่วยพัฒนาคนให้เกิดการจัดการศึกษาบนฐานของประสบการณ์ใหม่-การเรียนรู้ใหม่ ที่ตอบโจทย์ชีวิต-การงาน-การเรียนรู้-การสร้างทักษะใหม่ ที่ประหยัดเวลาและทรัพยากรได้มากที่สุด

ทั้งหมดนี้คือภาพรวมความเคลื่อนไหวใหม่ ที่ต้องนำสู่การขับเคลื่อนปรับสร้างการศึกษาการเรียนรู้ยุคใหม่ ที่ไม่ใช่เป็นอย่างที่ผู้รับผิดชอบหลายฝ่ายกำลังทำกันอยู่คือแค่ สร้างภาพที่ให้ดูว่ามีการจัดการที่มีความสมเหตุสมผล-ที่ไม่รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นแต่อย่างใด!!!.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“การเตรียมแผนเผชิญพิบัติภัยธรรมชาติ .. บนเกาะภูเก็ต”!!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. สภาพอากาศกำลังเคลื่อนไหวส่งต่อไปตามฤดูกาลที่หมุนเวียนเปลี่ยนไป ภายใต้อิทธิพลการเคลื่อนไหวของโลก ที่แสดงความเป็นจริงเชิงประจักษ์ว่า... โลกนี้ไม่นิ่ง.. มีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปมา ภายใต้กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ที่พระพุทธศาสนาเรียกว่า กฎของธรรม.. หรือ ธรรมนิยาม

การบำเพ็ญกุศลสรีรศพ หลวงพ่ออิ่ม.. หลวงพ่อบุญกู้.. หลวงพ่อสังข์.. หลวงพ่อผาสุข (สิริอายุรวม ๓๖๗ ปี)

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ตั้งแต่กลับมาจากจำพรรษาที่นครตักศิลา ปากีสถาน เมื่อ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๕

30 พ.ย. ศาลรธน. วินิจฉัย ร่างพรบ.การเลือกตั้งส.ส.ฯ หาร 100 ปาร์ตี้ลิสต์ ฉลุย-สะดุด?

เรื่องนี้อาจออกได้หลายหน้า ต้องรอฟังผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ...หากใช้ระบบหาร 100 ประเมินว่า เพื่อไทยจะมีทั้ง ส.ส.เขตและปาร์ตี้ลิสต์โดยคะแนนเสียงมาอันดับหนึ่ง โดยจำนวน ส.ส.จะทิ้งพรรคการเมืองที่ได้เสียงอันดับสองแบบขาดลอย และทำให้ที่บางฝ่ายไปมองว่าพลเอกประยุทธ์จะได้กลับมาเป็นนายกฯ ต่อ แต่ผมกลับมองตรงกันข้าม คือมองว่าอาจจะ 50-50