เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธาในพระรัตนตรัย ตามที่กล่าวเล่าเรื่องไปในบทที่แล้วว่า อาตมาได้รับนิมนต์ไปจำพรรษาที่สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน บนแผ่นดินอันมีคุณค่าทางอารยธรรมพุทธศาสนา อันสืบเนื่องมาจากอดีต สมัยเป็นที่ตั้งของ แคว้นคันธาระ มีเมืองหลวงชื่อ ตักศิลา.. ที่ชาวพุทธเรารู้จักนามกันดี... หากเคยเล่าเรียนเรื่องราวชาดกในพระพุทธศาสนาหรือจากในพระสูตรกันมาบ้าง ที่บันทึกเรื่องราวเล่าเรื่องอันเกี่ยวข้องกับแว่นแคว้นดังกล่าว ที่เป็น ๑ ใน ๑๖ มหาชนบทของชมพูทวีปที่เคยรุ่งเรืองยิ่งสมัยพุทธกาล...
หากค้นคว้าลงไปในความเป็นมาของแคว้นคันธาระ เพื่อทำความรู้จักในเชิง ภูมิประวัติ ที่ซึมซับประวัติศาสตร์เรื่องราวของมนุษยชาติในแต่ละสมัยมายาวนาน ก็จะพอสรุปให้เห็นภาพลักษณ์ได้เป็นระยะๆ ดังนี้
ในระยะที่ ๑ ก่อนสมัยพุทธกาล.. ซึ่งไม่สามารถระบุจำนวนปีได้ว่านครตักศิลามีอายุมากน้อยเท่าไร แต่หากค้นลงไปในเรื่องราวที่ปรากฏในชาดก ซึ่งถูกบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก ก็จะพบเส้นทางของพระมหาโพธิสัตว์ที่ก้าวมาสู่ความเป็นพระพุทธเจ้าในสมัยปัจจุบัน ซึ่งได้เกิดมาใช้ชีวิตบนแผ่นดินดังกล่าว เพื่อบ่มเพาะบารมีธรรมให้สมบูรณ์ตามเจตจำนงที่ตั้งไว้เป็น มโนปณิธาน ในการดำเนินชีวิตทุกกาลสมัย.... ดังปรากฏหลักฐานที่นำสืบค้นจากชาดกที่ชื่อ จิตตสัมภูตชาดก ซึ่งมีเนื้อหาเล่าว่า.. “สมัยทรงเกิดเป็นจัณฑาล อยู่หมู่บ้านนอกกรุงอุชเชนี พระมหาโพธิสัตว์มาบังเกิดในหมู่บ้านนั้น ชื่อ จิตตกุมาร โดยมีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันเป็นลูกของน้าสาว ชื่อ สัมภูตกุมาร .. ทั้งสองได้ประสบความทุกข์เพราะเสวยชาติกำเนิดที่เป็นจัณฑาล จึงได้ตกลงกันว่าจะปกปิดชาติกำเนิดแล้ว ปลอมแปลงเพศเป็นพราหมณ์มาณพ เดินทางไปสู่ นครตักศิลา ... เพื่อเล่าเรียนศึกษาศิลปะวิทยาการในสำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์แห่งนครตักศิลา... จนที่สุดถูกจับได้ว่าเป็นจัณฑาล....” ... ซึ่งเป็นเรื่องราวของชีวิตที่ต้องดำเนินไปบนแผ่นดินอารยธรรมแห่งจิตวิญญาณนามว่า นครตักศิลา ที่น่าศึกษายิ่ง
เรื่องราวเส้นทางของพระโพธิสัตว์.. ก่อนจะบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ปรากฏร่องรอยบนแผ่นดินนครตักศิลายังมีอีกหลายสมัย นอกจากที่ยกมากล่าวไปแล้วนั้น :- ในส่วนที่มีความสัมพันธ์กับเมืองแห่งนี้ที่ว่า.. ทำไมชื่อนครตักศิลา ดังมีอีกเรื่องหนึ่งจากชาดกที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก เล่าถึงเรื่องเส้นทางสร้างบารมีธรรมสมัยทรงบำเพ็ญเพียรสร้างโพธิสัตว์บารมีที่ ได้ประทานเศียรของพระองค์ให้กับชายคนหนึ่ง โดยครั้งนั้น เสวยชาติเป็นพราหมณ์ อยู่ใน ชนบททลิททิ จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้บ้านเมืองแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า “ตักศิลา” แปลตามความในหนังสือของหลวงจีนฟาเหียนว่า “ศีรษะที่ถูกตัดออกแล้ว”
จากเรื่องราวในชาดกจึงพอประเมินได้ว่า นครตักศิลา เกิดขึ้นก่อนสมัยพุทธกาลมายาวนาน โดยไม่เคยมีหลักฐานใดๆ ที่จะสามารถประมาณได้ว่ากี่พัน..กี่หมื่นปี... ดังที่ปรากฏชื่อ “นครตักศิลา” ในชาดกเรื่องนั้นเรื่องนี้มาโดยตลอด ดังอีกเรื่องหนึ่งในสมัยเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์เช่นกัน ที่ ได้ทรงสละสรีระของพระองค์ ประทานให้เป็นอาหารแก่นางเสือที่กำลังอดอยาก หิวโหย... เพื่อเป็นทานบารมีอันยิ่ง.. เพื่อความถึงพร้อมในพุทธกรณธรรม... ที่จะได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณตามพระประสงค์
นครตักศิลา .. จึงได้ชื่อว่าเป็นบ้านเมืองที่พระมหาโพธิสัตว์ผ่านมาสร้างพระบารมีอันควรศึกษาอย่างยิ่ง... ว่า ทำไม.. จึงเป็นแผ่นดินคู่บารมีพระมหาโพธิสัตว์!?...
ในระยะที่ ๒ ในสมัยพุทธกาล.. ที่ปรากฏชัดเจนในชื่อ “นครหลวงตักศิลา แห่งแคว้นคันธาระ” ที่สมัยหนึ่งมีจอมกษัตริย์ผู้ทรงธรรมชื่อ พระเจ้าปุกกุสาติราช.. ที่ต่อมามีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. จนนำไปสู่การสละราชสมบัติ เสด็จออกบรรพชา-อุปสมบทในพระพุทธศาสนา ด้วยศรัทธาในพระพุทธองค์.. ด้วยชอบใจธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ดีแล้ว
ดังเรื่องที่เล่าไว้ใน ธาตุวิภังคสูตร ว่าต่อมาเมื่อออกบรรพชาแล้วนั้น ได้มีโอกาสฟังธรรมพระพุทธองค์ที่บ้านนายภัคควะ.. ช่างปั้นหม้อแห่งพระนครราชคฤห์ จนสามารถบรรลุธรรมเข้าถึงความเป็นอริยบุคคลขั้น พระอนาคามี ... ก่อนที่จะละสังขารด้วยผลกรรมเก่า ถูกยักษิณีสิงสถิตวัวให้ขวิดทำร้ายตายไปตามวิบากกรรมในอดีต...
ที่สำคัญยิ่ง ดังปรากฏหลักฐานในสมัยพุทธกาลพบว่า มีบุคคลสำคัญมากมายในสมัยนั้นเกี่ยวข้องกับนครตักศิลา.. ทั้งกษัตริย์ พราหมณ์.. ที่เดินทางไปร่ำเรียนฝึกฝนวิทยาการด้านต่างๆ .. ไม่ว่าการปกครอง การทหาร การแพทย์ การศิลปวิชาชีพที่นิยมในสมัยนั้นๆ ครบถ้วนไตรเพทที่หมู่ชนยกย่องในยุคนั้น ... เช่น พระเจ้าปเสนทิโกศล, เจ้ามหาลิแห่งกษัตริย์ลิจฉวี, พันธุลเสนาบดีแห่งวงศ์มัลละกษัตริย์, หมอชีวกโกมารภัจจ์ หรืออหิงสกะ “องคุลิมาล”.... จนถึงแม้เจ้าชายสิทธัตถะ แห่งราชวงศ์ศากยะ สักกชนบท ซึ่งต่อมา.. ก็คือ พระพุทธเจ้าของเรา.. ก็สันนิษฐานกันว่าเคยเดินทางไปศึกษาศิลปวิทยาการด้านต่างๆ ที่นครแห่งนี้ ... ซึ่งแม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันในประวัติสมัยก่อนออกอภิเนษกรมณ์บรรพชา.. หากศึกษาจากบริบทของวัฒนธรรมประเพณี.. การศึกษาศิลปวิทยาการในยุคนั้น.. ก็น่าจะมีความเป็นไปได้.. อันแสดงให้เห็นความรุ่งเรืองของความเป็นมหาวิทยาลัยการศึกษาของโลกในยุคนั้นอย่างแท้จริง..
ในวาระที่ ๓ หลังพุทธกาล.. นครตักศิลา.. ถูกพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช กษัตริย์กรีกยึดครอง ดังปรากฏหลักฐานเป็นหนังสือที่ชาวกรีกกล่าวถึงบริบทวัฒนธรรมประเพณีของชาวตักศิลาว่า.. “ชาวตักศิลาที่เป็นคนยากจน ไม่สามารถหาคู่ให้กับลูกสาวได้ ก็นำไปขายที่ตลาด โดยเป่าสังข์ตีกลองเป็นสัญญาณให้ผู้สนใจมาดูตัว หากชอบใจก็ตกลงราคาซื้อขายกันนำไปเป็นภรรยา... เมื่อมีครอบครัว หากสามีตายก็จะต้องเผาตัวตายตามไปกับสามีด้วย..”
ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ ๒-๓.. เมื่อเข้าสู่สมัยพระอโศกมหาราช แห่งโมริยวงศ์ ได้มีการส่งเสริมเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปในต่างประเทศ โดยทรงอาราธนาพระสงฆ์ให้ทำหน้าที่สมณทูต ทั้งนี้ โดยแบ่งเป็นสมณทูต ๙ สาย โดย ๑ ใน ๙ สาย ได้แก่ พระมัชฌันติเถระที่เดินทางไปเผยแผ่ยังรัฐกัสมีรคันธาระ.. ยังให้เกิดการแผ่อาณาเขตการปกครองครอบคลุมไปทั่วชมพูทวีปของพระเจ้าอโศกมหาราช... รวมถึงแคว้นคันธาระ นครตักศิลาแห่งนี้ด้วย ดังที่ได้มีการก่อสร้างสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า ธัมมราชิกสถูป แห่งนครตักศิลา
สำหรับมหาสถูปแห่งตักศิลาแห่งนี้.. บางความเห็นของนักโบราณคดีก็โต้แย้งว่า ไม่น่าจะเป็นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ด้วยมีผู้พบเหรียญอินโดกรีกที่สืบถึงศตวรรษที่ ๒ ก่อนคริสต์ศักราชในพื้นที่.. แต่ก็ยังไม่เป็นมติชัดเจน จึงไม่สามารถหักล้างหลักฐานและแนวความคิดเดิมได้ ที่อ้างความเป็นสถูปที่เป็นทรงสาญจี (สันติ).. ทรงศิลปนิยมในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช.. ที่ต่อมาได้ถูกทำลายโดยชาวฮั่นขาวในคริสต์ศตวรรษที่ ๕ และถูกปล่อยทิ้งให้เป็นซากปรักหักพังไปตามกาลสมัย.. ซึ่งในครั้งนั้น อาราม วิหาร สถูปของพุทธศาสนาถูกทำลายไปมากกว่าพันแห่งทั่วทั้งแว่นแคว้นคันธาระ...
ใน ค.ศ.๑๙๑๓ (พ.ศ.๒๔๕๖) เซอร์ จอห์น มาร์แชล ได้ทำการขุดค้นทางโบราณคดีในบริเวณพื้นที่พุทธสถานโบราณทั้งหลายในพื้นที่ตักศิลา พบตัวสถูปที่ถูกขุดรื้อทำลายปล้นสะดมอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมมาก มีหลักฐานร่องรอยการสร้างคูคลองขนาดใหญ่ เพื่อนำเอาของมีค่าออกมาจากสถูป.. พบซากโครงกระดูกของมนุษย์ในพื้นที่เปิดทางใต้มหาสถูปดังกล่าว พร้อมสภาพสิ่งของต่างๆ ที่แสดงว่าเป็นของพระสงฆ์ที่ถูกฆ่าทำลายในช่วงรุกรานของชาวฮั่นขาว...
จากหลักฐานที่ปรากฏทางโบราณคดี จึงสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นพุทธสถานที่สำคัญของอารยธรรมคันธาระในนครตักศิลา.. ที่ทรงคุณค่ายิ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในสาธารณรัฐอิสลามปากีสถานปัจจุบัน.. โดยอยู่ห่างจาก ลาวัลปินดี ไปทางทิศเหนือประมาณ ๓๕.๔๐ กิโลเมตร เป็นศูนย์กลางสำคัญของแคว้นคันธาระ.. ที่มีความเจริญรุ่งเรืองมายาวนานมากกว่า ๓,๐๐๐ ปี สิ้นสุดลงในพุทธศตวรรษที่ ๑๐ (พ.ศ.๑๐๐๘) โดยการรุกรานของพวกฮั่นขาว
สำหรับ เซอร์ จอห์น มาแชล (Sir John Marshall) นั้น นักโบราณคดีชาวอังกฤษที่ได้มาดำเนินการขุดค้นในเมืองตักศิลาตั้งแต่ ค.ศ.๑๙๑๓–๑๙๓๔ (พ.ศ.๒๔๕๖–๒๔๗๗) รวม ๒๑ ปี พบว่า นครตักศิลามีเมืองโบราณอยู่ ๓ แห่ง มีสถูปและพุทธสถานกว่า ๒๔ แห่ง มีอายุตั้งแต่ราวศตวรรษที่ ๖ ก่อนคริสตกาล... บริเวณเมืองโบราณ ๓ แห่ง ได้แก่ บริเวณเนินดินภีร์ (Bhir Mound).. เมืองเซอกัป (Sirkap) และเมืองเซอสุข (Sirsukh)
โดยที่เมืองเซอกัปได้พบจารึกที่ใช้ตัวอักษรและภาษาอราเมค (Aramaic) ที่กล่าวถึง การประดิษฐานเสาจารึก เพื่อเป็นเกียรติในโอกาสที่ “ปิยทรรสี” อโศก เจ้าชายอุปราช-ปกครองเมืองตักศิลา” .. นับเป็นหลักฐานสำคัญยิ่งในการสืบค้นหาอายุพุทธสถานในแผ่นดินดังกล่าว... ที่แสดงว่า.. เกิดในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชแน่นอน...
เมื่อวันนี้.. (๑๒ ก.ค.๒๕๖๕) ที่ผ่านมา อาตมาได้เดินทางไปจำพรรษาที่นครตักศิลา.. โดยเข้าพักในอาคารเก่าแก่ที่เป็นโบราณสถานในพิพิธภัณฑ์ตักศิลาที่รัฐบาลปากีสถานจัดถวาย ซึ่งเป็น บ้านพักของเซอร์ จอห์น มาแชล นักโบราณคดีชาวอังกฤษ ที่เคยมาพำนักทำงานขุดค้นเชิงโบราณคดี เมื่อกว่า ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา... จึงมีความปีติยินดีอย่างยิ่งที่ได้เข้าใกล้เจ้าของตำนานแห่งการขุดค้นโบราณสถานทางพุทธศาสนาแห่งนครตักศิลา.. อย่างแท้จริง... โดยเฉพาะการได้เข้าไปนั่งอยู่ในห้องนอนของ เชอร์ จอห์น มาแชล ที่ถูกเก็บรักษาไว้โดยกองโบราณคดี รัฐปัญจาบ แห่งสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน... เพื่อจะได้ระลึกถึงพระคุณของท่านผู้นี้ที่ได้ช่วยสืบค้นรักษาโบราณสถานของพุทธศาสนาให้ปรากฏมีอยู่ถึงปัจจุบัน.. จนโบราณสถานเหล่านั้นได้รับการยกเป็นมรดกโลกทางพุทธศาสนาในปัจจุบัน.. ที่ชาวปากีสถานและชาวพุทธควรภาคภูมิใจ.. ในประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของแผ่นดินอารยธรรมแห่งแคว้นคันธาระ ณ นครตักศิลา.. ที่ยังคงปรากฏชื่อดังกล่าวอยู่ถึงปัจจุบัน...!!.
เจริญพร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ชัชชาติ นำโด่งม้วนเดียวจบ สก.50 เขต ผลเลือกตั้ง ได้สภากทม."ส้ม-เขียว-แดง-ฟ้า"
สนามเลือกตั้งท้องถิ่น เมืองหลวง กรุงเทพมหานคร เริ่มคึกคักมากขึ้นเรื่อย ๆก่อนถึงวันเปิดรับสมัครผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.) ที่จะเริ่มรับสมัคร 28 พ.ค.และเลือกตั้งวันที่28 มิ.ย.
บทบาท .. “นายกรัฐมนตรี” ในภาวะเสี่ยง .. ของสังคมที่ถดถอย!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เช้านี้ (๕ พ.ค.๖๙) หลังจากบิณฑบาต ได้กลับมานั่งรอหมอนำบุรุษพยาบาลมาเจาะเลือดเพื่อตรวจค่าต่างๆ ที่ต้อง เฝ้าระวังความเสี่ยงในภาวะชีวิตเริ่มถดถอย... อันเนื่องจากความชราพยาธิกัดกิน ที่แสดงความเป็นจริงว่า.. ที่สุดแห่งชีวิต รูปนี้ย่อยสลายสูญสิ้น อันเป็นไปตามกฎธรรมชาติ..
เผชิญ .. วิกฤตการณ์ทับซ้อน .. ในสังคมปัจจุบัน!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ต้องยอมรับตามความเป็นจริงว่า.. กระแสโลกไหลเลื่อนเข้าสู่ร่องเวลาที่มี วิกฤตการณ์
แนะนำ 3 เว็บไซต์สำหรับผู้ต้องการอ่านบทความอาหารเพื่อสุขภาพ
ในปัจจุบันอาหารเพื่อสุขภาพ กลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่มาแรงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำหนัก การดูแลรูปร่าง หรือการป้องกันโรคในระยะยาว หลายคนเริ่มหันมาใส่ใจสิ่งที่กินมากขึ้น
“ทำดี .. ให้ลูก ทำถูก .. ให้หลาน” ส่งต่อมรดกความดีงาม .. ให้สังคม!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เทศกาลสงกรานต์ประเพณีไทย นับเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีโบราณ โดยมีความสำคัญหลักในการส่งผ่านความกตัญญูกตเวทีในวิถีวัฒนธรรม.. ด้วยการทำบุญสรงน้ำพระ.. รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เพื่อขอพร ก่อเจดีย์ทรายในวัดวาอาราม... และการกลับคืนสู่ครอบครัวเพื่อแสดงถึงความรักสามัคคี เพื่อเริ่มต้นชีวิตอย่างมีมงคล
“ความดี.. (ที่ไม่จริง) .. เป็นสิ่งที่ดี” ในกระแสสังคม .. วิปลาสธรรม !!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา ในวิถีสังคมที่สับสนไปด้วยความลังเลสงสัยในสัจธรรม.. จึงได้เห็นปรากฏการณ์ “การทำอะไรเกินจริง” อยู่เสมอ จนเป็นที่มาของคำสั่งสอนว่า.. “อย่าทำอะไรเกินจริง” ที่หมายถึง พึงมีสติควบคุมจิต.. เพื่อรู้จักยับยั้งชั่งใจในการ คิด พูด ทำ สิ่งต่างๆ ที่ควรคำนึงถึง ความพอดี เหมาะสมกับความเป็นจริง ไม่นำไปสู่การบิดเบือน อยู่ภายในขอบเขตของธรรมและอรรถ และรู้จักประมาณตนว่า.. มีกำลังความสามารถที่ทำได้ตามความเป็นจริง..

