การพัฒนาเศรษฐกิจนั้นมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อยกระดับความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตเพื่อให้ประชาชนมีความกินดีอยู่ดีอย่างยั่งยืน นโยบายเศรษฐกิจต่างๆ จึงจำเป็นต้องมีการยึดโยงกับประชาชน
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีความหลากหลายของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความหลากหลายในเชิงพื้นที่ แต่ละจังหวัด แต่ละท้องถิ่น มีที่ตั้ง ภูมิประเทศ วัฒนธรรม และโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันออกไป ประชาชนมีอาชีพ มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกัน ซึ่งทำให้ความต้องการบริการจากภาครัฐแตกต่างกันออกไปตามภูมิภาคและท้องถิ่นด้วย
แนวทางหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ก็คือ การกระจายอำนาจ (decentralization)
การกระจายอำนาจที่จะตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นได้นั้นต้องประกอบด้วยองค์ประกอบต่างๆ อย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่
หนึ่ง การกระจายอำนาจทางการเมือง โดยให้ประชาชนในแต่ละท้องถิ่นสามารถเลือกผู้นำของตนเองโดยตรงแทนการแต่งตั้งจากส่วนกลาง ทำให้ผู้นำท้องถิ่นมีความยึดโยงกับประชาชน มีความรู้ความเข้าใจพื้นที่และชุมชน มีความผูกพันและทุ่มเททำงานเพื่อคนในท้องถิ่น
สอง การกระจายอำนาจการบริหาร โดยให้รัฐบาลในส่วนภูมิภาคเป็นตัดสินใจ จัดหา และให้บริการสินค้าสาธารณะต่างๆ แก่ประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆ แทนที่จะเป็นนโยบายจากส่วนกลางที่คิดแทนคนในแต่ละพื้นที่
สาม การกระจายอำนาจทางการคลัง เพื่อให้ท้องถิ่นมีงบประมาณที่เพียงพอต่อในการบริหารงานในพื้นที่ของตนเอง
กระแสต่อต้านการกระจายอำนาจที่ผ่านมามักอ้างถึงเหตุผลต่างๆ เช่น คนในชนบทยังขาดความรู้ ไม่ทราบว่าบริการและการลงทุนจากภาครัฐโครงการใดเป็นประโยชน์ต่อตนเองและท้องถิ่น รวมถึงอ้างถึงนักการเมืองท้องถิ่นที่โกงกิน ใช้งบประมาณไม่เหมาะสม มีการซื้อเสียง นำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า การตัดสินใจเรื่องการพัฒนาภูมิภาคยังควรเป็นหน้าที่ของรัฐบาลจากส่วนกลางมากกว่าท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม การรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลางก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าการบริการภาครัฐจะตอบสนองความต้องการท้องถิ่นได้ดีกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า โกงกินน้อยกว่า ในขณะที่การกระจายอำนาจที่แม้ว่าจะมีปัญหาที่ต้องเรียนรู้และติดตามแก้ไขไปด้วยกัน แต่ก็มีข้อดีหลายประการที่ไม่ควรละเลย
ประการแรก รัฐบาลในแต่ละท้องถิ่นทราบความต้องการของประชาชนในพื้นที่ดีกว่ารัฐบาลส่วนกลางในเมืองหลวงที่อยู่ห่างไกล นอกจากนี้รัฐบาลที่ส่วนกลางอาจไม่ทราบหรือไม่เข้าใจบริบทและข้อจำกัดที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละพื้นที่ การสื่อสารของคนในภูมิภาคกับผู้มีอำนาจในการตัดสินใจในส่วนกลางต้องผ่านหลายขั้นตอน ทำให้การออกแบบและการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างเต็มที่
ประการที่สอง ประชาชนในแต่ละพื้นที่สามารถสอดส่องและตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐบาลท้องถิ่นได้ดีกว่าการใช้งบประมาณของรัฐบาลส่วนกลาง เพราะสามารถติดตามผลการใช้เงินที่มีเป้าหมายที่ชัดเจนและยึดโยงกับการให้บริการกับประชาชนในพื้นที่นั้นๆ
ประการที่สาม เป็นการสร้างการแข่งขันระหว่างท้องถิ่นต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีการสื่อสารและสื่อออนไลน์ต่างๆ ในปัจจุบันที่ทำให้ประชาชนสามารถเปรียบเทียบนโยบาย ความสามารถ และผลงานของผู้นำที่ตนเองเลือกมากับผู้นำท้องถิ่นอื่นๆ ได้ง่ายดาย ซึ่งในที่สุดแล้วเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการภาครัฐให้สูงขึ้น
แน่นอนว่าการกระจายอำนาจไม่ได้แปลว่ารัฐบาลกลางจะหมดบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาคและท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประสานงานในโครงการพัฒนาที่ครอบคลุมหลายท้องที่ หรือช่วยเหลือท้องถิ่นที่ขาดแคลนบุคลากรและความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิค รวมถึงการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณที่ท้องถิ่นได้รับจัดสรร
การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ผ่านมาเร็วๆ นี้ได้ก่อให้เกิดความตื่นตัวในการมีส่วนร่วมในการเมืองระดับท้องถิ่นขึ้นมาอีกครั้ง กระแสความตื่นตัวนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในกรุงเทพมหานครเท่านั้น ประชาชนในส่วนภูมิภาคจำนวนไม่น้อยได้แสดงความคิดเห็นว่าผู้ว่าราชการจังหวัดอื่นๆ ก็ควรมาจากการเลือกตั้งเช่นกัน
การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการกระจายอำนาจ เพื่อให้แต่ละจังหวัดมีอำนาจในการบริหารงานด้วยตนเองมากขึ้น ตอบสนองต่อความต้องการประชาชนในแต่ละจังหวัดได้ดีขึ้น
ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่การให้สิทธิเสรีภาพในการปกครองตนเองแก่ประชาชนเท่านั้น แต่ยังสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อยกระดับความกินดีอยู่ดีของประชาชนคนไทยอีกด้วย
ศ.ดร.กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์ University of San Diego
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘แก้วสรร’ ชัดเจน ผ่าปมบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด!
นายแก้วสรร อติโพธิ เผยแพร่บทความเรื่อง บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค๊ด!!...การเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญ โมฆะทั้งแผ่นดิน ??? มีเนื้อหาดังนี้
ความฉ้อฉลทางจิตวิญญาณ .. ภัยร้ายของมนุษยชาติ!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ผลพวงจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ สะท้อนเหตุปัจจัยภาคสังคมหลายประการ ที่ทุกฝ่ายต้องศึกษาพิจารณาเพื่อความเข้าใจในสภาพธรรมทางสังคม ที่สะท้อนภาวะผลกรรมในองค์รวมของ กระแสจิตวิญญาณมหาชน..
บทสะท้อน... กระแสจิตหมู่... ภาคสังคม .. สู่การเลือกตั้ง!! .. ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ..
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. กำลังจะเข้าสู่ วันแห่งสันติภาพ.. ที่ผ่านกระบวนการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย โดยอ้างอิงเสียงประชาชนเป็นใหญ่ หมายถึง อำนาจในการปกครองที่มาจากปวงชน.. อันเป็นที่มาของคำถามว่า อะไรคืออำนาจ, อะไรคือหน้าที่.. และ หน้าที่กับอำนาจ จะใช้สัมพันธ์กันอย่างไรให้เกิดประโยชน์ เป็นไปเพื่อ สันติภาพของมนุษยชาติแท้จริง... ดังที่จะได้มีการใช้อำนาจ (อธิปไตย) ผ่านหน้าที่ตามสิทธิในการเลือกตั้งตามระบอบ ให้อำนาจและหน้าที่แก่ประชาชนใช้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่จะเกิดมีขึ้นในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ นี้ ในประเทศของเรา..
ธรรมชาติโดยธรรม ของผู้นำ ผู้แทน ผู้ปกครอง!
เจริญพร สาธุชน ผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เรื่องการเลือกผู้นำตามระบอบประชาธิปไตย ที่ประเทศในโลกตะวันตกพากันเห่อ.. คลั่งไคล้.. จนแพร่ระบาดมาสู่เอเชีย แผ่ไปทั่วบ้านเล็กเมืองน้อย ที่อนุวัตไปตามกระแส โลกาธิปไตย จริงๆ แล้ว มิใช่เป็นเรื่องใหม่ นับตั้งแต่เกิดการอุบัติขึ้นของสังคมมนุษยชาติ
เสียงสะท้อน-ข้อเสนอนโยบาย จากภาคประชาชนถึงพรรคการเมือง
ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งที่พรรคการเมืองต่างๆ ออกมาแสดงวิสัยทัศน์และนำเสนอนโยบายต่างๆ ต่อประชาชน เพื่อหวังผลคะแนนเสียงเลือกตั้ง รวมถึงการส่งตัวแทนพรรคไปร่วมเวทีดีเบต-นำเสนอนโยบายตามเวทีต่างๆ ที่จัดขึ้นหลายแห่ง
อย่าเลือกคน Gen Im เป็นผู้แทนอย่างเด็ดขาด!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เมื่อพิจารณาลงไปในกระแสสังคมปัจจุบันที่อยู่ภายใต้อำนาจโลกธรรมอันมี เทคโนโลยีไอที เป็นใหญ่ ที่ชาวโลกมีความภาคภูมิใจให้เพลิดเพลินในการเข้าไปเชยชมยึดติด.. จึงกลายเป็น วัตถุกาม ของมารที่มีไว้ล่อหลอกให้สัตว์ทั้งหลายเข้าไปรักใคร่ ใหลหลง ผูกมัดรัดยึด ก่อเกิดความเศร้าหมองเร่าร้อน ด้วย อิทธิฤทธิ์ของมารา ที่ใช้มายา.. เป็นเครื่องมือ..

