
เมื่อถึงกำหนดวันขึ้นศาล จำเลยในวัย 96 ปีหนีออกจากบ้านพัก ตำรวจตามจับได้ในวันเดียวกัน กลับมาเผชิญความจริงเกี่ยวกับอาชญากรรมที่ก่อไว้เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
76 ปีหนีไม่พ้น
ระหว่างเดือนมิถุนายน ค.ศ.1943 ขณะมีอายุ 18 ปี จนถึงเดือนเมษายน ค.ศ.1945 สตรีเยอรมันนาม “เอิมการ์ด ฟุชเนอร์” ทำหน้าที่เลขานุการของ “พอล แวร์เนอร์ ฮอปเป” ผู้บัญชาการแห่งค่ายกักกัน “สตุตโฮฟ” (Stutthof) ในประเทศโปแลนด์ หน้าที่หลักของฟุชเนอร์คือจดชวเลขและพิมพ์ดีด แต่งานที่ “ฮอปเป” สั่งให้ทำมีมากกว่านั้น
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง เธอถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายสัมพันธมิตรนำตัวไปไต่สวนในศาลเยาวชน ฟุชเนอร์ปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับการสังหารที่เกิดขึ้นในค่าย อ้างว่าไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น เธอรอดตัวมาได้ในคราวนั้น
แต่แล้วเมื่อปี ค.ศ.2016 ขณะมีอายุ 91 ปี "ฟุชเนอร์" ผู้รับเงินบำนาญแห่งเมืองพินเนอแบร์ก ใกล้ๆ นครฮัมบูร์ก คล้ายจะหนีกรรมไม่พ้น ถูกตั้งข้อหาให้การช่วยเหลือและสนับสนุนการฆาตกรรมเหยื่อ 11,412 ศพ
วันกำหนดปรากฏตัวต่อศาลครั้งแรกคือ 30 กันยายนที่ผ่านมา คุณยายฟุชเนอร์เดินออกจากบ้านพักคนชรา เรียกแท็กซี่ไปยังสถานีรถไฟใต้ดิน ตำรวจใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะตามจับได้ที่นครฮัมบูร์ก
คุณยายฟุชเนอร์ได้รับการประกันตัวออกไป 5 วันหลังถูกจับกุมโดยมีเงื่อนไขต่างๆ หลายข้อ รวมทั้งถูกติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว
วันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา คุณยายฟุชเนอร์ปรากฏตัวต่อศาลเมืองอิตเซโฮ นั่งในรถเข็นวีลแชร์ สวมหน้ากากอนามัยและใช้ผ้าคลุมศีรษะ วางกระเป๋าถือลงบนตักแล้วยืนยันตัวตนต่อผู้พิพากษา
ทนายจำเลยกล่าวว่า คุณยายฟุชเนอร์ไม่ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่โต้แย้งว่าไม่ควรเป็นผู้รับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น นอกจากนี้การดำเนินคดีกับคุณยายเป็นสิ่งไม่สมเหตุสมผลเมื่อมองถึงอายุที่มากเกือบร้อยปี จำเลยจะไม่กล่าวคำใดๆ ทั้งจะไม่ตอบคำถาม
การพิจารณาไต่สวนจะเกิดขึ้นเพียงวันละ 2 ชั่วโมง ไม่ดำเนิน 2 วันต่อเนื่องกัน และรวมแล้วสัปดาห์หนึ่งจะไม่เกิน 2 วัน ภายนอกศาลมีผู้ประท้วงกลุ่มย่อมๆ พากันชูป้ายข้อความ “ต้องไม่มีฟาสซิสต์อีกแล้ว” เพื่อเป็นการรำลึกถึงเหยื่อจากค่ายกักกันสตุตโฮฟ
เสียงกรีดร้องที่ต้องได้ยิน
คำฟ้องบรรยายว่ามีผู้เสียชีวิตประมาณ 65,000 ศพ ในค่ายกักกันสตุตโฮฟ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เมือง “กดานสก์” ในโปแลนด์ ส่วนใหญ่เป็นชาวยิว ชาวโปล และนักโทษเชลยศึกชาวโซเวียต
“หน้าที่เลขานุการแห่งค่ายกักกันสตุตโฮฟของจำเลยทำให้สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในค่ายเป็นไปอย่างราบรื่น และจำเลยทราบทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น รวมถึงการสังหารหมู่”
อัยการกล่าวต่อศาลว่า บรรดาเหยื่อของจำเลยที่ถูกส่งไปยังห้องรมแก๊สพิษส่งเสียงกรีดร้องด้วยความทรมาน รวมถึงเสียงทุบหรือใช้ร่างกายกระแทกประตูอย่างหนักหน่วง จำเลยจะต้องได้ยินเสียงเหล่านั้นอย่างชัดเจน รวมถึงเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ในค่ายกักกัน
“หนังสือที่ส่งถึงศาลก่อนหน้านี้ของจำเลยระบุว่า ไม่ต้องการปรากฏตัวในคอกจำเลยด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ แต่การที่คุณยายฟุชเนอร์หนีศาลเมื่อปลายเดือนที่แล้วเป็นการบ่งบอกว่าไม่น่าจะอ่อนแอเกินไปที่จะขึ้นศาล และยังถือเป็นการดูหมื่นผู้รอดชีวิตจากค่ายกักกันอีกด้วย”
เอฟเรม ซูรอฟฟ์ จากกลุ่ม “นาซีฮันเตอร์” กลุ่มล่านาซีชาวอเมริกัน-อิสราเอล ผู้มีบทบาทสำคัญในการนำตัวอาชญากรสงครามนาซีเยอรมันขึ้นสู่การพิจารณาคดีมาแล้วหลายราย ทวีตข้อความว่า “สุขภาพแข็งแรงพอที่จะหนี แต่ไม่ดีพอที่จะเข้าคุก?”
รู้จักค่ายสตุตโฮฟ
นาซีเยอรมันมีทั้งค่ายมรณะ (Extermination Camp) ไว้สำหรับฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว และค่ายกักกัน (Concentration Camp) ที่มีทั้งชาวยิวและชาติอื่นๆ รวมอยู่ด้วย ในที่นี้ขอกล่าวถึงเฉพาะค่ายกักกัน
ระหว่างปี ค.ศ.1933-1945 นาซีเยอรมันได้สร้างค่ายกักกันหลักขึ้น 27 ค่าย และค่ายย่อยของค่ายหลักเหล่านั้นอีกเป็นจำนวนมาก รวมแล้วมีมากกว่า 1 พันค่าย สำหรับค่ายสตุตโฮฟถือเป็นหนึ่งในค่ายหลัก ตั้งขึ้นทันทีหลังจากเยอรมนีบุกยึดโปแลนด์ในวันที่ 2กันยายน 1939 โดยใช้โครงสร้างเดิมที่มีอยู่ของค่ายตำรวจโปแลนด์ กลายเป็นค่ายกักกันแห่งแรกนอกเขตแดนเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่ 2 และยังเป็นค่ายสุดท้ายที่กองกำลังของชาติสัมพันธมิตรเข้าช่วยเหลือปลดปล่อยเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 1945

เตาเผาศพนักโทษในค่ายกักกัน “สตุตโฮฟ” ของนาซีเยอรมัน ภาพจาก collections.ushmm.org
ค่ายแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้ทะเลบอลติก มีสภาพเปียกชื้นเฉอะแฉะ ติดกับป่าไม้ ในช่วงต้นใช้ขังกลุ่มผู้นำและกลุ่มปัญญาชนนักคิดของโปแลนด์ จากนั้นก็ให้นักโทษเหล่านี้สร้างค่ายเพิ่มเติมโดยการขยายพื้นที่ออกไป สุดท้ายกลายเป็นค่ายแรงงานหลากหลายประเภท
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายการก่อตั้งค่ายมีความเกี่ยวข้องกับโครงการกวาดล้างทางเชื้อชาติ โดยเฉพาะการกำจัดชนชั้นสูงชาวโปลที่มีทั้งปัญญาชน ผู้นำทางศาสนา และผู้นำทางการเมือง นาซีเยอรมันได้กำหนดรายชื่อผู้เป็นเป้าหมายการจับกุมไว้ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะเริ่มต้นด้วยซ้ำ และสมาชิกนาซีคนสำคัญก็จะได้รับอนุญาตให้เสาะหาสถานที่หรือทำเลเหมาะสมสำหรับการจัดตั้งค่ายกักกันในพื้นที่ของตน
นักโทษชุดแรกมี 150 คน เป็นชาวโปลและบางส่วนเป็นชาวยิวที่ถูกจับได้ในวันแรกที่เยอรมนีบุกยึดโปแลนด์ นักโทษเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียง 2 สัปดาห์แรกก็มีถึง 6 พันคน โดยเมื่อถึงปี 1942 นักโทษส่วนมากยังคงเป็นชาวโปล
ค่ายสตุตโฮฟค่อยๆ ขยายขนาดจนสุดท้ายมีพื้นที่ 1.2 ตารางกิโลเมตร ขังนักโทษจาก 28 ประเทศ เตาเผาและห้องรมแก๊สถูกสร้างเพิ่มเติมในปี 1943 เพื่อให้ทันเวลาการแก้ปัญหายิวครั้งสุดท้าย หรือ Final Solution ในเดือนมิถุนายน 1944 ซึ่งค่ายสตุตโฮฟได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในสถานที่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
ปี 1944 จำนวนนักโทษกระโดดเพิ่มระดับยิ่งกว่าเดิม ชาวยิวผู้มาใหม่กลายเป็นส่วนประกอบสำคัญ โดยเฉพาะที่ถูกเคลื่อนย้ายมาจาก “ค่ายมรณะเอาช์วิตซ์” ในเดือนกรกฎาคม 1944 ซึ่งมีถึง 23,566 คน และอีก 25,053 คนจากค่ายต่างๆ ในประเทศแถบทะเลบอลติก
เมื่อสหภาพโซเวียตบุกมาจากทางตะวันออกในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม 1944 เข้าถึงเอสโตเนียที่เยอรมนียึดครอง ทหารพรรคนาซี หรือ “เอสเอส” ของค่ายในเอสโตเนียอพยพเคลื่อนย้ายนักโทษส่วนใหญ่ทางทะเล ส่งมายังสตุตโฮฟ ที่ขนมาไม่ได้ก็ยิงทิ้งเป็นจำนวนมาก
การอพยพสู่ความตาย
กองทัพนาซีเยอรมันเพลี่ยงพล้ำในสงครามเพราะเปิดศึกหลายด้านมากเกินไป ทางด้านตะวันออกถูกกองทัพแดงของสหภาพโซเวียตรุกคืบเข้ามา วันที่ 25 มกราคม 1945 การอพยพเคลื่อนย้ายครั้งใหญ่เกิดขึ้นกับนักโทษเกือบ 50,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวยิวจากสตุตโฮฟและค่ายย่อยของสตุตโฮฟที่มีอยู่อีกกว่า 50 ค่าย
มีนักโทษราว 5,000 คนจากสตุตโฮฟและค่ายย่อย ถูกบังคับให้เดินลงทะเล และถูกยิงทิ้งด้วยปืนกล นักโทษที่เหลือให้เดินไปทางตะวันออกของเยอรมนี แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเผชิญกับกองทัพโซเวียต ฝ่ายผู้บัญชาการของเอสเอสจึงนำนักโทษเดินกลับไปยังสตุตไฮฟในช่วงฤดูหนาวที่อากาศกัดกินอย่างรุนแรง บวกกับการปฏิบัติป่าเถื่อนจากเจ้าหน้าที่เอสเอส ทำให้นักโทษเสียชีวิตไปอีกหลายพันคน
ปลายเดือนเมษายน 1945 นักโทษในค่ายสตุตโฮฟถูกเคลื่อนย้ายอีกครั้งเนื่องจากกองทัพโซเวียตโอบล้อมเข้ามาเกือบทุกด้าน นักโทษหลายร้อยคนถูกบังคับให้เดินลงทะเลและถูกยิงทิ้งอีกครั้ง มากกว่า 4,000 คนถูกส่งลงเรือไปยังค่ายต่างๆ ทางเหนือของเยอรมนีและริมฝั่งทะเลบอลติก มีรายงานว่าจมน้ำตายเป็นจำนวนมาก
เรือลำหนึ่งสามารถแล่นไปถึงเดนมาร์กในวันที่ 5 พฤษภาคม 1945 นักโทษ 351 คนจากทั้งหมด 370 คนได้รับการช่วยชีวิตและถูกส่งต่อไปยังสวีเดน ก่อนที่ต่อมาจะถ่ายโอนไปยังประเทศเป็นกลาง เหตุการณ์เกิดขึ้นไม่กี่วันก่อนเยอรมนียอมแพ้ในสงคราม
นักโทษประมาณ 25,000 คนจากค่ายสตุตโฮฟและค่ายย่อยเสียชีวิตระหว่างการถูกอพยพเคลื่อนย้ายครั้งนี้ กองทัพแดงของโซเวียตสามารถเข้าถึงค่ายสตุตโฮฟในวันที่ 9 พฤษภาคม 1945 ช่วยชีวิตนักโทษไว้ได้ประมาณ 100 คน ซึ่งเป็นพวกที่หลบซ่อนตัวจากการถูกเคลื่อนย้ายครั้งสุดท้าย
นักโทษทั้งหมดราว 110,000 คนในค่ายสตุตโฮฟเสียชีวิตไปประมาณ 65,000 คน นอกจากถูกยิงและจมน้ำแล้ว ยังตายด้วยการถูกรมแก๊ส ถูกฉีดสารฟีนอลเข้าร่างกาย ตายจากการขาดอาหารและน้ำ และติดโรคร้ายที่แพร่กระจายอยู่ในค่าย โดยเฉพาะไข้รากสาดใหญ่
อาชญากรรมและการลงทัณฑ์
หลังสงครามจบลง โปแลนด์และโซเวียตได้ตั้งศาลพิเศษขึ้นที่เมืองกดานสก์ ดำเนินคดีกับผู้บังคับบัญชาของหน่วยเอสเอส ผู้คุมค่าย และนักโทษที่ได้รับตำแหน่งให้ช่วยงานในค่าย การพิจารณาคดีครั้งแรกระหว่างเมษายน-พฤษภาคม 1946 ประหารนาซีไป 11 คน รวมถึงอดีตผู้บัญชาการประจำค่ายสตุตโฮฟ ถูกจำคุกอีก 19 คน ครั้งที่ 2 ในเดือนตุลาคม1947 ประหารไปอีก 10 คน จำคุก 14 คน ครั้งที่ 3 ต้นเดือนพฤศจิกายน 1947 จำคุก 19 คน ครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายในปลายเดือนพฤศจิกายน 1947 จำคุก 26 คน
กระทั่งเมื่อ 3 ปีก่อน ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2018 ได้มีการนำคดีมาฟ้องร้องเพิ่มเติมในศาลเยอรมนี “โจฮันน์ เรห์โบเกน” วัย 94 ปี โดนข้อหามีส่วนช่วยเหลือในการฆาตกรรม แต่จำเลยมีปัญหาด้านสุขภาพ ศาลเมืองฮัมบูร์กอนุญาตให้เลื่อนการพิจารณาออกไป
ยังมีอีกหลายคดีที่ถูกจำหน่ายออกไปเนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาเสียชีวิตไปก่อน หรือไม่ก็สุขภาพย่ำแย่เกินกว่าจะทานทนรับฟังการไต่สวนได้
จำเลยคนสุดท้ายที่ศาลตัดสินให้มีความผิดคือ “บรูโน เดย์” อายุ 93 ปี อดีตทหารหน่วยเอสเอสที่มีส่วนในการสังหารนักโทษ 5,230 ศพในค่ายสตุตโฮฟ ได้รับโทษจำคุก 2 ปี เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่โทษให้รอลงอาญาไว้ก่อน
ปลายเดือนที่แล้ว “โจเซฟ ชุตส์” อดีตนาซีอายุ 100 ปี ผู้คุมค่ายกักกันคนหนึ่ง ถูกนำตัวขึ้นพิจารณาคดีที่ศาลในเมืองนอยฮุปปิน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงเบอร์ลิน ในข้อกล่าวหาสังหารนักโทษ 3,518 ศพในค่ายซาคเซนเฮาเซนระหว่างปี ค.ศ.1942-1945 จำเลยให้การปฏิเสธ
ชุตส์ และฟุชเนอร์ ถือเป็นกลุ่มจำเลยอายุมากที่สุดที่สามารถนำตัวมาขึ้นศาลได้จากบทบาทที่เคยกระทำในนามของนาซี
เวลาล่วงเลยมา 76 ปีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปิดฉากลง จากนี้ไปคงเหลือเวลาอีกไม่มากในการนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยในเวลานี้อัยการกำลังสอบสวนอยู่อีก 8 คดี
ได้มีการบันทึกไว้ว่าค่ายกักกันนาซีมีนักโทษรวมกันประมาณ 1.65 ล้านคน ถูกสังหารราว 1.1 ล้านคน ในจำนวนนี้มีชาวยิวอยู่ไม่น้อยกว่า 8 แสนคน
ส่วนค่ายมรณะ (Extermination Camp) ที่มีอยู่ 6 แห่ง มีผู้ถูกสังหารไปประมาณ 2.7 ล้านคน ชาวยิวครองสัดส่วนมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์
รวมแล้วมีชาวยิวสังเวยให้กับระบอบนาซีของฮิตเลอร์ไปราว 6 ล้านคน.
อ้างอิง
historica.fandom.com/wiki/Irmgard_Furchner
timesofisrael.com/prosecution-at-trial-of-nazi-camp-secretary-gas-chamber-cries-clearly-audible/
en.wikipedia.org/wiki/Stutthof_concentration_camp
en.wikipedia.org/wiki/The_Holocaust
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เกณฑ์การมาของกระแสชาตินิยมสองรอบนี้
ขณะนี้เราอยู่ในยุคที่ 13 ของกรุงรัตนโกสินทร์ ตามหลักที่อาจารย์เทพย์ สาริกบุตร ครูโหรผู้ล่วงลั
จิตสำนึกใหม่กับ'อนาคตประเทศไทย'
สองวันก่อน...มีโอกาสแวะเข้าไปดู เฟซบุ๊ก ของคุณ ทนง ขันทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศของบ้านเรา ที่มีผู้สนใจ ติดตาม หรือมีบรรดา แฟนคลับ เป็นจำนวนมิใช่น้อย
บทเรียนสีกากี
คำสั่งแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ รองสารวัตร (รองสว.) ถึง ผบ.หมู่ ประจำปี 2568 เริ่มทยอยออกมาผ่านเว็บไซต์กองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยคำสั่งจะมีผลตั้งแต่วันที่
เมื่อเด็กวานนี้...กำลังเป็นรัฐมนตรีในวันหน้า!!!
เพิ่งผ่านพ้น วันเด็ก ปีนี้มา 1 วัน คือวันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ.2569 อาทิตย์นี้...เลยคงต้องขออนุญาตไปว่ากันถึงเรื่องเด็กๆ อันเป็นเรื่องที่ออกจะน่าห่วงและน่าสงสารเอามากๆ เพราะอย่างที่ หมอ หรือ นายแพทย์ ท่านหนึ่ง
2 พลอากาศเอก 'หย่อนไข่'
ดูท่าชีวิตที่ 10 ในแวดวงสีกากีของ บิ๊กโจ๊ก-พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร.จะริบหรี่ลงเรื่อยๆ ล่าสุดศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายกฟ้อง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.),
ปีใหม่...ที่อาจหนักหนา-สาหัสกว่าปีที่แล้ว!!!
เท่าที่ฟังๆ จากบรรดาพวก กูรู-กูรู้ ทั้งหลาย...ท่าทาง เศรษฐกิจไทย ปีนี้ หรือปีใหม่ น่าจะหนักหนา-สาหัสมิใช่น้อย เผลอๆ อาจลากยาวไปถึงปีโน้น หรือปี พ.ศ.2570 โน่นเลย

