การแบ่งแยกจากนโยบายสร้างเอกภาพมุสลิมโลกของอิหร่าน

ผู้นำจิตวิญญาณอิหร่านย้ำมุสลิมทั่วโลกต้องเป็นเอกภาพ แต่ผลลัพธ์ของคำพูดนี้ตอกย้ำการแบ่งแยก เพราะมีปัจจัยอื่นนอกเหนือจากหลักศาสนาที่ชีอะห์ยึดถือ

อิหร่านขัดแย้งกับสหรัฐและอิสราเอลมาเนิ่นนาน ถ้ายึดสงครามฮามาส-อิสราเอลที่เริ่มเมื่อตุลาคม 2023 ศึกนี้นำฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนเข้าร่วมสงคราม และตอนนี้คืออิหร่านที่อยู่ในสงคราม เป็นครั้งแรกที่อิหร่านทำสงครามเต็มรูปแบบกับสหรัฐและอิสราเอล

ภาพ : การแบ่งแยกจากนโยบายสร้างเอกภาพมุสลิมโลกของอิหร่าน

เครดิตภาพ: ปัญญาประดิษฐ์

บทความนี้วิเคราะห์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับมุสลิมซุนนี อันเนื่องจากนโยบายต่ออิสราเอลและสหรัฐ

นับจากเริ่มสถาปนารัฐอิสราเอลสมัยใหม่เมื่อพฤษภาคม 1948 มุสลิมทั่วโลกพร้อมใจต่อต้าน ประเทศใกล้เคียงทั้งอาหรับกับอียิปต์เห็นว่ารัฐอิสราเอลที่ก่อตั้งใหม่ตั้งอยู่บนดินแดนของปาเลสไตน์ จึงชอบธรรมที่จะขับไล่ผู้รุกราน เกิดสงครามใหญ่หลายครั้งแต่ไม่สามารถล้มอิสราเอล

การปฏิวัติอิหร่านเมื่อ ค.ศ.1979 ทำให้มุสลิมชีอะห์ในอิหร่านก้าวสู่เวทีโลก ผู้นำจิตวิญญาณระดมความร่วมมือจากมุสลิมทั่วโลก ชูนโยบายต่อต้านรัฐอิสราเอล ต่อต้านการรุกรานปาเลสไตน์

สิงหาคม 2026 ในงานสัปดาห์แห่งความสามัคคีอิสลาม (Islamic Unity Week) และพิธีปิดการประชุมนานาชาติว่าด้วยความสามัคคีอิสลามครั้งที่ 40 (40th International Conference on Islamic Unity) ผู้นำจิตวิญญาณอิหร่านคนใหม่ อยาตอลเลาะห์ ซัยยิด โมจตาบา คาเมเนอี (Ayatollah Seyyed Mojtaba Khamenei) ประกาศแนวทางเดิม ต่อต้านอิสราเอลกับจักรวรรดินิยมตะวันตก

ย้ำเตือนว่าสหรัฐกับอิสราเอลเป็นอุปสรรคต่อความสงบสุขของโลกมุสลิม ถ้าอยากให้ภูมิภาคสงบสุข มุสลิมต้องเป็นเอกภาพ ร่วมมือกัน อยู่ร่วมกันฉันมิตร แสวงหาความดีความชอบธรรมตามหลักศาสนา

ถ้อยคำนี้สอดคล้องกับแนวทางของผู้นำคนก่อนๆ มกราคม 2014 ผู้นำสูงสุดแห่งอิหร่าน อยาตอลเลาะห์ ซัยยิด อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Seyyed Ali Khamenei) กล่าวว่า ความเป็นเอกภาพ “คือประเด็นสำคัญที่สุดของโลกมุสลิม” ชาติมหาอำนาจพยายามสร้างความแตกแยกในหมู่มุสลิม สร้างสงครามกลางเมืองในประเทศอิสลาม สนับสนุนลัทธิสุดโต่ง สร้างสถานการณ์เพื่อเบี่ยงเบนให้มุสลิมสนใจเรื่องเหล่านี้แทนเรื่องปาเลสไตน์ “รัฐบาลชาติอิสลามบางประเทศไม่ตระหนักผลที่จะเกิดขึ้นจากการสนับสนุนสถานการณ์ปัจจุบัน” และไม่รู้ว่าการทำเช่นนี้เป็นการเผาพวกเขาเอง

ชี้ว่าความเป็นเอกภาพของมุสลิมช่วยต้านการแทรกแซงจากต่างชาติ ขอให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคร่วมมือกัน โดยเฉพาะพวกรัฐอาหรับ ตระหนักว่าศัตรูที่แท้จริงคือใคร

ความจงเกลียดจงชังจากสหรัฐกับอิสราเอล:

ผู้นำจิตวิญญาณอิหร่านกล่าวว่าสหรัฐกับอิสราเอลเกลียดชังโลกมุสลิมอย่างฝังรากลึก เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศเท่านั้น แต่สัมพันธ์กับการตีความทางศาสนา ดังที่อดีตอยาตอลเลาะห์ โคไมนี (Ayatollah Khomeini) กล่าวซ้ำหลายครั้งว่าสหรัฐคือจอมซาตาน/จอมมาร (Great Satan) และเรียกอิสราเอลว่า “สมุนซาตาน” (Little Satan) ที่อยู่ใต้ Great Satan แม้นักการศาสนาอิสลามส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย แต่ชีอะห์สายอิหร่านตีความเช่นนี้

อยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี กล่าวว่าพวกตะวันตกใช้ทุกอย่าง ทั้งเรื่องความแตกต่างทางเชื้อสาย วัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ การเมืองและภูมิศาสตร์เป็นข้ออ้างสร้างความแตกแยกในหมู่มุสลิมอิหร่านและในทุกประเทศ พวกเขาจะนั่งดูผลการแตกแยกและเข้าครอบงำเมื่อสบโอกาส จนพวกเขาสามารถตักตวงผลประโยชน์มากมาย และจะไม่หยุดเพียงเท่านี้

สหรัฐกับอิสราเอลร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด รุกรานประเทศอื่นตามแนวทางจักรวรรดินิยม พวกเขาจึงไม่ใช่แค่ศัตรูของอิหร่านกับคนอิหร่านเท่านั้น แต่เป็นศัตรูต่อโลกมุสลิมทั้งมวล เป็นแนวรบหลักของอิสลาม ต่อต้านผู้ปกครองรัฐอิสลามต่างๆ แม้ภายนอกจะเป็นมิตรหรือกระทั่งพันธมิตร

ดังนั้น ใครก็ตามที่ก่อให้เกิดความแตกแยก ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ ตั้งใจหรือไม่ ล้วนกำลังช่วยศัตรู

ภารกิจทางศาสนาและจุดอ่อน:

การตีความว่าซาตานสร้างความแตกแยก เป็นศัตรูที่อยู่ร่วมกันไม่ได้ เป็นหน้าที่ทางศาสนาที่มุสลิมต้องต่อต้าน ต้องนำพื้นที่ปาเลสไตน์กลับมา (รวมทั้งพื้นที่ตั้งประเทศอิสราเอลปัจจุบันที่เดิมเป็นของปาเลสไตน์) และต้องต่อต้านจนกว่าทั้งสหรัฐกับอิสราเอลจะสิ้นฤทธิ์ ดังที่อยาตอลเลาะห์ โคไมนี กล่าวไว้ว่าจะต้อง “ลบอิสราเอลออกจากแผนที่โลก”

การที่อิหร่านใช้หลักศาสนาต่อต้านคนต่างความเชื่อ สร้างความชอบธรรมตามหลักคำสอน แต่ใช่ว่ามุสลิมทุกคนเป็นศาสนิกชนที่เคร่งครัด ปัจจุบันมุสลิมจำนวนไม่น้อยเป็นวัตถุนิยมมากขึ้นโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ นิยมวัฒนธรรมตะวันตกหรือกระแสโลกาภิวัตน์ ดังจะเห็นสภาพเศรษฐกิจและวิถีชีวิตในเมืองใหญ่หลายแห่ง เช่น จาการ์ตา ดูไบ และกัวลาลัมเปอร์

มุสลิมปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นพวกสายกลาง แม้หลายคนจะไม่ชอบพวกตะวันตก ต่อต้านอิสราเอล ไม่ชอบวัฒนธรรมค่านิยมตะวันตกที่ขัดหลักอิสลาม แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะต่อต้านด้วยการใช้ความรุนแรงถึงขั้นฆ่าฟันทำลายล้าง

บางครั้งการกล่าวโทษแบบเหมารวม เช่น มุสลิมทุกคนเป็นพวกเคร่งศาสนาแบบสุดโต่ง ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วมุสลิมไม่ต่างจากคนนับถือศาสนาความเชื่ออื่นที่มีผู้นับถือมีศรัทธาหลายระดับแตกต่างกันไป พวกสายกลางที่เห็นด้วยกับแนวคิดเสรีนิยมมักเป็นพวกที่ตีความศาสนาในทางที่ให้ปัจเจกชนมีเสรีภาพมากขึ้น

ยอมรับอิสราเอลมากขึ้น:

ปัจจุบันฝ่ายอาหรับไม่ต้องการเผชิญหน้าทางทหารกับอิสราเอล จึงดำเนินนโยบายทั้งทางทหารกับทางการทูต ในทางการทหารคือเป็นพันธมิตรหรือร่วมมือกับสหรัฐ หวังว่าสหรัฐจะเป็นเกราะป้องกันตนเอง อิสราเอลจะไม่ทำสงครามตราบเท่าที่สหรัฐยังเป็นเกราะความมั่นคงทางทหารของตน

ในทางการทูต หลายประเทศใช้นโยบายหวังอยู่ร่วมกับอิสราเอลอย่างสงบสุข ต่างคนต่างอยู่ บางประเทศถึงขนาดทำข้อตกลงสันติภาพกับอิสราเอลตามข้อตกลง Abraham Accords

เนื้อหาตอนหนึ่งใน Abraham Accord ระบุชัดว่าทั้งอาหรับกับยิวต่างเป็นลูกหลานของอับราฮัม ความจริงแล้วในภูมิภาคตะวันออกกลางประกอบด้วยมุสลิม ยิว พวกนับถือคริสต์ และผู้นับถือศาสนาความเชื่ออื่นๆ แม้แตกต่างจะปรารถนาอยู่ร่วมกัน (spirit of coexistence) ด้วยความเข้าใจและเคารพซึ่งกันและกัน

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นประเทศแรกที่ลงนามข้อตกลงนี้ ตามมาด้วยบาห์เรนและอีกหลายประเทศ หัวใจหลักคือ ชาติอาหรับเหล่านี้ยอมรับรัฐอิสราเอลอย่างเป็นทางการ เริ่มความสัมพันธ์ทางการทูตในระดับปกติ

ดังนั้น นับวันอิหร่านยากจะหาประเทศที่ต่อต้านอิสราเอลอย่างเข้มข้นเหมือนตน การชูคำขวัญมุสลิมโลกต้องเป็นเอกภาพเพื่อต่อต้านอิสราเอลเป็นการสร้างความแปลกแยกมากกว่า เป็นการแยกตัวเองออกจากกลุ่ม แม้ว่าชาติอาหรับเหล่านี้มีเรื่องไม่พอใจสหรัฐกับอิสราเอลแต่ไม่ต้องการขยายให้สถานการณ์บานปลาย

สรุป:

รวมความแล้วอิหร่านตีความว่ารัฐบาลสหรัฐกับอิสราเอลพยายามขูดรีดผลประโยชน์จากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง หวังจัดการอิหร่านโดยสร้างความแตกแยกในโลกมุสลิม ทำให้รัฐอาหรับต้องพึ่งพาความมั่นคงจากสหรัฐ ซึ่งจะยิ่งทำให้อาหรับอ่อนแอและเสียเปรียบ อยู่ใต้อิทธิพลของจักรวรรดิอเมริกา ทางออกเดียวคือโลกมุสลิมต้องรวมตัวกัน ช่วยเหลือกันและกัน ร่วมปกป้องพี่น้องปาเลสไตน์ สร้างอารยธรรมอิสลามที่เจริญรุ่งเรือง

แต่แนวทางนี้กลับตอกย้ำความแตกต่างระหว่างรัฐบาลอิหร่านกับอาหรับ ระหว่างความเชื่อแบบชีอะห์กับซุนนี และย้ำเตือนว่าจุดยืนของชีอะห์กับซุนนีแตกต่างกันอย่างไร แน่นอนว่าผู้นำจิตวิญญาณอิหร่านเข้าใจเรื่องนี้ แต่ต้องยึดหลักการนี้เพราะเป็นหลักการที่ถูกวางไว้ตั้งแต่ปฏิวัติอิหร่านเมื่อ 1979.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วิสัยทัศน์ ‘a stronger Europe in a stronger NATO’

นาโตตีความว่าบริบทความมั่นคงทางทหารปัจจุบันกับอนาคตจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จึงต้องเตรียมประเทศให้พร้อมรบ