เริ่มชัดเจนกับแผนอุ้มน้ำมัน

ผ่านมาก็หลายสัปดาห์แล้ว ไม่สิ ผ่านมาหลายเดือนแล้ว ความคืบหน้าที่ดูเหมือนจะชัดเจนก็ยังดูคลุมเครือ และดูเลื่อนลอย แต่ก็ยังต้องหวังกันต่อให้สามารถสรุปจบได้ ซึ่งหนีไม่พ้นเรื่องการกู้เงินตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ที่จะนำมาอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ประเทศไทยต้องแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตามราคาตลาดโลกมาหลายเดือน และดึงเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เคยเก็บสะสมไว้มาใช้จนล่าสุดติดลบกว่าแสนล้านบาทแล้ว

เมื่อวิกฤตเกิด แผนกู้วิกฤตก็ต้องตามมา แน่นอนว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงพลังงานก็กระตือรือร้นอยู่บ้างที่จะผลักดันแผนดูแลราคาพลังงานต่างๆ หลากหลายวิธี จนมาจบอยู่ที่การกู้เงิน โดยเรื่องนี้คุยกันมายาวนานหลายเดือน จนประชาชนเริ่มสงสัยแล้วว่าจะไปจบที่ตรงไหน

แต่ล่าสุดลำแสงที่ปลายอุโมงค์ก็เริ่มโผล่มาให้เห็น เพราะการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 25 ต.ค. มีมติอนุมัติแผนการกู้เงิน แผนการใช้จ่ายเงินกู้ และแผนการชำระหนี้ของการกู้ยืมเงิน โดย สกนช. วงเงิน 150,000 ล้านบาท พร้อมมอบให้คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) พิจารณาปรับแผนการกู้เงิน แผนการใช้จ่ายเงินกู้ และแผนการชำระหนี้ตามความเหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ฐานะการเงินของกองทุน หรือสภาวะตลาดเงินในช่วงเวลานั้นๆ

ซึ่งแผนการกู้เงิน แผนการใช้จ่ายเงินกู้ และแผนการชำระหนี้ของการกู้ยืมเงิน โดยจะทยอยกู้เงินจำนวน 8 ครั้ง วงเงินทั้งสิ้น 150,000 ล้านบาท ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 (กู้ยืมครั้งที่ 1-2) วงเงิน 30,000 ล้านบาท ตามแผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2566 โดยแผนการใช้จ่ายเงินกู้ จะทยอยใช้จ่ายเงินกู้ตั้งแต่เดือน ธ.ค.2565-ก.พ.2566 และจะทยอยชำระหนี้ได้ตั้งแต่เดือน ส.ค.2566 ซึ่งจะชำระหนี้ครบภายในเดือน ก.พ.2568

ส่วนที่ 2 (กู้ยืม ครั้งที่ 3-8) วงเงิน 120,000 ล้านบาท ทยอยดำเนินการทั้งหมด 6 ครั้ง (วงเงินที่ 3-8) โดยแผนการใช้จ่ายเงินกู้ ทยอยใช้เงินกู้ (เบิกเงินกู้) ตั้งแต่เดือน ก.พ.-ก.ค.2566 และทยอยชำระหนี้ได้ตั้งแต่เดือน ก.พ.2568 และชำระหนี้ครบภายในเดือน ต.ค.2572

นอกจากนี้ล่าสุดได้ยินข่าวมาว่า กบน.ก็เตรียมเดินหน้าเต็มกำลัง โดยจะเตรียมประชุมเร็วๆ นี้ เพื่อกำหนดวงเงินกู้ครั้งแรกและแผนการชำระหนี้เงินกู้ที่ชัดเจน ภายหลังจากได้มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ผ่านความเห็นชอบ 3 แผนของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) แล้ว คือ แผนการกู้เงิน, แผนการชำระหนี้ และแผนการใช้จ่ายเงินกู้ และกฎหมายที่ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้วงเงิน 1.5 แสนล้านบาทก็มีผลบังคับใช้แล้ว โดยกำหนดกรอบวงเงินกู้ไว้ 1.7 แสนล้านบาท แต่กู้ได้สูงสุดเพียง 1.5 แสนล้านบาทภายในระยะเวลา 1 ปี จนถึงวันที่ 5 ต.ค.2566

และแน่นอนว่า หลังจากนี้ สกนช.จะเตรียมขั้นตอนการกู้เงินจากสถาบันการเงิน โดยคาดว่าภายในสัปดาห์นี้จะประกาศเชิญชวนสถาบันการเงินต่างๆ ที่สนใจเข้าร่วมปล่อยกู้ในรูปแบบการประมูลที่รายใดเสนอเงื่อนไขการปล่อยกู้ที่ดีที่สุดจะได้รับการพิจารณาก่อน และหลังจากนั้นคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ พิจารณาเลือกสถาบันการเงินเพื่อปล่อยกู้ คาดว่ากองทุนจะได้รับเงินในเดือน พ.ย.นี้

โดยอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมากล่าวว่า สำหรับวงเงินก้อนแรกของ 1.5 แสนล้านบาทที่ได้บรรจุไว้ในหนี้สาธารณะแล้ว คือวงเงิน 30,000 ล้านบาท ซึ่ง กบน.จะเป็นผู้พิจารณาว่าจะเริ่มต้นกู้เท่าไหร่ ซึ่งอาจไม่ถึง 30,000 ล้านบาท โดยจะดูตามความจำเป็นในการใช้เงินเป็นหลัก หากไม่จำเป็นจะไม่กู้มากเกินไป เพราะจะกลายเป็นภาระหนี้ประเทศ        

ทั้งนี้ หากในอนาคตจำเป็นต้องกู้เพิ่ม เช่น 20,000 ล้านบาท ก็ต้องให้ ครม.บรรจุวงเงินนั้นไว้ในหนี้สาธารณะก่อน จึงจะเริ่มกู้ได้ แต่โดยรวมต้องไม่เกิน 1.5 แสนล้านบาท และมีระยะเวลาให้ทำเรื่องกู้ได้ไม่เกิน 1 ปี แต่ไม่จำเป็นต้องกู้ให้ครบ 1.5 แสนล้านบาท ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ราคาพลังงานในช่วงเวลานั้นๆ เป็นหลัก

เท่านี้ก็น่าจะเริ่มอุ่นใจได้แล้วว่าความเลื่อนลอย หรือการที่ดูไร้หลักแหล่งก่อนหน้านี้ของเรื่องการกู้เงินดังกล่าว เริ่มจะทำให้กลับมามีหวังได้ว่าจะสามารถทำได้โดยเร็ว แต่หลังจากนั้นก็ต้องมานั่งพิจารณากันต่อว่านโยบายดังกล่าวจะเป็นดาบสองคมหรือไม่ เพราะเป็นเหมือนนโยบายที่ทำก็ดี ไม่ทำก็อาจจะดีเช่นกัน.

ณัฐวัฒน์ หาญกล้า

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แผนแก้ปัญหาคนไม่ตรงกับงาน

ในสังคมไทย เสียงสะท้อนจากทั้งฝั่งผู้ประกอบการและเด็กจบใหม่มักไปในทางเดียวกันคือ "เรียนมาไม่ได้ใช้ ที่ต้องใช้ไม่ได้เรียน" ด้วยปัญหาในกระบวนการทำงาน อันดับแรกๆ คือหลักสูตรในระดับอุดมศึกษาของไทยจำนวนมากมักตามหลังเทคโนโลยีและเทรนด์ธุรกิจโลกอย่างน้อย 3-5 ปี การเรียนการสอนเน้นทฤษฎีในเชิงตำรา ทำให้เมื่อบัณฑิตก้าวเข้าสู่โลกการทำงานจริง องค์กรต้องเสียเวลาและงบประมาณมหาศาลในการ Re-train หรือนับหนึ่งใหม่

โจทย์ใหญ่PDP2026เมื่อผู้ใช้กลายเป็นผู้ผลิต

“ภาวะโลกร้อน” ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และยังมีส่วนสำคัญทำให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานไปทั่วโลก จากการใช้ฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิงหลัก ไปสู่การใช้เชื้อเพลิงที่เกิดจากพลังงานหมุนเวียน ขณะนี้ทั่วโลกต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะประเทศไทย รัฐบาลมีนโยบายที่จะมุ่งเน้นการปรับทิศทางพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคง ควบคู่กับความยั่งยืนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ตามรสสงขลา ท่องเที่ยวเชิงอาหาร

การท่องเที่ยวถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลคลอดมาตรการต่างๆ ออกมาจูงใจนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวเมืองไทย แต่ต้องยอมรับภายในช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมานั้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยแม้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการจะปรับตัวดีขึ้นตามสัญญาณการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังต้องเผชิญกับบททดสอบหลายอย่าง ส่งผลให้ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยยังคงเป็นภาวะฟื้นตัวแต่เปราะบาง

การตลาดแบบสุขภาพดี-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หากสังเกตให้ดีจะพบว่า “การวิ่ง” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “สกุลเงิน” รูปแบบใหม่ที่หลายแบรนด์นำมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค จะเห็นได้ว่าเริ่มเห็นแคมเปญแปลกตาเกิดขึ้นมากมายในตลาด วิ่งครบระยะแลกรับแว่นตา วิ่งสะสมกิโลเมตรแลกนวดสปา วิ่งแลกบริการความงาม วิ่งแลกอาหารสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่วิ่งแลกสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมธุรกิจที่อยู่กันคนละโลก ตั้งแต่ร้านอาหาร คลินิกความงาม โรงแรม ร้านแว่น ไปจนถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยง กลับเลือกใช้ “การวิ่ง” เป็นเงื่อนไขเดียวกันในการมอบรางวัล

‘AI’ กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงานโลก

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของโลกการทำงานเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ จากเดิมที่ความกังวลมุ่งไปที่การเข้ามาแทนที่แรงงานของเทคโนโลยี วันนี้โจทย์สำคัญกลับขยับไปสู่คำถามว่า ‘คนทำงาน’ จะต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อให้ยังคงมีบทบาทในตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่องค์กรทั่วโลกต่างเร่งนำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ทำให้คุณสมบัติและทักษะที่นายจ้างมองหาจากบุคลากรก็เริ่มเปลี่ยนไปพร้อมกัน