
ลอยกระทงปีนี้...ก็คงไม่ได้มีโอกาสไปลอยกะใครต่อใครเขาอีกนั่นแหละ!!!
คือเลิกลอย หรือไม่มีโอกาส ไม่มีจังหวะจะลอยมาตั้งแต่เกือบ 20-30 ปีที่แล้ว เหมือนอย่างไม่มีโอกาส ไม่มีจังหวะ ได้เล่นน้ำ สาดน้ำสงกรานต์ กับใครเขา
เพราะโดยวิถีทาง วิถีชีวิต ที่ออกจะหนักไปทาง “วานปรัสถ์” ไปทาง “สันยาสี” ในช่วงระยะหลังๆ มันอาจไม่ถึงกับเอื้ออำนวยต่อบรรดาสิ่งเหล่านี้มากมายซักเท่าไหร่...
แต่ก็นั่นแหละ...ในแง่เนื้อหา สาระ ในแง่คุณค่า ราคา ของวัฒนธรรม-ประเพณีในลักษณะที่ว่านี้ คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้เลยว่า มันออกจะเป็นอะไรที่ลุ่มลึก ลึกซึ้ง ประณีต ละเอียดอ่อน โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยคำพูด คำอธิบายใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย เรียกว่า...ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ประดิษฐ์ คิดค้น การลอยโน่น ลอยนี่ ลอยไป ลอยมา จะเป็น “นางนพมาศ” หรือนางอะไรต่อมิอะไรก็ตามที จะยุคสุโขทัย หรือยุค ร.4 ก็แล้วแต่ แต่การใช้โอกาส จังหวะ ของคืนวันเพ็ญ เดือนสิบสอง น้ำนองเต็มตลิ่ง ที่ฝนฟ้าเริ่มซาๆ ลงมามั่งแล้ว และลมหนาวเริ่มโชยๆ เข้ามาเป็นระยะ ร่วมประดิดประดอย กระทงใบเล็ก ใบน้อย เอาไว้ลอยตามริมน้ำ ริมท่า ช่างเป็นอะไรที่น่าทึ่ง น่าปลื้ม มิใช่น้อย...
คือกว่าจะไปตัดกล้วย ตัดหยวก ตัดใบตอง เอามาพับโน่น พับนี่ รองนั่น รองนี่ ให้กลายเป็น “กระทง” ในแต่ละใบ ยังไงๆ คงต้องอาศัยความมุ่งมั่น ตั้งใจ ความมี “สมาธิ” อยู่มั่ง ไม่มาก-ก็น้อย มันถึงจะเกิดกระทงใบเล็ก ใบน้อย หรือใบใหญ่ ที่ต่างไปจากเศษขยะธรรมดาๆ ยิ่งมีความประณีต ความสวย ตลอดไปจนความโอ่อ่า อลังการ เป็นเครื่องเปรียบเทียบ เป็นตัวประชันขันแข่งกันด้วยแล้ว กว่าที่จะก่อเกิด กำเนิดขึ้นมาเป็นกระทงในแต่ละใบ ยิ่งต้องอาศัย “สติ” และ “สมาธิ” มากมายยิ่งขึ้นไปเท่านั้น และนั่นย่อมช่วยให้สิ่งที่เรียกว่า “ศรัทธา” ที่ถูกเชื่อม ถูกผูก ถูกโยงใย ไว้ด้วยวัฒนธรรม-ประเพณีทำนองนี้ ยิ่งเป็นอะไรที่สามารถฝังลึกลงไปภายใน “จิตสำนึก” หรือแม้กระทั่ง “จิตไร้สำนึก” ของผู้ที่แห่ออกไปลอยโน่น ลอยนี่ ยิ่งขึ้นไปเท่านั้น...
โดยสิ่งที่เรียกว่า “จิตสำนึก” หรือ “จิตไร้สำนึก” ของแต่ละปัจเจกบุคคล ที่ร่วมกันสืบสานวัฒนธรรม-ประเพณีทำนองนี้ คงหนีไม่พ้นที่จะต้องถูกครอบงำ หรือถูกกระทำ ให้ต้องเกิดอาการลดตัว ลดตน เกิดความอ่อนน้อม ถ่อมตน เกิดความรู้สึกว่าตัวตนของตนเป็นเพียงแค่ “ส่วนหนึ่ง” หรือส่วนเล็กๆ ของ “ธรรมชาติ” หรือของบรรดาแม่น้ำ ลำคลอง “แม่พระคงคา” ผู้เป็นอะไรที่สูงส่ง ยิ่งใหญ่ เกรียงไกร ทั้งในแง่ตบะและบารมี อย่างมิอาจปฏิเสธ หรืออย่างยินยอม พร้อมใจ ต่อสิ่งที่ให้ความโอบอ้อมอารี ให้ความช่วยเหลือ พิทักษ์ ปกป้องตัวเอง หรือวิถีชีวิตของตัวเองมาโดยตลอด หรือแม้แต่สังคมแต่ละสังคม ที่หนีไม่พ้นต้องตั้งหลัก ปักฐาน อยู่ตามริมแม่น้ำ ลำคลองแต่ละสายๆ มาตั้งแต่รุ่นเหง้า รุ่นโคตร หรือรุ่นบรรพบุรุษ มาตั้งแต่แรก...
ยิ่งต้องแสดงออกถึงความตระหนัก...ต่อความผิด ความบาป ความไม่รู้เรื่อง-รู้ราว หรือความไม่รู้ “กาละ-เทศะ” ใดๆ ก็แล้วแต่ ด้วยการตัดผม ตัดเผ้า ตัดเล็บมือ เล็บเท้า ใส่ไว้ในกระทง เพื่อลอยสิ่งที่ไม่ดี-ไม่งามออกไป หรือเพื่อให้เกิดความเป็นตัวตนชนิดใหม่ ที่มีความสำนึก มีความรู้ผิด-รู้ชอบ มีความเคารพ-ยำเกรง ต่อสภาวะแวดล้อม หรือต่อ “ธรรมชาติ” อันสุดแสนจะลึกลับ ซับซ้อน เสียเหลือเกิน อันนี้...ก็ยิ่งส่งผลให้การผูกโยงระหว่าง “ตัวตนของตน” กับ “ธรรมชาติ” ยิ่งแน่นเหนียวหนึบหนับยิ่งขึ้นไปใหญ่ หรือผูกกันในขณะที่ตัวตนของตน มีแต่เล็กลงๆ แต่ “ธรรมชาติ” กลับใหญ่ขึ้นๆ ไปตามความเจริญเติบโตทางวัฒนธรรม-ประเพณี หรือตามความยินยอม พร้อมใจ ของสังคมแต่ละสังคม...นั่นแล...
ประเพณีลอยกระทง...เลยกลายเป็นอะไรที่ช่วยให้เกิดสิ่งต่างๆ ที่ไม่ต้องเสียเวลาพูด เสียเวลาอธิบาย ได้เยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะเป็น “ความกตัญญู-กตเวที” “ความอ่อนน้อมถ่อมตน” “ความตระหนัก-สำนึกต่อคุณค่าของธรรมชาติ” ฯลฯ ไปจนถึงการปรับปรุง-เปลี่ยนแปลงตัวของตน ให้พ้นไปจากความไม่ดี-ไม่งาม ความผิด ความบาป หรือความไม่รู้กาละ-เทศะ ทั้งหลาย แต่ออกจะน่าเสียดาย...ที่บรรดา “คุณค่า” เหล่านี้ ได้ถูก “สภาวะแวดล้อม” ใหม่ๆ ค่อยๆ ลดคุณค่า ลดราคา ลงไปเรื่อยๆ ตามกระบวนการ หรือตามแบบแผนของวิถีชีวิตใหม่ๆ ที่มักแยก “ตัวเอง” ออกไปจาก “ธรรมชาติ” ยิ่งเข้าไปทุกที...
ดังนั้น...จึงถือเป็นเรื่องไม่แปลก!!! ที่บรรดาความหยาบ ความถ่อย ความไม่รู้จักการกตัญญูรู้คุณ ความไม่รู้คุณค่าของธรรมชาติ ไปจนความไม่รู้ “กาล-เทศะ” ฯลฯ มันจึงกลายเป็นวิถีทางใหม่ๆ วิถีชีวิตแบบใหม่ ที่กำลังอุบัติขึ้นมาในหมู่บรรดา “มนุษย์เครื่องจักร” ทั้งหลาย ผู้มักก้มหน้า ก้มตา กดปุ่มโน้น ปุ่มนี้ กันไปเรื่อยๆ จนกว่าตัวตนของตน สังคมทั้งสังคม หรือประเทศทั้งประเทศ อาจต้อง“ฉิบหาย...กับ...ฉิบหาย” อันเนื่องมาจากการละทิ้ง “วัฒนธรรม-ประเพณี” และ “ค่านิยมทางสังคม” ลงไปซะหมด...นั่นเอง!!!
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
คิดจะฟ้องไทย...ไงกลายเป็นหมาหัวเน่า
สันดานโจร สันดานคนโกหก กล่าวหาไทยด้วยข้อความเป็นเท็จ พูดจาด้วยท่าทีที่รุนแรง หวังที่จะฟ้องประชาคมโลกให้ช่วยรุมประณามไทย ดรามาว่าข้อพิพาทระหว่างเขากับเราในเวลานี้ ไทยเราเป็นคนเริ่มต้น ไทยเราเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็กอย่างไร้มนุษยธรรม ดรามาทำตัวเป็นผู้ถูกกระทำที่น่าสงสาร ใช้คนแก่
ความรู้-คู่-คุณธรรม
คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้...ว่าด้วยความ ก้าวหน้า-ก้าวไกล ของเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านการสื่อสารมันเลยทำให้บรรดา กูรู-กูรู้ ไม่ว่าในบ้านเราหรือในระดับโลกก็ตามที
'แคนดิเดต ผบ.' หวิดงานเข้า
จู่ๆ ก็เกือบงานเข้า บิ๊กไมค์-พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) หนึ่งในแคนดิเดตชิงเก้าอี้ "ผู้นำสีกากี" ต่อจาก ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์
แสนคนด่า...แต่ว่าล้านคนรัก
เมื่อนักการเมืองคนหนึ่งทำตัวชั่วร้ายแบบมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจนจนกลายเป็นคดีความและผ่านการไต่สวนของศาล จนถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงต้องติดคุกติดตาราง แต่เขาก็ใช้อำนาจทางการเมืองและทางการเงินเอาชนะกระบวนการยุติธรรมของไทย ทำให้กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คำตัดสินของศาลไร้ความหมาย ประชาชนผู้รักความยุติธรรม
ป้อมปราการที่มิมีผู้ใดจะตีแตก!!!
อย่างที่เคยพูดๆ เอาไว้ตั้งแต่ยังไม่ทันรู้ผล เลือกตั้ง ครั้งสุดท้ายของบ้านเรานั่นแหละว่า...ไม่ว่าใคร? พรรคใด? ได้เสียงข้างมาก ได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล แต่ย่อมหนีไม่พ้นต้อง ซวยฉิบหาย-ซวยตายห่า
โละ 'บัญชีผี' กอ.รมน.
เอ๊ะ!!! ไม่รู้มีอะไรในกอไผ่มากกว่าหน่อไม้หรือไม่ เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา "4 แคนดิเดต" ชิงเก้าอี้ "ผบ.ตร." หรือ "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" คนที่ 16 ต่อคิวจาก ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์

