
แม้ว่าในปี 2566 นี้สถานการณ์โควิด-19 จะคลี่คลายไปอย่างมากแล้ว คนในสังคมเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติ ยอดขาย ยอดการเดินทาง ยอดท่องเที่ยวกลับมาใกล้เคียงช่วงก่อนเกิดโควิดแล้วก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าทุกคน ทุกธุรกิจที่ล้มไปในช่วงนั้นจะสามารถกลับมาได้ ยังมีอีกหลายกลุ่ม หลายคน ที่ถือว่าได้รับผลกระทบอย่างหนัก ปรับตัวไม่ทัน และไม่สามารถกลับมายืนได้เช่นเดิม ด้วยเหตุนี้เอง ตลอดระยะเวลาที่เกิดสถานการณ์ดังกล่าวจึงมีการออกมาตรการต่างๆ จากหน่วยงานที่ต้องเข้ามาดูแลสุขทุกข์ของประชาชน โดยเฉพาะหน่วยงานที่เข้ามาดูแลธุรกิจอย่างกลุ่มเอสเอ็มอีมากมาย
หนึ่งในนั้นคือ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) โดยล่าสุดได้ทำการศึกษาเพื่อประมวลผลมาตรการส่งเสริมเอสเอ็มอีที่ดำเนินการต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 หรือตั้งแต่ปี 2563-2565 เพื่อทราบผลจากนโยบายของภาครัฐในมิติต่างๆ ทั้งด้านความเหมาะสม ความยากง่ายในการเข้าถึง ประโยชน์ที่ผู้ประกอบการได้รับ รวมถึงปัญหา-อุปสรรค เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุง พัฒนา รวมถึงออกแบบนโยบายส่งเสริมเอสเอ็มอีให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา
และจากการประมวลผลโดยภาพรวม พบว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวมีมาตรการส่งเสริมเอสเอ็มอีรวมไม่น้อยกว่า 82 มาตรการ อยู่ภายใต้การดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐรวมกว่า 30 หน่วยงาน แบ่งเป็นกลุ่มมาตรการหลักๆ 3 กลุ่ม โดยกลุ่มมาตรการส่งเสริมที่มีจำนวนมากที่สุดได้แก่ ด้านการพัฒนาปัจจัยเอื้อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจเอสเอ็มอี มีสัดส่วนร้อยละ 42.68 รองลงมาเป็นด้านการพัฒนาศักยภาพเอสเอ็มอี คิดเป็น 37.80% และด้านการเงิน คิดเป็น 19.51%
โดย นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการ สสว. ข้อเสนอแนะจากการศึกษาจะนำไปสู่การพัฒนาหรือออกแบบนโยบาย/มาตรการส่งเสริม SME ที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจและสถานการณ์ปัจจุบัน โดยยึดผู้ประกอบการ SME เป็นศูนย์กลาง กำหนด SME กลุ่มเป้าหมายและปัญหาที่ชัดเจน เร่งสร้าง Ecosystem เช่น Big Data ระบบพี่เลี้ยงที่ปรึกษา เพื่ออำนวยความสะดวกและช่วยให้ SME สามารถพัฒนาตนเอง รวมถึงการปรับ Mindset ของผู้ประกอบการด้านการเป็นผู้ประกอบการ Entrepreneurial ให้มองการเปลี่ยนแปลงควบคู่กับองค์ความรู้การตลาด และการเงิน เพื่อสร้างโอกาสต่อยอดในการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
ทั้งนี้ พบว่ามาตรการที่เอสเอ็มอีเห็นว่าเป็นประโยชน์มากที่สุดโดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 คือ มาตรการทางการเงิน อาทิ การพักชำระหนี้หรือผ่อนผันการชำระหนี้ การลดค่าน้ำ ค่าไฟ การกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน ฯลฯ ส่วนกลุ่มวิสาหกิจรายย่อย (Micro) ได้รับประโยชน์จากโครงการอบรมความรู้และการพัฒนาศักยภาพมากที่สุด ขณะที่ สสว.มีมาตรการสำคัญที่ยังคงดำเนินการมาจนถึงปัจจุบัน และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เช่น มาตรการ THAI SME-GP หรือมาตรการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และโครงการส่งเสริมผู้ประกอบการผ่านระบบ BDS เป็นต้น
ส่วนมาตรการช่วยเหลือและปรับปรุงโครงสร้างหนี้แบบระยะยาว สำหรับลูกหนี้รายย่อยและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ พบว่า เป็นมาตรการที่ช่วยสร้างโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างทั่วถึง โดยกลุ่มตัวอย่าง 59.90% เห็นว่า ช่วยบรรเทาภาระหนี้สินของธุรกิจ อาทิ มีเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจโดยเพิ่มหลักประกัน/ปรับการชำระหนี้ให้สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง/พักชำระหนี้เงินต้น/ลดอัตราดอกเบี้ยและการขยายระยะเวลาการชำระหนี้ ในจำนวนนี้มี 6.40% ที่ได้รับข้อแนะนำเพื่อการแก้ไขหนี้อย่างเหมาะสม
จึงสะท้อนได้ว่า นโยบายดังกล่าวสามารถพัฒนาด้วยการให้ความรู้ทางการเงิน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกแนวทางที่เหมาะต่อการปรับโครงสร้างหนี้ นอกจากนี้ยังมีผู้ประกอบการบางส่วนที่ไม่สามารถเข้าถึงหรือรับรู้เกี่ยวกับมาตรการ ซึ่งอาจจะมีผลมาจากขาดการประชาสัมพันธ์ที่ทั่วถึง
จากการรวบรวมผลของ สสว. แสดงให้เห็นว่าการทำงานที่ผ่านมานั้นมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน และทำให้เห็นถึงแนวทางว่าต่อไปจะทำอย่างไร รวมถึงกลุ่มเอสเอ็มอีนั้นต้องการอะไรในช่วงวิกฤต ถือเป็นการขยายองค์ความรู้เพื่อนำไปพัฒนาและต่อยอดการดูแลผู้ประกอบการและประชาชนได้อย่างดี.
ณัฐวัฒน์ หาญกล้า
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
แผนแก้ปัญหาคนไม่ตรงกับงาน
ในสังคมไทย เสียงสะท้อนจากทั้งฝั่งผู้ประกอบการและเด็กจบใหม่มักไปในทางเดียวกันคือ "เรียนมาไม่ได้ใช้ ที่ต้องใช้ไม่ได้เรียน" ด้วยปัญหาในกระบวนการทำงาน อันดับแรกๆ คือหลักสูตรในระดับอุดมศึกษาของไทยจำนวนมากมักตามหลังเทคโนโลยีและเทรนด์ธุรกิจโลกอย่างน้อย 3-5 ปี การเรียนการสอนเน้นทฤษฎีในเชิงตำรา ทำให้เมื่อบัณฑิตก้าวเข้าสู่โลกการทำงานจริง องค์กรต้องเสียเวลาและงบประมาณมหาศาลในการ Re-train หรือนับหนึ่งใหม่
โจทย์ใหญ่PDP2026เมื่อผู้ใช้กลายเป็นผู้ผลิต
“ภาวะโลกร้อน” ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และยังมีส่วนสำคัญทำให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานไปทั่วโลก จากการใช้ฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิงหลัก ไปสู่การใช้เชื้อเพลิงที่เกิดจากพลังงานหมุนเวียน ขณะนี้ทั่วโลกต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะประเทศไทย รัฐบาลมีนโยบายที่จะมุ่งเน้นการปรับทิศทางพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคง ควบคู่กับความยั่งยืนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ตามรสสงขลา ท่องเที่ยวเชิงอาหาร
การท่องเที่ยวถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลคลอดมาตรการต่างๆ ออกมาจูงใจนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวเมืองไทย แต่ต้องยอมรับภายในช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมานั้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยแม้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการจะปรับตัวดีขึ้นตามสัญญาณการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังต้องเผชิญกับบททดสอบหลายอย่าง ส่งผลให้ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยยังคงเป็นภาวะฟื้นตัวแต่เปราะบาง
60 ปีกรุงไทย..ก้าวต่อไปคืออนาคตไทย
ฉลองครบรอบ 60 ปีการมีอยู่ของธนาคารกรุงไทยไปเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา
การตลาดแบบสุขภาพดี-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หากสังเกตให้ดีจะพบว่า “การวิ่ง” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “สกุลเงิน” รูปแบบใหม่ที่หลายแบรนด์นำมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค จะเห็นได้ว่าเริ่มเห็นแคมเปญแปลกตาเกิดขึ้นมากมายในตลาด วิ่งครบระยะแลกรับแว่นตา วิ่งสะสมกิโลเมตรแลกนวดสปา วิ่งแลกบริการความงาม วิ่งแลกอาหารสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่วิ่งแลกสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมธุรกิจที่อยู่กันคนละโลก ตั้งแต่ร้านอาหาร คลินิกความงาม โรงแรม ร้านแว่น ไปจนถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยง กลับเลือกใช้ “การวิ่ง” เป็นเงื่อนไขเดียวกันในการมอบรางวัล
‘AI’ กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงานโลก
ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของโลกการทำงานเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ จากเดิมที่ความกังวลมุ่งไปที่การเข้ามาแทนที่แรงงานของเทคโนโลยี วันนี้โจทย์สำคัญกลับขยับไปสู่คำถามว่า ‘คนทำงาน’ จะต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อให้ยังคงมีบทบาทในตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่องค์กรทั่วโลกต่างเร่งนำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ทำให้คุณสมบัติและทักษะที่นายจ้างมองหาจากบุคลากรก็เริ่มเปลี่ยนไปพร้อมกัน

