
ผ่าน วันเด็ก ก็มาถึง วันครู แม้จะพ้นมาแล้วเมื่อไม่กี่วันมานี้...แต่ในเมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้ว่าถึงพวกเด็กๆ อย่างเป็นเรื่อง เป็นราว สัปดาห์นี้เลยคงต้องขออนุญาตไปว่าถึงเรื่องครูเพื่อไม่ให้น้อยหน้าไปกว่ากัน โดยสิ่งที่เรียกว่า ครู อันมีความหมายครบถ้วน สมบูรณ์ ไม่ได้ขาดตก บกพร่อง แบบประเภท อาจารย์ ที่มักออกไปทาง อาเจียน อย่างที่ใครต่อใครเขาพร้อมขนานนามให้ใครก็ได้ เช่นยุคนี้-สมัยนี้นั้น คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้ ว่าออกจะหายาก-หาเย็น ปานหาหนวดเต่า เขากระต่าย เอาเลยถึงขั้นนั้น...
แต่ด้วยเหตุ อันตัวข้าพเจ้าเอง เคยร่ำเรียน ศึกษา ในชั้นมัธยมต้น ณ โรงเรียนวิเชียรมาตุ จังหวัดตรัง เป็นเวลา 3 ปี ช่วงจังหวะนี้นี่แหละ ที่ต้องเรียกว่า...ได้มีโอกาสประสบ พบเห็น สิ่งที่เรียกว่า ครู ที่มีความหมายแบบเบ็ดเสร็จ สมบูรณ์ โดยเฉพาะครูศิลปะ ผู้มีชื่อว่า ครูอัมพร สุขสง ที่เคยชี้แนะ ชี้นำ ให้คิดเอาดีทางศิลปะ ศิลปิน ถึงขั้นพร้อมจะฝากฝังหลังจบมัธยมต้น แต่เนื่องจาก มารดาบังเกิดเกล้า ท่านพยายามบังคับ เคี่ยวเข็ญ อยากให้เปลี่ยนแนวไปเอาดีทางรัฐศาสตร์ หวังจะให้ก้าวหน้าไปเป็นนายอำเภอ ผู้ว่าฯ เป็นนักการเมือง นักการทูต ฯลฯ อะไรไปโน่น พรหมลิขิต เลย หักเห มาตั้งแต่บัดนั้น จนสุดท้ายเลยต้องกลายมาเป็นผู้ที่ขีดๆ-เขียนๆ พร่ำๆ เพ้อๆ ละเมอไปวันๆ...
คือความหมายของคำว่า ครู ที่ครบถ้วน สมบูรณ์นั้น ย่อมหนีไม่พ้นต้องประกอบไปด้วย เมตตา-กรุณา-มุทิตา-อุเบกขา อันถือเป็น ความดี ขั้นพื้นฐาน อย่างชนิดแทบไม่ขาดตก บกพร่อง เอาเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งมิอาจเสกสรร ปั้นแต่ง อุบัติขึ้นมาด้วย หลักสูตร ใดๆ แม้แต่หลักสูตรที่ผลิตครูให้ทยอยออกมาเป็นรุ่นๆ เป็นครอกๆ ก็เถอะ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายใน จิตสำนึก ของแต่ละปัจเจกบุคคล โดยมี กระบวนการทางสังคม เป็นตัวช่วยหล่อ ช่วยหลอม ให้เกิดความเข้าที่ เข้าทาง หรือไม่เกิดความขัดแย้ง แปลกแยก ระหว่างตัวตน-ของตน กับความเป็นไปทางสังคม มากมายเกินไปนัก...
ดังนั้น...ในเมื่อ กระบวนการทางสังคม มันถูกบิดเบือน ทำลาย มาตั้งแต่เริ่มแรก หรือตั้งแต่หันไปลอกแบบ เลียนแบบการศึกษาแบบ สุนัขหางด้วน ของพวก ฝรั่ง แทบจะทั้งดุ้น ทั้งด้าม ความขัดแย้ง แปลกแยก ระหว่างตัวตนของผู้ที่เป็นครูกับความเป็นไปทางสังคม ที่ออกไปทางวัตถุนิยม บริโภคนิยม ทุนนิยมเสรีอย่างไร้ขอบเขต เลยทำให้ ความเป็นครู ย่อมต้องขาดตก บกพร่อง ชนิดแทบไม่เหลือความเป็นครูในความหมายเดิมๆ ติดปลายนวมใครต่อใครต่อไปอีกแล้ว เหลือแต่ อาจารย์ ที่ออกไปทาง อาเจียน หนักยิ่งขึ้นเรื่อยๆ!!!
อะไรต่อมิอะไรมันเลยออกไปในแนวที่อภิมหาฤาษี ไวยสัมปายนะ ท่านเจาะเวลาหาอนาคตไว้ในคัมภีร์ ภควัทคีตา เมื่อไม่รู้กี่พันต่อกี่พันปีมาแล้วนั่นแหละว่า... “โลกทั้งโลกจะเต็มไปด้วยพวกมิลักขะ ความแตกต่างในหน้าที่ทางสังคมของผู้คนจะไม่มีอีกต่อไป ทุกสิ่งทุกอย่างจะดำเนินไปตามพฤติกรรมและแรงปรารถนาของใคร-ของมัน โลกจะเต็มไปด้วยความสับสน อลหม่าน เต็มไปด้วยความไม่ถูกต้อง-เป็นธรรม บรรดาผู้มีหน้าที่สั่งสอนผู้คน กลับไม่ได้รู้สิ่งใดๆ ที่มีค่า และโดยความรู้ที่มีค่าเท่ากับศูนย์ กลับเป็นตัวหันมาทำร้าย ทำลาย พวกเขาเอง ความเป็นครู ความเป็นมิตร ความเป็นญาติ จะเป็นเพียงแค่กรรมวิธีในการแสวงหาประโยชน์ระหว่างกันและกัน...ฯลฯ”
นี่...บรรดา อาจารย์ ทั้งหลายเลยต้องออกไปทาง อาเจียน อย่างเห็นได้ชัดเจนยิ่งเข้าไปทุกที แทบไม่เหลือ ความเป็นครู ติดปลายนวมไว้เลยแม้แต่น้อย แม้เพียรพยายามปลุกจิตสำนึก กระตุ้นจิตสำนึกเพียงใดก็ตามที แต่ในเมื่อ กระบวนการทางสังคม มันเป็นคนละเรื่อง คนละม้วน ความเมตตา-กรุณา-มุทิตา-อุเบกขา หรือ ความดี ขั้นพื้นฐาน ที่เคยเป็นองค์ประกอบสำคัญของบรรดาครูๆ ทั้งหลาย เลยค่อยๆ แห้งลงๆ เหมือนน้ำแห้งคลองอย่างมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้...
ความสำคัญของ วันครู หรือการรำลึกถึงคุณค่าแห่ง ความเป็นครู มันเลยไม่ได้ต่างอะไรไปจากการหวนรำลึกถึงคุณค่าแห่ง ความดี แห่งความเมตตา-กรุณา-มุทิตา-อุเบกขา นั่นเอง เพราะด้วยสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิด ประโยชน์ ต่อผู้ที่เป็น ศิษย์ โดยลำพังเท่านั้น แต่ยังอาจช่วยให้สังคมทั้งสังคมไม่เกิดความสับสน อลหม่าน ไม่ขาดความถูกต้อง-เป็นธรรม ไม่กลายเป็นสังคมที่หันมาทำร้าย ทำลายตัวเอง จนทำให้โลกทั้งโลกเป็น โลกที่ไม่น่าอยู่ หรือ โลกที่โชคดี...ที่ตายก่อน อย่างเช่นทุกวันนี้...นั่นแล...
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
คิดจะฟ้องไทย...ไงกลายเป็นหมาหัวเน่า
สันดานโจร สันดานคนโกหก กล่าวหาไทยด้วยข้อความเป็นเท็จ พูดจาด้วยท่าทีที่รุนแรง หวังที่จะฟ้องประชาคมโลกให้ช่วยรุมประณามไทย ดรามาว่าข้อพิพาทระหว่างเขากับเราในเวลานี้ ไทยเราเป็นคนเริ่มต้น ไทยเราเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็กอย่างไร้มนุษยธรรม ดรามาทำตัวเป็นผู้ถูกกระทำที่น่าสงสาร ใช้คนแก่
ความรู้-คู่-คุณธรรม
คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้...ว่าด้วยความ ก้าวหน้า-ก้าวไกล ของเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านการสื่อสารมันเลยทำให้บรรดา กูรู-กูรู้ ไม่ว่าในบ้านเราหรือในระดับโลกก็ตามที
'แคนดิเดต ผบ.' หวิดงานเข้า
จู่ๆ ก็เกือบงานเข้า บิ๊กไมค์-พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) หนึ่งในแคนดิเดตชิงเก้าอี้ "ผู้นำสีกากี" ต่อจาก ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์
แสนคนด่า...แต่ว่าล้านคนรัก
เมื่อนักการเมืองคนหนึ่งทำตัวชั่วร้ายแบบมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจนจนกลายเป็นคดีความและผ่านการไต่สวนของศาล จนถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงต้องติดคุกติดตาราง แต่เขาก็ใช้อำนาจทางการเมืองและทางการเงินเอาชนะกระบวนการยุติธรรมของไทย ทำให้กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คำตัดสินของศาลไร้ความหมาย ประชาชนผู้รักความยุติธรรม
ป้อมปราการที่มิมีผู้ใดจะตีแตก!!!
อย่างที่เคยพูดๆ เอาไว้ตั้งแต่ยังไม่ทันรู้ผล เลือกตั้ง ครั้งสุดท้ายของบ้านเรานั่นแหละว่า...ไม่ว่าใคร? พรรคใด? ได้เสียงข้างมาก ได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล แต่ย่อมหนีไม่พ้นต้อง ซวยฉิบหาย-ซวยตายห่า
โละ 'บัญชีผี' กอ.รมน.
เอ๊ะ!!! ไม่รู้มีอะไรในกอไผ่มากกว่าหน่อไม้หรือไม่ เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา "4 แคนดิเดต" ชิงเก้าอี้ "ผบ.ตร." หรือ "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" คนที่ 16 ต่อคิวจาก ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์

