
คุณลุง ซานตาคลอส ท่านจะ คัมมิง ทู ทาวน์ กันหรือไม่ อย่างไร ในปีนี้...ก็ยังพูดลำบาก!!!
แต่ที่แน่ๆ ก็คือ คริสต์มาส คราวนี้ คงเป็นอะไรที่ออกจะน่าโหวงๆ เหวงๆ พอสมควร ยิ่งในบรรดาประเทศหนาวๆ อย่างยุโรป หรืออเมริกาด้วยแล้ว
เมื่อดันต้องเจอกับการมาถึงของท่านเชื้อไวรัสโควิดสายพันธุ์ใหม่ อย่าง Omicron แบบชนิดพอดิบ พอดี เล่นเอาใครต่อใครคงต้องหันไป จุงกะเบน-จุงกะเบน ที่บ้านนั่นแหละเป็นหลัก...
แต่ก็นั่นแหละ...สำหรับผู้ที่มี พระเยซูคริสต์ หรือมี พระศาสนา อยู่ภายในหัวจิต-หัวใจ ไม่ว่าวัน-เวลา ไม่ว่าความเป็นไปของฉากสถานการณ์มันจะหมุนเวียน เปลี่ยนแปลง ขึ้นช้าง-ลงม้า ไปในลักษณะไหนต่อลักษณะไหนก็แล้วแต่ ก็คงไม่ถึงกับต้องหวั่นไหว ประหวั่นพรั่นพรึง หรือโศกเศร้าเคล้าน้ำตา ฯลฯ อะไรกันมากมาย ด้วยเหตุเพราะสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา นั้น ไม่ว่าจะด้วยการเทศน์ การอธิบาย การอบมรมบ่มสอน โดย พระเยซู พระพุทธเจ้า พระนบีมูฮัมหมัด ไปจนถึง พระฤาษีมนู อย่างศาสนาฮินดูโน่นเลย ฯลฯ ต่างก็เป็นอะไรที่พอช่วยให้เกิดความหนักแน่น แน่วแน่ ความมั่นคง ภายในหัวจิต-หัวใจของใครต่อใครได้เสมอๆ จนไม่ว่าความหมุนเวียน เปลี่ยนผัน ใดๆ ก็แล้วแต่ ย่อมถือเป็นแค่เรื่องปกติ ธรรมดาๆ แบบชนิด มันย่อมเป็นเช่นนั้นเอง หรือ มันเป็นพรรค์นั้นแหละ อะไรทำนองนั้น...
เหมือนอย่างที่อภิมหานักคิด-นักเขียน ชาวรัสเซีย ผู้มีนามกรว่า ลีโอ ตอลสตอย ท่านได้ไล่เรียง เรียบเรียง ไว้ในข้อเขียน บทความ ซึ่งต่างไปจากการเขียนนวนิยายขณะที่ท่านเริ่มเข้าสู่วัยแก่ วัยชราพอได้ที่ เมื่อนับร้อยๆ ปีที่แล้ว นั่นก็คือข้อเขียน บทความ ว่าด้วยเรื่อง Religion and Morality หรือ ศาสนาและศีลธรรม ที่บ้านเราโดย สำนักพิมพ์สมิต ได้มอบหมายให้คุณ อัคนี มูลเมฆ นำมาแปล ถ่ายทอด และตีพิมพ์เผยแพร่เอาไว้เมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว แต่แม้จะกลายเป็น หนังสือเก่า ที่ใครต่อใครจะเคยเห็น เคยอ่านหรือไม่ อย่างไรก็ตามที แต่หลังจากได้คว้าหนังสือเล่มนี้เอามาอ่านตอนนั่งขี้ ตามวาสนาและสันดานของตัวเองแล้ว ไม่เพียงแต่ช่วยให้เกิดความโล่งท้อง ความปลอดโปร่ง โล่งใจ ยังถือเป็นตัวช่วยปลุก ช่วยกระตุ้น ให้เกิดความหนักแน่น แน่วแน่ มั่นคง ยิ่งๆ ขึ้นไป จนต้องหยิบเอามาเล่าสู่กันฟังไว้ ณ ที่นี้...
คือคุณปู่ คุณทวด หรือคุณอะไรก็แล้วแต่ อย่างท่าน ลีโอ ตอลสตอย ท่านได้ให้คำนิยามถึง ศาสนา รวมไปถึง ศีลธรรม ในศาสนาแต่ละศาสนา เอาไว้อย่างน่าคิด สะกิดใจ และสวยสด งดงาม เอามากๆ หรือสรุปเอาไว้ประมาณว่า ถือเป็นสิ่งที่ไม่ต่างอะไรไปจาก สัมพันธภาพระหว่างมวลมนุษย์กับความมีอยู่จริงของสิ่งที่เป็นอมตะและนิรันดร์กาล อะไรทำนองนั้น หรือที่หนังสือเล่มนี้เขาแปลว่า ภวันตภาพ (Infinite Being) โดยจะถอดความ แปลความ หรือตีความให้กลายไปเป็น พระเจ้า พระนิพพาน พระอินทร์ พระพรหม ยมนา ฯลฯ ใดๆ ก็แล้วแต่ แต่ทันที่มวลมนุษย์ได้ลุกขึ้นมายืน 2 ขา กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หรือได้เกิดความตระหนัก สำนึก ที่แตกต่างไปจากสัตว์เดียรัจฉานโดยทั่วไป อันนั้นนั้นแหละ...ที่เชื่อๆ กันว่า สัมพันธภาพ ดังกล่าว ระหว่างมนุษย์กับอะไรบางสิ่งบางอย่างที่ว่า ได้เริ่มอุบัติขึ้นมาในอารมณ์-ความรู้สึกลึกๆ ในสิ่งที่เรียกว่า จิตสำนึก และ จิตไร้สำนึก จนกลายมาเป็น ศาสนา ติดตัว ติดราก มวลมนุษย์ทั้งหลายนับแต่นั้นเป็นต้นมา...
หรือพูดง่ายๆ ว่า...สิ่งที่เรียกว่า ศาสนา นั้น เอาเข้าจริงๆ แล้ว ต้องถือว่าแทบเป็นอวัยวะส่วนหนึ่ง ส่วนสำคัญ ที่ติดตัวมากับมวลมนุษย์ตั้งแต่เกิด แถมคิดจะหั่น จะตัด จะเฉือน ออกไปจากตัวตนของใครต่อใคร อย่างการตัดต่อมทอนซิล หั่นไส้ติ่ง หรือเฉือนริดสีดวงทวาร ฯลฯ ออกจากร่างกาย ย่อมแทบเป็นไปไม่ได้เอาเลย เพราะมันเป็นสิ่งที่ฝังราก ฝังลึก อยู่ใน ความเป็นมนุษย์ จนแม้แต่มนุษย์รุ่นก่อนหน้ามนุษย์แบบเราๆ-ทั่นๆ ทั้งหลาย อย่างมนุษย์ นีแอนด์เดอร์ธัล ก็เถอะ ยังถึงกับทิ้งร่องรอย หลักฐาน ของการมีสิ่งเหล่านี้เอาไว้ในตัว ให้เป็นที่รับรู้ รับทราบ จนตราบเท่าทุกวันนี้...
แต่ก็นั่นแหละ...แม้ว่าไม่อาจจะหั่น จะตัด จะเฉือน ออกไปจากความเป็นมนุษย์ได้ง่ายๆ แต่โดยการอาศัยเทคนิค ความรู้ ความก้าวหน้าทางวิทยาการ ฯลฯ ของโลกยุคใหม่ สังคมสมัยใหม่ ในการ กดทับ สิ่งเหล่านี้เอาไว้ หรือทำให้ ลืมๆ เลือนๆ เพื่อที่จะชักนำใครต่อใครไปในทิศทางที่ตัวเองต้องการ ไปสู่ความเป็นทาส ไปสู่การรับใช้ผู้หนึ่ง-ผู้ใด ระบบการเมืองหรือระบบเศรษฐกิจแบบหนึ่งแบบใด ฯลฯ ก็ตาม เลยทำให้ สัมพันธภาพ ดังกล่าว มันจึงเป็นอะไรที่บดๆ เบลออ์อ์อ์ๆ ไม่แจ่มแจ้งชัดเจน หรือถูกเบี่ยงเบน บิดเบือน ไปในทิศทางอื่นๆ จนทำให้ศาสนาต่างๆ มีอันต้องเสื่อมลงๆ หรือจนเต็มไปด้วยบรรดาผู้ที่ไม่คิดนับถือศาสนาใดๆ อีกต่อไปแล้ว...
อย่างไรก็ตาม...ในช่วงจังหวะใด-จังหวะ เมื่อสิ่งที่ กดทับ หรือสิ่งที่เป็นตัวชักจูงให้ใครต่อใครลืมๆ เลือนๆ มันเกิดสะดุดหยุดยั้ง ไปในวินาทีไหนต่อวินาทีไหนก็แล้วแต่ จังหวะนั้นนั่นแหละ...ที่ สัมพันธภาพ ในลักษณะดังกล่าว ย่อมต้องปรากฏตัวขึ้นมาใน จิตสำนึก หรือ จิตไร้สำนึก ของผู้คนอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้ เหมือนอย่างที่จังหวะใด-จังหวะหนึ่งใน ค่ำคืนแห่งวันคริสต์มาส ไม่ว่าจะปีไหนต่อปีไหน ไม่ว่าช่วงโควิด-ไม่โควิด ขณะที่เสียงเพลง จุงกะเบน-จุงกะเบน หรือเพลง Silent Night ดังมาแว่วๆ โอกาสที่จะทำให้ใครต่อใครเกิดความรู้สึกหนักแน่น แน่วแน่ และมั่นคง หรือเกิดความรับรู้ถึงการ มีอยู่จริง ของสิ่งที่เป็น Infinite Being เป็น อมตะนิรันดร์กาล อย่าง พระเจ้า ย่อมมีความเป็นไปได้เสมอๆ...
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
คิดจะฟ้องไทย...ไงกลายเป็นหมาหัวเน่า
สันดานโจร สันดานคนโกหก กล่าวหาไทยด้วยข้อความเป็นเท็จ พูดจาด้วยท่าทีที่รุนแรง หวังที่จะฟ้องประชาคมโลกให้ช่วยรุมประณามไทย ดรามาว่าข้อพิพาทระหว่างเขากับเราในเวลานี้ ไทยเราเป็นคนเริ่มต้น ไทยเราเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็กอย่างไร้มนุษยธรรม ดรามาทำตัวเป็นผู้ถูกกระทำที่น่าสงสาร ใช้คนแก่
ความรู้-คู่-คุณธรรม
คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้...ว่าด้วยความ ก้าวหน้า-ก้าวไกล ของเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านการสื่อสารมันเลยทำให้บรรดา กูรู-กูรู้ ไม่ว่าในบ้านเราหรือในระดับโลกก็ตามที
'แคนดิเดต ผบ.' หวิดงานเข้า
จู่ๆ ก็เกือบงานเข้า บิ๊กไมค์-พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) หนึ่งในแคนดิเดตชิงเก้าอี้ "ผู้นำสีกากี" ต่อจาก ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์
แสนคนด่า...แต่ว่าล้านคนรัก
เมื่อนักการเมืองคนหนึ่งทำตัวชั่วร้ายแบบมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจนจนกลายเป็นคดีความและผ่านการไต่สวนของศาล จนถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงต้องติดคุกติดตาราง แต่เขาก็ใช้อำนาจทางการเมืองและทางการเงินเอาชนะกระบวนการยุติธรรมของไทย ทำให้กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คำตัดสินของศาลไร้ความหมาย ประชาชนผู้รักความยุติธรรม
ป้อมปราการที่มิมีผู้ใดจะตีแตก!!!
อย่างที่เคยพูดๆ เอาไว้ตั้งแต่ยังไม่ทันรู้ผล เลือกตั้ง ครั้งสุดท้ายของบ้านเรานั่นแหละว่า...ไม่ว่าใคร? พรรคใด? ได้เสียงข้างมาก ได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล แต่ย่อมหนีไม่พ้นต้อง ซวยฉิบหาย-ซวยตายห่า
โละ 'บัญชีผี' กอ.รมน.
เอ๊ะ!!! ไม่รู้มีอะไรในกอไผ่มากกว่าหน่อไม้หรือไม่ เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา "4 แคนดิเดต" ชิงเก้าอี้ "ผบ.ตร." หรือ "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" คนที่ 16 ต่อคิวจาก ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์

