ว่าด้วยการพบปะ-ผูกพัน-และพลัดพราก

ช่วงหลังๆ นี้...หรือเอาแค่ช่วงปีที่ผ่านมานั่นแหละ บรรดาพรรคพวก เพื่อนฝูง ผู้คนที่เคยรู้จักมักจี่ เคยเป็นที่นิยม ยกย่อง ต่างก็มีอันร่วงผล็อยๆ ม้วนต้วน ลา-ละ-สละจากโลกใบนี้กันไปเป็นรายๆ มีทั้งไปตามความเหมาะ ความควร ของวัย ของอายุ-อานาม ตามความเสื่อม ความโทรม ของสุขภาพ แต่ก็มีทั้งที่มาด่วนจากพราก ตั้งแต่วัยยังไม่น่าจะถึง กำหนดการ มากมายซักเท่าไหร่นัก ก็ดันมาด่วนจาก ด่วนหาย กันไปซะดื้อๆ...

ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้คิดจะลาจาก ยังไม่ถึงกับไปแล้ว-ไปเลย...แต่ก็ด้วยการ ลากยาวว์ว์ว์ ของท่านเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่ว่าสายพันธุ์เก่า สายพันธุ์ใหม่ หรือสายพันธุ์ใดๆ ก็แล้วแต่ ย่อมมีส่วนทำให้โอกาสที่จะเจอะเจอ พบปะ ปลอบประโลม หรือบ่นระบายอะไรต่อกันและกัน ก็ชักจะกลายเป็นเรื่อง ไม่ง่าย ยิ่งขึ้นไปซะอีก แม้ยังอยู่ภายในโลกใบเดียวกัน แผ่นดินเดียวกัน แต่ก็ออกจะคล้ายๆ กับ เหมือนขอบฟ้า-มากั้น...ป่าไม้-มาบัง อะไรทำนองนั้น และภายใต้สีสัน บรรยากาศ ทำนองนี้นี่เอง ที่ดูจะยิ่งทำให้เนื้อหา ความหมาย แห่ง การพลัดพราก ยิ่งเป็นอะไรที่ถูกเน้น ถูกย้ำ ให้เป็นเรื่องที่ต้องถูกหยิบมาคิดแล้ว คิดอีก คิดโน่น คิดนี่ กันไปตามสภาพ...

คือไม่ว่าจะอะไรก็ตาม...ที่เป็นตัวทำให้เกิดการผูก การพัน การเกี่ยวข้อง โยงใย การโอบกระหวัดรัดพัน อันนำไปสู่การยึดมั่น ถือมั่น ว่าเป็นเขา-เป็นเรา เป็นมัน-เป็นไม่มัน เป็นมึง-เป็นกู ฯลฯ อะไรต่อมิอะไรก็แล้วแต่ เอาไป-เอามาแล้ว ล้วนแต่เป็นสาเหตุ ต้นเหตุ ที่ต้องนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า การพลัดพราก ไปด้วยกันทั้งนั้น เหมือนอย่างที่สุภาษิตสันสกฤต หรือ Sanskrit saying ท่านว่าไว้เป็นวาทะนั่นแหละว่า... As two logs of wood meet upon the ocean and then separate again, thus do living creatures meet.” หรือ... “ไม้สองท่อนลอยเท้งเต้งมาพบกันแล้วแยกจากกันในท้องทะเล ฉันใด วิถีทางของมวลสัตว์ทั้งโลกทั้งหลาย ก็ถูกสร้าง ถูกสรรค์ ให้ต้องเป็นไปเช่นนั้น...” อะไรประมาณนั้น...

พูดง่ายๆ ว่า...มันเป็นเรื่อง ข้อเท็จจริงโดยธรรมชาติ หรือเป็น กฎเหล็ก-กฎตายตัว ที่ใคร? ก็ไม่รู้ ท่านได้สร้างสรรค์เอาไว้ตั้งแต่ยังไม่มีโลก ไม่มีจักรวาล เอาเลยก็ว่าได้ สำหรับ การพบปะ-ผูกพัน-และพลัดพราก ดังนั้น...การหาทาง ทำใจ และ ทัมใจ เพื่อให้สิ่งเหล่านี้ วิถีทางเหล่านี้ กลายเป็นเรื่อง ปกติ หรือไม่ถึงกับส่งผลให้ใจหาย ใจคอห่อเหี่ยว จนอดที่จะเกิดความรู้สึกโหวงๆ เหวงๆ ขึ้นมามิได้ บรรดา พระๆ โดยเฉพาะในศาสนาพุทธ ในลัทธิเซน หรือในนิกายต่างๆ ท่านเลยมักนำเสนอ อุบาย หรือ กุศโลบาย ไว้เตรียมรับมือกับภาวะดังกล่าว เอาไว้ก่อนล่วงหน้า นั่นก็คือการหมั่นหาทางทำให้ความเป็นเขา-เป็นเรา เป็นมัน-เป็นมึง เป็นตัวกู-ของกู ฯลฯ อะไรทำนองนั้น ถูกทำให้เจือจาง หรือถูกทำให้สูญสลายคลายจางลงไปให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้...

โดยจะได้ผล-ไม่ได้ผล...อันนั้น คงต้องไปลองฝึก ลองตระเตรียมรับมือเอาเองก็แล้วกัน แต่ถ้าว่ากันโดยหลัก หรือโดยทางทฤษฎีแล้ว มันก็น่าจะเป็นไปเช่นนั้น ตามนั้น!!! คือถ้าหากลองไม่มีเขา-มีเรา ไม่มีมึง-ไม่มีกู ไม่มีเธอและฉัน ฯลฯ มีแต่กระแสความเป็นไปตามเหตุและปัจจัย อันแทบไม่ต่างอะไรไปจาก กระแสคลื่น ในท้องทะเล หรือในมหาสมุทร อะไรประมาณนั้น ที่เป็นตัวสาดๆ ซัดๆ เป็นตัวยื้อยุด ฉุดกระชาก ให้ท่อนไม้ในแต่ละท่อน ต้องมาเจอกันแล้วจากกัน ความรู้สึกถึงความผูกพันและพลัดพราก มันก็อาจเป็นแค่ มายาภาพ หรือเป็นสิ่งที่ล้วนแล้วแต่ถูก ปรุงแต่ง ขึ้นมาเอง ด้วยกันทั้งนั้น...

แต่ก็นั่นแหละ...การทำให้ไม่มีเขา-ไม่มีเรา ไม่มีมึง-ไม่มีกู หรือไม่มีตัวกู-ของกู อีกต่อไป มันคงไม่ถึงกับง่าย ไม่ถึงกับปอกกล้วยเข้าปากมากมายซักเท่าไหร่ ไม่เช่นนั้น...คนที่ บวชเป็นพระ มาไม่รู้กี่สิบ ต่อกี่สิบพรรษา เอาไป-เอามาแล้ว ก็ยังหนีไม่พ้นต้องมึงๆ-กูๆ เขาๆ-เราๆ ยังหนีไม่พ้นต้องยึดมั่น ถือมั่น อยู่ใน ตัวตนของตน ไม่ว่าในขณะที่เป็นพระ หรือยิ่งถ้าหากสึกแล้ว ก็อาจหนักหนา-สาหัสยิ่งขึ้นไปใหญ่ ดังนั้น...ด้วย การพบปะ-ผูกพัน-และพลัดพราก นี่เอง มันเลยกลายเป็นตัว ปรุงแต่ง อารมณ์-ความรู้สึกต่างๆ นานา ให้ตามมากันอีกเยอะ ไม่ว่าความรัก ความอำลา-อาลัย ความเศร้า-ความโศก ความรู้สึกโหวงๆ เหวงๆ ที่อาจฝังราก-ฝังลึก กลายเป็นความเจ็บปวด รวดร้าว ความซึมเซา ซึมเศร้า ฯลฯ จนยากจะหาทางเยียวยากันได้ง่ายๆ...

ซึ่งก็คงไม่ต่างอะไรไปจาก...ความโกรธ ความเกลียด เคียดแค้น อาฆาตพยาบาท ริษยาและชิงชังนั่นแหละทั่น ที่ต่างก็ถือเป็น อารมณ์ ชนิดหนึ่งไปด้วยกันทั้งนั้น แบบเดียวกับความลุ่มหลง ความหัวปัก-หัวปำ ความเชลียร์เช็ด ในแต่ละเม็ด แต่ละดอก ฯลฯ การหาทางทำให้ มายาภาพ เหล่านี้ หรือสิ่งที่ถูก ปรุงแต่ง ขึ้นมาในลักษณะทำนองนี้ มีโอกาสลดๆ หรือเจือๆ จางๆ ลงไปได้มั่ง ก็จึงมีแต่ต้องหาทางทำให้ ตัวกู-ของกู ความเป็นมึง-เป็นกู เป็นเขา-เป็นเรา ลดน้อยลงไปที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ ความปกติ ในแบบที่ถือเป็น ข้อเท็จจริงโดยธรรมชาติ มันถึงจะปรากฏขึ้นมาต่อสายตา ต่ออารมณ์-ความรู้สึก จนอาจเกิดความ เข้าถึง และ เข้าใจ ใน กฎเหล็ก หรือ กฎแห่งธรรมชาติ ที่หลายต่อหลายศาสนา มักเรียกขานกันในนาม God หรือ พระผู้เป็นเจ้า นั่นเอง!!!.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คิดจะฟ้องไทย...ไงกลายเป็นหมาหัวเน่า

สันดานโจร สันดานคนโกหก กล่าวหาไทยด้วยข้อความเป็นเท็จ พูดจาด้วยท่าทีที่รุนแรง หวังที่จะฟ้องประชาคมโลกให้ช่วยรุมประณามไทย ดรามาว่าข้อพิพาทระหว่างเขากับเราในเวลานี้ ไทยเราเป็นคนเริ่มต้น ไทยเราเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็กอย่างไร้มนุษยธรรม ดรามาทำตัวเป็นผู้ถูกกระทำที่น่าสงสาร ใช้คนแก่

ความรู้-คู่-คุณธรรม

คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้...ว่าด้วยความ ก้าวหน้า-ก้าวไกล ของเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านการสื่อสารมันเลยทำให้บรรดา กูรู-กูรู้ ไม่ว่าในบ้านเราหรือในระดับโลกก็ตามที

'แคนดิเดต ผบ.' หวิดงานเข้า

จู่ๆ ก็เกือบงานเข้า บิ๊กไมค์-พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) หนึ่งในแคนดิเดตชิงเก้าอี้ "ผู้นำสีกากี" ต่อจาก ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์

แสนคนด่า...แต่ว่าล้านคนรัก

เมื่อนักการเมืองคนหนึ่งทำตัวชั่วร้ายแบบมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจนจนกลายเป็นคดีความและผ่านการไต่สวนของศาล จนถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงต้องติดคุกติดตาราง แต่เขาก็ใช้อำนาจทางการเมืองและทางการเงินเอาชนะกระบวนการยุติธรรมของไทย ทำให้กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คำตัดสินของศาลไร้ความหมาย ประชาชนผู้รักความยุติธรรม

ป้อมปราการที่มิมีผู้ใดจะตีแตก!!!

อย่างที่เคยพูดๆ เอาไว้ตั้งแต่ยังไม่ทันรู้ผล เลือกตั้ง ครั้งสุดท้ายของบ้านเรานั่นแหละว่า...ไม่ว่าใคร? พรรคใด? ได้เสียงข้างมาก ได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล แต่ย่อมหนีไม่พ้นต้อง ซวยฉิบหาย-ซวยตายห่า

โละ 'บัญชีผี' กอ.รมน.

เอ๊ะ!!! ไม่รู้มีอะไรในกอไผ่มากกว่าหน่อไม้หรือไม่ เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา "4 แคนดิเดต" ชิงเก้าอี้ "ผบ.ตร." หรือ "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" คนที่ 16 ต่อคิวจาก ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์