
กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตาเป็นอย่างมาก สำหรับ “ปัญหาค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น” สะท้อนจากราคาสินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายการที่ต่างขยับเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นปี 2565 อาทิ เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อเป็ด เนื้อวัว ไข่ไก่ กุ้งขาวแวนนาไม ไปจนถึงค่าไฟฟ้าที่เตรียมจะปรับขึ้นในเดือน ม.ค.-เม.ย.2565 เพิ่มขึ้น 16.71 สตางค์ต่อหน่วย หรือขึ้นเกือบ 5% หลังมีการตรึงค่าไฟฟ้ามานานกว่า 2 ปี โดยเหตุผลที่ปรับขึ้นค่าไฟฟ้านั้นมาจากต้นทุนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ทั้งน้ำมัน ก๊าซแอลเอ็นจี ปรับเพิ่มขึ้นทั้งหมด เป็นต้น ซึ่งราคาสินค้าที่ปรับขึ้นทั้งหมดได้ถูกส่งผ่านมาถึงประชาชนให้ต้องแบกรับสถานการณ์ค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงพลังงาน เร่งติดตามและหารือกับผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อตรึงราคาสินค้า ช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน
โดยรัฐบาลชี้แจงถึงปัญหาราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้นเป็นผลมาจากกลไกราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ต้นทุนสินค้าและค่าขนส่ง ซึ่งรัฐบาลเองไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาดังกล่าว ได้วางมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาว เร่งติดตามหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งจะขอความร่วมมือไปยังผู้ประกอบการและภาคเอกชน เพื่อตรึงราคาสินค้าบางส่วนที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน ไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพ
ด้านกระทรวงพาณิชย์เอง ก็ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกติดตามและรายงานสถานการณ์ราคาสินค้า ค่าครองชีพและราคาโภคภัณฑ์ที่เป็นต้นทุนการผลิตทั้งหมดซึ่งจะมีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต โดยพบว่าหลายประเทศมีการปรับตัวสูงขึ้นในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา อาทิ สหรัฐ ที่ในเดือน ธ.ค.2564 ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นถึง 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นการปรับเพิ่มสูงที่สุดในรอบเกือบ 40 ปีเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีแคนาดา เคนยา ชิลี อิสราเอล และไต้หวัน เป็นต้น ที่ราคาสินค้ามีการปรับขึ้นเช่นเดียวกับประเทศไทย
ขณะที่ “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ได้ออกบทวิเคราะห์เรื่อง ความกังวลเกี่ยวกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นกดดันดัชนีภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพของครัวเรือน (KR-ECI) ในเดือน ธ.ค.2564 ปรับลดลงเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน เนื่องจากครัวเรือนยังมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของราคาอาหารและเครื่องดื่ม ขณะเดียวกันในช่วงเทศกาลที่ผ่านมา ครัวเรือนยังมีความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายพิเศษที่เพิ่มขึ้น กดดันดัชนี KR-ECI ให้ปรับตัวลดลงต่อเนื่องด้วย
สถานการณ์ราคาสินค้าที่สูงขึ้นสร้างความวิตกกังวลให้กับภาคครัวเรือนอย่างมาก แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะยังมีมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจจากภาครัฐ เช่น มาตรการคนละครึ่ง มาตรการยิ่งใช้ยิ่งได้ก็ตาม
ส่วนตลาดแรงงานยังเผชิญความไม่แน่นอนจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ที่ล่าสุดจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีมาตรการเข้มงวดในการควบคุมการระบาด แต่สถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ยังไม่สามารถกลับมาได้เต็มที่
ทั้งนี้ “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” มองว่า ในระยะข้างหน้าภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพของครัวเรือนยังมีแนวโน้มได้รับปัจจัยกดดันจากสถานการณ์ราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะเข้ามาฉุดรั้งการฟื้นตัวของการบริโภค ขณะที่การกลับมาของกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ เช่น ภาคการท่องเที่ยว ยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากการระบาดของโอมิครอน
ดังนั้น การเร่งสร้างความเชื่อมั่นจากภาครัฐเกี่ยวกับการจัดการควบคุมโรค และมาตรการบรรเทาค่าครองชีพอย่างตรงจุด รวมถึงมาตรการตรึงราคาสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันของครัวเรือน จึงมีความจำเป็นอย่างมากในการเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน
อย่างไรก็ดี คงต้องติดตามต่อว่ารัฐบาลจะมีมาตรการในการรับมือปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างไรในระยะต่อไป เพื่อไม่ให้ผลกระทบถูกส่งผ่านไปถึงการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศให้ชะลอตัวลงจากที่ควรจะเป็น จากความสามารถในการใช้จ่ายของประชาชนในประเทศที่ถูกกดดันจากราคาสินค้าที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง.
ครองขวัญ รอดหมวน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยาแรงหรือแค่ยาแก้ปวด?
ท่ามกลางภาวะสุญญากาศทางเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ไทยต้องเผชิญกับมรสุม "วิกฤตซ้ำซ้อน" มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่บาดแผลเรื้อรังจากโรคระบาดที่ยังไม่ทันสมานดี กลับต้องมาถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤตพลังงานโลกที่ทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งพุ่งทะยานอย่างควบคุมไม่ได้ สถานการณ์ในวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่การกำไรลดลง แต่คือการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในสภาวะที่ "สภาพคล่องติดขัด หนี้เสียติดหล่ม และหนี้นอกระบบกลายเป็นกับดัก"
กระตุ้นท่องเที่ยวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านการสร้างรายได้ การจ้างงาน และการกระจายเม็ดเงินสู่ภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ ภายหลังการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวทั่วโลก
โซลาร์รูฟท็อป ฝ่าวิกฤตค่าไฟฟ้าแพง
สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า ซึ่ง คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งชาติ คาดการณ์ว่าสถานการณ์คงจะยืดเยื้อไม่จบภายในปี 2569 จะทำให้วิกฤตราคาพลังงานลากยาว ดังนั้นประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับกับวิกฤตดังกล่าว
เมื่อ‘การมีงาน’ไม่ได้แปลว่า‘มั่นคง’?
เพิ่งจะผ่านพ้นวันที่ 1 พฤษภาคมไป ซึ่งแน่นอนว่า “แรงงาน” ในสังคมไทยนับว่ามีความสำคัญอย่างมากในฐานะกำลังสำคัญของเศรษฐกิจ แต่ในวันแรงงานปี 2569 คำถามของคนทำงานจำนวนไม่น้อยอาจไม่ใช่เพียง “ยังมีงานทำหรือไม่” หากเป็น “รายได้ที่มีอยู่ วันนี้ยังพอรับมือกับความไม่แน่นอนข้างหน้าได้แค่ไหน?”
หนึ่งทศวรรษค่าจ้างขั้นต่ำไทย
ในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ‘ค่าจ้างขั้นต่ำ’ ของประเทศไทยถูกวางบทบาทให้เป็นทั้งเครื่องมือคุ้มครองแรงงานและกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตัวเลขที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจสะท้อนภาพของความก้าวหน้าในเชิงนโยบาย
เมื่อดาต้าไม่ได้มาแค่สร้างตึก
ย้อนกลับไปเมื่อ 2-3 ปีก่อน เราอาจได้ยินข่าวการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ในไทยระดับ “หมื่นล้าน” จนคุ้นหู แต่ภาพเหล่านั้นมักจะเป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษหรือไซต์ก่อสร้างขนาดใหญ่ในแถบเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แต่ว่าในปี 2026 นี้ ทิศทางได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง DayOne Data Center ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประกาศเฟ้นหาบุคลากรไทยกว่า 500 ตำแหน่ง

