
ช่วงนี้รัฐบาลโดนถล่มหลายเรื่องครับ
เรื่องน้ำมันดูจะเบาลงไปเพราะเริ่มปรับตัวได้ และราคาน้ำมันอยู่ในช่วงขาลง แต่...ก็แค่ชั่วคราว
เรื่อง “ศุภจี” ไลฟ์สดขายทุเรียน
เงินกู้ ๕ แสนล้าน
ปรับโครงสร้างภาษี
และเรื่องแลนด์บริดจ์
วันนี้โฟกัสที่แลนด์บริดจ์ครับ เพราะรัฐบาลอนุทินจะผลักดันต่อ แม้จะมีเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย
วานนี้ (๒๘ เมษายน) นายกฯ อนุทิน พูดในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงมุมมองใหม่ของแลนด์บริดจ์
สรุปคร่าวๆ นายกฯ อนุทินบอกในที่ประชุมว่า รัฐบาลจะพยายามผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้นจริง เพราะเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะนำเงินเข้าสู่ประเทศ สร้างรายได้ สร้างงาน และการพัฒนาประเทศระยะยาว แต่ที่ผ่านมาไม่สามารถผลักดันได้
วันนี้บริบทภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนไป การมองโครงการแลนด์บริดจ์ควรมองให้ลึกซึ้งและหลายด้านมากขึ้น เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจในจังหวัดภาคใต้
นายกฯ เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน เริ่มต้นที่ ชุมพร และ ระนอง โดยมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมไปรับฟังความคิดเห็น และมติของประชาชนในพื้นที่ว่าคิดเห็นอย่างไร
แลนด์บริดจ์คืออะไร?
ความหมายในโครงการเก่าคือ เมกะโปรเจกต์มูลค่ากว่า ๑ ล้านล้านบาท เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน สร้างท่าเรือน้ำลึก ๒ ฝั่ง เชื่อมด้วยถนนมอเตอร์เวย์ และรถไฟรางคู่
เป็นการยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์โลก คาดว่าจะสร้างรายได้มหาศาล ท่ามกลางข้อกังวลเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม
วันนี้ลืมแลนด์บริดจ์ในความหมายนี้ไปได้เลย หลังภูมิรัฐศาสตร์โลกเปลี่ยนแปลงไป โลจิสติกส์โลกถูกปิดกั้นเพราะสงคราม
กรณีช่องแคบฮอร์มุซ คือตัวอย่างของความไม่แน่นอน และความเสียหายที่ประเมินค่ามิได้
อย่างไรก็ตามวันนี้ โครงการแลนด์บริดจ์มุมมองใหม่ยังไม่มีรายละเอียดออกมา แต่ประเมินได้ว่า แลนด์บริดจ์ มิได้หมายถึง ท่าเรือ ถนน ทางรถไฟ เท่านั้น
ยังหมายถึงการปั้นไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์โลก
มิใช่การขนถ่ายแต่อย่างเดียว แต่ยังเป็นศูนย์กลางการผลิต และกระจายสินค้า
แนวคิดที่น่าจะใกล้เคียงกับคำว่า แลนด์บริดจ์ในความหมายใหม่คือโพสต์ของ “ดร.ณัฏฐ์ มงคลนาวิน” นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม
---------------------
Land Bridge vs. ขุดคลอง: มายาคติ "การยกตู้" และหมากยุทธศาสตร์ที่โลกถวิลหา
ในนาทีที่รัฐบาลเตรียมชงโครงการ แลนด์บริดจ์ (Land Bridge) มูลค่า ๑ ล้านล้านบาท เข้า ครม.ในเดือนมิถุนายนนี้ กระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่หนาหูที่สุดคงหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า "ใครจะบ้ามายกตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นจากเรือ แล้วใส่รถไฟไปลงเรืออีกฝั่งให้เสียเวลา? สู้ขุดคลองให้เรือวิ่งผ่านทีเดียวไม่ดีกว่าหรือ?"
ในฐานะนักยุทธศาสตร์ ผมอยากชวนทุกท่านถอดแว่นตาโลจิสติกส์แบบเดิมๆ แล้วมามอง "ความจริงชุดใหม่" ของโลกการค้ายุค ๒๐๒๖ ที่ความเร็วไม่ได้วัดกันแค่ที่นอตของเรือ แต่วัดกันที่ "ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน"
๑.เลิกมอง Land Bridge เป็นแค่ "ทางลัด" แต่จงมองเป็น "โรงแยกสินค้าโลก"
ความเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดคือ การคิดว่าเรือทุกลำจะขนตู้คอนเทนเนอร์จากต้นทางไปถึงปลายทางโดยไม่แวะพัก แต่ในความเป็นจริงโลกการเดินเรือใช้ระบบ Hub & Spoke มานานแล้ว เรือแม่ขนาดใหญ่ (Mothership) ไม่ต้องการเสียเวลาแวะทุกพอร์ตเล็กๆ สิ่งที่แลนด์บริดจ์มอบให้จึงไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่คือ "จุดถ่ายลำ (Transshipment Hub)":
การคัดแยกและกระจายสินค้า: สินค้าบางส่วนในตู้คอนเทนเนอร์อาจถูกนำลงเพื่อกระจายต่อผ่านรถไฟไปจีน หรือเพื่อนบ้านอาเซียน ซึ่งการวิ่งเรือผ่านคลองเฉยๆ ทำไม่ได้
การเพิ่มมูลค่า (Value-Added): สินค้าสามารถเข้าสู่ Free Trade Zone บนบกเพื่อทำการแบ่งบรรจุ (Break-bulk) หรือแปรรูปเบาก่อนส่งออกไปใหม่ นี่คือการสร้างรายได้ที่มากกว่าแค่ค่าผ่านทาง
๒.มายาคติเรื่อง "การยกตู้เสียเวลา"
ในยุค ๒๐๒๖ เทคโนโลยี Automated Terminal และ Double-Stack Rail ทำให้การยกตู้คอนเทนเนอร์ทำได้รวดเร็วปานสายพานลำเลียง การรอคิวเข้าคลอง (Queueing Time) ที่บางครั้งต้องรอเป็นวันๆ ในเส้นทางเดินเรือหลัก อาจใช้เวลานานกว่าการยกตู้ขึ้นรถไฟความเร็วสูงที่วิ่งข้ามฝั่งเพียงไม่กี่ชั่วโมงเสียอีก
นอกจากนี้ การขุดคลองยังมีต้นทุนทางยุทธศาสตร์ที่สูงเกินไป ทั้งเรื่องความมั่นคงจากการแยกแผ่นดิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ขัดต่อเกณฑ์การลงทุนระดับโลก (ESG)
๓.ประโยชน์ส่วนเพิ่ม: มากกว่าแค่โลจิสติกส์
แลนด์บริดจ์ยังมี "มูลค่าแฝง" ที่จะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ของเรา:
Strategic Energy Hub: สามารถวางระบบท่อส่งน้ำมันและก๊าซ (Pipeline) ขนานไปกับเส้นทางราง ช่วยให้มหาอำนาจที่กระหายพลังงานมีทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าการส่งผ่านพื้นที่ขัดแย้ง
อุตสาหกรรมต่อเนื่อง: การที่มีสินค้ามาพักบนบก จะดึงดูดอุตสาหกรรมประกอบชิ้นส่วนและศูนย์กระจายสินค้าไฮเทคมาตั้งฐานผลิตในไทย
การพัฒนาคน: ไทยจะยกระดับจาก "ผู้ใช้แรงงาน" ไปสู่ "ผู้บริหารจัดการเทคโนโลยีโลจิสติกส์" ระดับสากล
๔.วาล์วระบายความเครียดของมหาอำนาจ
แลนด์บริดจ์คือ "เกราะคุ้มกันภูมิรัฐศาสตร์" ชั้นดี เมื่อช่องแคบมะละกาถึงจุดวิกฤต และช่องแคบฮอร์มุซเสี่ยงต่อภาวะสงคราม โลกต้องการเส้นทางที่มหาอำนาจทุกฝ่ายสามารถ "ร่วมเป็นเจ้าของ" (Global Public Goods) การที่สินค้าถูกยกขึ้นมาอยู่บนบกไทย ทำให้เรามีอำนาจในการบริหารจัดการ (Leverage) สูงกว่าการปล่อยให้เรือวิ่งผ่านน่านน้ำไปเฉยๆ
บทวิเคราะห์ทางยุทธศาสตร์และข้อควรระวัง โดย ณัฏฐ์ มงคลนาวิน
"ทรัพยากรล้ำค่า มักมาพร้อมภัยคุกคามเสมอ แต่ถ้าเราบริหาร 'ความเป็นเจ้าของ' ให้เป็นเกราะคุ้มกัน... แลนด์บริดจ์จะเป็นทางออกที่ยั่งยืนที่สุดของคนไทยครับ"
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้คือบทวิเคราะห์ตามทิศทางยุทธศาสตร์ปัจจุบัน ซึ่งเราคงต้องรอสรุปที่ชัดเจนจากรัฐบาลอีกครั้งว่าจะมีรายละเอียดอะไรเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องกติกาการประมูลในไตรมาส ๓ และสัดส่วนการร่วมทุนสากล ที่จะเป็นตัวตัดสินว่าแลนด์บริดจ์จะเป็นหมากที่ทำให้ไทยรุ่งโรจน์ หรือจะกลายเป็นกับดักที่มหาอำนาจใช้เป็นสมรภูมิ
----------------
ครับ...นี่ยังไม่นับการเมืองระหว่างประเทศ ระหว่างอิทธิพลของจีนกับสหรัฐฯ ที่แข่งกันแผ่อิทธิพลในภูมิภาคนี้
บกเรียนจากสงครามตะวันออกกลาง โลกหลังจากนี้แทบไม่มีหลักประกันอะไรเลยสำหรับประเทศที่ต้องยืมจมูกประเทศอื่นหายใจ
แลนด์บริดจ์ในความหมายนายกฯ อนุทินจะต่างไปจากนี้หรือมีความเหมือน เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป
หากแลนด์บริดจ์ทำให้ไทยมีอำนาจต่อรองในโลกที่ไม่มีความแน่นอน ก็ย่อมดีกว่าไม่มีอะไรอยู่ในมือเลย
แต่ถ้าทำเพื่อขนถ่ายสินค้า ยกตู้คอนเทนเนอร์ข้ามฝั่งเพียงอย่างเดียวอย่าไปทำเลยครับ
เสียเวลา.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
โหน 'บังหล่า'
เรื่อง "บังหล่า" ทำเอาในโซเชียลลุกเป็นไฟครับ "บังหล่า" มีใบหน้าบางส่วนไปคล้ายกับพระพักตร์ในหลวง ปีนี้ "บังหล่า" อายุ ๔๒ แล้ว
ไม่ใช่ 'ทรัมป์' ทำไม่ได้
ช็อกโลกสิครับ! ยังไม่รู้จะเรียกเหตุการณ์อะไรดี ระหว่าง ลอบสังหาร กับ จัดฉาก แต่...ไม่ว่าจะเรียกอะไร ทุกสายตาก็โฟกัสไปที่ความเป็นโดนัลด์ ทรัมป์ กันทั้งนั้น
กาเหว่าสีส้ม
เป็นไปตามคาด...วานนี้ (๒๔ เมษายน) ศาลฎีการับคำร้องคดี ๔๔ สส. พรรคก้าวไกล เสนอกฎหมายแก้ ม.๑๑๒ ไว้พิจารณา คำร้องที่ขอให้ ๑๐ สส.พรรคประชาชนหยุดปฏิบัติหน้าที่นั้น ศาลยกคำร้องให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
กู้ ๕ แสนล้าน
ช่วงนี้มีแต่เรื่องแรงๆ ครับ รัฐบาลอนุทินบริหารประเทศมาแล้ว ๒๕ วัน สาหัสยิ่งกว่าบริหารมา ๑ ปี มาครบแทบจะทุกรสชาติครับ
ปอเนาะ
ครับ...ผลจากคำพูดของแม่ทัพภาคที่ ๔ “พล.ท.นรธิป โพยนอก” ทำพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมาเป็นที่สนใจกันอีกครั้ง
อยากได้แต่ไม่อยากจ่าย
จะหวังรอสงครามยุติดูไม่ง่ายเสียแล้วล่ะครับ

