
ภาษิตของคุณพี่ญี่ปุ่น ยุ่นปี่ นั้น...เขาว่าเอาไว้ประมาณว่า “It is by consuming it self that candle provides light for other.” หรือ “เทียนไขให้แสงสว่างแก่ผู้อื่น...ด้วยการเผาไหม้ตัวของมันเอง” ซึ่งก็ออกจะเป็นอะไรที่เก๋ ที่เท่ ที่น่าคิด สะกิดใจ มิใช่น้อย โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เผาอะไรต่อมิอะไร จนแทบไม่มีอะไรเหลือจะให้เผาอีกต่อไปแล้ว หรือผู้ชักจะแก่ ชักจะชรา จนเหลือแต่ต้องรอให้ใครต่อใครมาช่วยเผา ในช่วงเวลาขึ้นเมรุ อย่างอันตัวข้าพเจ้าเอง เป็นต้น...
แต่ที่เผาไป-เผามา...ตลอดช่วงชีวิตของตัวเองนั้น ก็ยังไม่ถึงกับแน่ใจว่าจะก่อให้เกิด แสงสว่าง อันเป็นสิ่งที่มีคุณประโยชน์มากมายมหาศาลสำหรับผู้อื่น หรือผู้ที่ไม่อยากตกอยู่ในความมืด จนต้องจุดโป๊ะ จุดตะเกียง จุดเทียนไขในช่วงเวลาค่ำคืน
และทำให้คุณพี่ญี่ปุ่น ยุ่นปี่ ท่านเลยหยิบเอากิจกรรมทำนองนี้มาใช้เป็นตัวอย่าง มาดัดแปลงเป็นวาทะ เป็นภาษิต ที่ก่อให้เกิดข้อคิด สะกิดใจ เกิดอุทาหรณ์สอนใจมิใช่น้อย เพราะบางครั้ง บางครา สิ่งที่เกิดการจุด การเผา มันอาจไม่ได้เกี่ยวกับความมืด-ความสว่างใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย แต่อาจหนักไปทางกะจะเผาบ้าน เผาเมือง กะให้แต่ละสิ่งแต่ละอย่างมอดไหม้ พังพินาศ ฉิบหาย ให้สิ้นเรื่อง สิ้นราว ให้รู้แล้ว รู้แรด ไปซะที...
อันนี้นี่แหละ...ที่ทำให้ยังไม่ถึงกับมั่นใจซักเท่าไหร่ ว่าเอาไป-เอามา โดยตัวเราเองนั้น สามารถเอาไปเปรียบกับ เทียนไข กับ โคมทองอันวาววาม หรืออาจต้องนำไปเปรียบกับ นักวางเพลิง กันแน่!!! เพราะภายใต้ความสว่างโร่ สว่างจ้าใดๆ ก็ตาม มันก็อาจนำมาซึ่งความมอดไหม้ เผาไหม้ หรือความพังพินาศ ฉิบหายต่างๆ นานา ตามมาด้วยอย่างมิอาจปฏิเสธ ด้วยเหตุนี้...การเป็น เทียนไข หรือเป็น นักวางเพลิง ก็คงหนีไม่พ้นต้องขึ้นอยู่กับผู้ที่คิดจะนำเอาสิ่งเหล่านี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สำหรับตัวเองนั่นแหละว่า อยากจะนำไปใช้ในทางใด ในทาง ฉิบหาย หรือในทาง สร้างสรรค์ ย่อมขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของแต่ละราย หรือขึ้นอยู่กับ ผู้ใช้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ผู้เผา ล้วนๆ แต่เพียงเท่านั้น...
แต่ภายใต้การเผาผลาญตัวเองมาเกือบตลอดทั้งชีวิต หรือมาจนจวบยามแก่ ยามชรา ชนิดแทบไม่เหลืออะไรให้เผาอีกต่อไปแล้ว ถ้าหากจะพูดถึงวัตถุประสงค์และความต้องการของตัวเองเป็นหลัก ก็คงอยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันออกไปทาง แสงสว่าง อยากให้มันเป็น ประโยชน์ กับผู้อื่นนั่นแหละเป็นสำคัญ เพราะจะด้วยความแก่ ความชรา หรือด้วยความอะไรก็แล้วแต่ มันอาจเป็นตัวช่วยฉุด ช่วยรั้ง อารมณ์-ความรู้สึกประเภทอยากจะเห็นความพังพินาศ ฉิบหาย ของผู้อื่นลงไปได้เยอะ หรือแทบไม่เหลือติดปลายนวมเอาไว้เลยก็ว่าได้ ความพยายามที่จะ จุดไฟในนาคร ขึ้นมาในแต่ละครั้ง แต่ละครา จึงหวังๆ ที่จะให้กลายเป็นตัวขับไล่ความมืด เป็นตัวนำมาซึ่งความสว่าง มากกว่าที่จะคิด เผาบ้าน-เผาเมือง เหมือนบรรดาพวกเด็กแว้น เด็กเวร ทั้งหลาย...
แต่กระนั้นก็ตาม...ไม่ว่าคิดจะเผาในแบบไหนต่อแบบไหน ก็คงหนีไม่พ้นต้องเริ่มต้นด้วยการเผาผลาญ หรือเผาไหม้ตัวเองกันก่อนนั่นแหละเป็นหลัก และเท่าที่เผามา-เผาไปเกือบจะค่อนชีวิต หรือเกือบแทบไม่เหลืออะไรให้เผากันต่อไปอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นไส้เทียน น้ำตาเทียน แทบไม่เหลือเป็นเชื้อ หรือเป็นพลังงานใดๆ ได้อีกต่อไป แต่คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้อีกนั่นแหละว่า มันแทบไม่ได้ช่วยให้เกิดการขับไล่ บรรดาปวง ความมืด ที่ยังคงปกคลุม แผ่ซ่าน ไปทั่วทั้งบ้าน ทั้งเมืองโดยส่วนใหญ่ ได้อย่างเท่าที่ควรจะเป็นเอาเลยแม้แต่น้อย และนั่นเอง...ที่อาจทำให้ใครต่อใคร ผู้ที่ยังมีอารมณ์ความรู้สึกแบบบรรดาพวก วัยรุ่นใจร้อน ทั้งหลาย ยังคงหนีไม่พ้นที่คิดจะ เผาบ้าน-เผาเมือง กันอีกต่อไป...
อันนี้นี่แหละ...ที่ทำให้ เทียนไข ที่กำลังใกล้หมดแสง หมดความสว่างอีกไม่ใกล้-ไม่ไกล เลยหนีไม่พ้นต้อง หลั่งน้ำตาเทียน ออกมาแบบพลั่กๆๆ โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงภาพ นึกถึงจินตนาการ ที่ ไฟนรกสุดขอบฟ้า สว่างโร่ขึ้นมา ณ เมื่อไหร่ ตอนไหน ได้ทุกเมื่อ ความพยายามที่จะหาทางทำให้ ไฟ ดวงใดก็แล้วแต่ หรือที่จะถูกจุดขึ้นมาโดยฝ่ายใดๆ ก็ตามที เป็นไปในทางสร้างสรรค์ หรือในทางที่มุ่งไปสู่การขับไล่ความมืด ไม่ว่าจะอยู่ในซอกมุมใดๆ หรืออยู่ภายในหัวจิต-หัวใจของผู้คน อันเป็นตัวก่อให้เกิดความโกรธ เกลียด เคียดแค้น อาฆาตพยาบาท ริษยาและชิงชัง มากกว่าที่จะเป็นไปในทางทำลาย ในทางที่คิดจะสร้างความพังพินาศ ฉิบหาย ให้กับใครต่อใครก็แล้วแต่ จึงอาจถือเป็นความพยายาม เผาไหม้ตัวเอง เป็นครั้งสุดท้าย โดยจะสำเร็จ-ไม่สำเร็จ สุดท้าย...ก็คงขึ้นอยู่กับ ผู้ใช้ และขึ้นอยู่กับ เงื่อนไข-เหตุปัจจัย ต่างๆ นั่นแหละเป็นสำคัญ...
---------------------------------------------------------------
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
คิดจะฟ้องไทย...ไงกลายเป็นหมาหัวเน่า
สันดานโจร สันดานคนโกหก กล่าวหาไทยด้วยข้อความเป็นเท็จ พูดจาด้วยท่าทีที่รุนแรง หวังที่จะฟ้องประชาคมโลกให้ช่วยรุมประณามไทย ดรามาว่าข้อพิพาทระหว่างเขากับเราในเวลานี้ ไทยเราเป็นคนเริ่มต้น ไทยเราเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็กอย่างไร้มนุษยธรรม ดรามาทำตัวเป็นผู้ถูกกระทำที่น่าสงสาร ใช้คนแก่
ความรู้-คู่-คุณธรรม
คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้...ว่าด้วยความ ก้าวหน้า-ก้าวไกล ของเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านการสื่อสารมันเลยทำให้บรรดา กูรู-กูรู้ ไม่ว่าในบ้านเราหรือในระดับโลกก็ตามที
'แคนดิเดต ผบ.' หวิดงานเข้า
จู่ๆ ก็เกือบงานเข้า บิ๊กไมค์-พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) หนึ่งในแคนดิเดตชิงเก้าอี้ "ผู้นำสีกากี" ต่อจาก ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์
แสนคนด่า...แต่ว่าล้านคนรัก
เมื่อนักการเมืองคนหนึ่งทำตัวชั่วร้ายแบบมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจนจนกลายเป็นคดีความและผ่านการไต่สวนของศาล จนถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงต้องติดคุกติดตาราง แต่เขาก็ใช้อำนาจทางการเมืองและทางการเงินเอาชนะกระบวนการยุติธรรมของไทย ทำให้กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คำตัดสินของศาลไร้ความหมาย ประชาชนผู้รักความยุติธรรม
ป้อมปราการที่มิมีผู้ใดจะตีแตก!!!
อย่างที่เคยพูดๆ เอาไว้ตั้งแต่ยังไม่ทันรู้ผล เลือกตั้ง ครั้งสุดท้ายของบ้านเรานั่นแหละว่า...ไม่ว่าใคร? พรรคใด? ได้เสียงข้างมาก ได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล แต่ย่อมหนีไม่พ้นต้อง ซวยฉิบหาย-ซวยตายห่า
โละ 'บัญชีผี' กอ.รมน.
เอ๊ะ!!! ไม่รู้มีอะไรในกอไผ่มากกว่าหน่อไม้หรือไม่ เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา "4 แคนดิเดต" ชิงเก้าอี้ "ผบ.ตร." หรือ "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" คนที่ 16 ต่อคิวจาก ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์

