
ไม่ใช่แค่เพราะ อ่านหนังสือหมดบ้าน ...แต่อาจด้วยเหตุเพราะความเป็นไปของโลกช่วงหลังๆ ทำให้ต้องไปคว้าหนังสือเก่าที่อ่านมาแล้วประมาณ 10 เที่ยวเห็นจะได้ มาอ่านทวนอีกรอบ นั่นคือ...หนังสือเรื่อง นางาซากิ-เสียงครวญแห่งสันติ หรือ The Bells of Nagasaki ที่เขียนโดยหัวหน้าแผนกรังสีวิทยา โรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยนางาซากิ ดร.ทาคาชิ นากาอิ (Takashi Nagai) หนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ที่อเมริกานำ ระเบิดนิวเคลียร์ มาหย่อนใส่หัวชาวญี่ปุ่น เมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง...
คือถึงเหตุการณ์ดังกล่าวจะผ่านมาแล้วเกือบศตวรรษ...แต่ด้วยเหตุเพราะความเป็นไปของโลกช่วงนี้ ท่าทางดูๆ จะหนีไม่พ้นต้องหวนกลับไปตั้งคำถามว่า จะนิวเคลียร์-ไม่นิวเคลียร์ ยิ่งเข้าไปทุกที เพราะ ชาติมหาอำนาจนิวเคลียร์ อย่างรัสเซียที่กำหัวรบชนิดนี้ไว้ในมือนับพันๆ หัวรบ และเพิ่งจะยกระดับ หลักนิยมการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ครั้งล่าสุด เมื่อไม่กี่เดือนมานี้เอง ถึงพยายามขีด เส้นแดง-เส้นตาย ไว้ชัดเจน ว่าควรงัดอาวุธมหาประลัยชนิดนี้ออกมาใช้เมื่อไหร่? แบบไหน? อย่างไร? แต่บรรดา เด็กที่ชอบเล่นไม้ขีดไฟ หรือพวก โลกตะวันตก ทั้งหลาย ไม่ว่าคุณพ่ออเมริกาหรือพันธมิตรพรมเช็ดเท้ายุโรปแต่ละราย กลับพร้อมยั่วยวน กวนส้นตีน หมีขาวรัสเซีย ชนิดเรียกว่า...หนักยิ่งกว่าอดีตนายกฯ ฮวยเซ็ง แห่งเขมร ที่พยายามสร้างความ เปรี้ยวมือ-เปรี้ยวเท้า ให้ใครต่อใครในบ้านเราแบบวันละ 3 เวลาหลังอาหาร ไม่รู้จะกี่เท่าต่อกี่เท่า...
ไม่เพียงมุ่งมั่นที่จะส่งจรวดพิสัยใกล้-พิสัยไกลให้กองทัพยูเครนไว้โจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย หรือเอาไว้ละเมิด เส้นแดง-เส้นตาย ที่รัสเซียเขาได้กำหนดไว้ใน หลักนิยมนิวเคลียร์ ครั้งใหม่ ล่าสุด...เห็นว่าคุณพ่ออเมริกายังได้นำเอาระเบิดนิวเคลียร์ ที่เรียกว่า Thermonuclear gravity bomb หรือ B61-12 ที่ว่ากันว่ามีอานุภาพการทำลายล้าง มากกว่าระเบิดนิวเคลียร์ที่ชื่อว่า Fatman ซึ่งเคยนำไปหย่อนใส่หัวชาวนางาซากิครั้งอดีตถึง 2 เท่า แม้จะเคยนำกลับมาจากอังกฤษเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว หรือเมื่อ สงครามเย็น ยุติลงไปเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อไม่กี่วันมานี้เอง...ก็กลับนำไปติดตั้งไว้ใหม่ ณ ฐานทัพอากาศ RAF ของอังกฤษอีกเที่ยว คล้ายๆ พร้อมจะให้อะไรต่อมิอะไรมัน ฉิบหาย-วายวอด กันไปในระดับทั่วทั้งโลก...อะไรประมาณนั้น!!!
ส่วนถ้าจะถามว่า...ระหว่าง ระเบิดนิวเคลียร์ กับระเบิดธรรมดา มันผิดแผก แตกต่างกันแบบไหน? อย่างไร? สิ่งที่ ดร.ทาคาชิ นากาอิ ท่านบอกไว้โดยละเอียดในหนังสือเรื่อง The Bell of Nagasaki น่าจะพอช่วยให้นึกภาพความน่าเกลียด น่าทุเรศ น่าอเนจอนาถ เวทนา ของอาวุธชนิดนี้ได้มั่ง ดังข้อความที่ว่า...“ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างความเสียหายที่เกิดจากระเบิดธรรมดากับระเบิดปรมาณู (นิวเคลียร์) นั้นคือ หนึ่ง กรณีของระเบิดปรมาณู ความเสียหายที่เกิดจากชิ้นส่วนแตกหักต่างๆ ที่ปลิวว่อนออกมากระทบ...แทบไม่มีความสำคัญ สอง ระเบิดปรมาณูแผ่กัมมันตรังสี และสาม กัมมันตรังสีเหล่านี้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงแม้อีกนานวันต่อมา อานุภาพของระเบิดปรมาณูนั้นรุนแรงจนไม่อาจบรรยายได้ ผู้คนที่ได้รับผลกระทบอย่างจังเช่นที่อยู่นอกอาคาร บนหลังคา ตามหน้าต่าง จะถูกอัดกระแทกลงไปกองกับพื้น หรือไม่ก็ถูกพัดตวัดให้ลอยละลิ่วไปกับแรงพายุ”
และ... “คนส่วนใหญ่ที่อยู่ในรัศมีหนึ่งกิโลเมตรจากจุดศูนย์กลางแห่งการระเบิด ถ้าไม่ตายทันที ก็อีกสอง-สามนาทีหลังจากนั้น ห้าร้อยเมตรจากจุดศูนย์กลางระเบิด เราพบร่างไร้ชีวิตของหญิงซึ่งนอนอยู่ในสภาพหน้าท้องเปิดแตก ทารกที่เคยอยู่ในครรภ์หลุดออกมากองระหว่างขาของเธอ หากแม่และลูกยังผูกโยงกันด้วยสายสะดือที่เคยเชื่อมระหว่างสองชีวิต ยังมีศพที่หน้าท้องแตกออกจนเห็นอวัยวะภายในชัดเจนอีกมากมายหลายศพ เจ็ดร้อยเมตรจากตำแหน่งระเบิด เราพบศีรษะมนุษย์หลายหัวที่กระเด็นจากร่าง กะโหลกแตกร้าว เลือดไหลจากช่องหู ยังมีบาดแผลที่เกิดกับผิวหนังที่เปิดม้วนอย่างทันที-ทันใด แต่ยังห้อยรุ่งริ่งติดอยู่กับร่างกาย ผิวหนังของเหยื่อแห่งความร้อนสูงสุดที่แผ่ออกมาในนาทีระเบิด หลุดลอกจากที่เคยปกคลุมเนื้อชั้นใน ด้วยความกว้างแต่ละจุดประมาณหนึ่งเซนติเมตร มันฉีกออกเป็นริ้วๆ ม้วนลอกห้อยเป็นแผ่นยาว ดูเหมือนไม้ขนไก่หรือไม้ถูพื้นที่มีสีน้ำตาลเข้มปนม่วง จากจุดที่ผิวลอก มีเลือดออกอยู่ที่ผิวหนังชั้นใน ขณะถูกจู่โจม เหยื่อแห่งความร้อนเหล่านี้จะไม่รู้สึกปวดแสบปวดร้อนมากนัก แต่อีกชั่วขณะ...พวกเขาจะทรมานอย่างแสนสาหัส ตามด้วยอาการหนาวสั่นสุดจะทนทานได้ ผิวที่ลอกออกมาบอบบางและหลุดอย่างง่ายดาย ทำให้ผู้ได้รับบาดเจ็บเช่นนี้ มักตายลงไปนับจากนั้น...”
นี่...น่าเกลียด น่าทุเรศ น่าอเนจอนาถขนาดไหน? ก็ลองไปนึกๆ คิดๆ เอาเองก็แล้วกัน แต่ดูเหมือนว่า...เพียงแค่นี้ยังอาจไม่ สะใจ ต่อบรรดาผู้ประดิษฐ์ คิดค้น อาวุธมหาประลัยเหล่านี้เอาเลยแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้...เมื่อช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี่เอง ว่ากันว่า...กระทรวงกลาโหมสหรัฐได้ขออนุมัติงบประมาณต่อสภาคองเกรส เพื่อพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์รุ่นใหม่ที่เรียกว่า B61-12 ซึ่งจะมีอานุภาพมากกว่าที่เคยใช้ทำลายเมืองฮิโรชิมาขึ้นไปอีกถึง 24 เท่า ด้วยข้ออ้างว่าเพราะรัสเซียยุคที่ยังเป็นสหภาพโซเวียต เคยมีระเบิดนิวเคลียร์ชื่อว่า Tsar Bomba ที่ว่ากันว่ามีอานุภาพระเบิดมากกว่าที่เคยถล่มฮิโรชิมาถึง 1,500 เท่า จริง-ไม่จริงก็แล้วแต่จะว่ากันไป แต่ที่แน่ๆ ก็คือ...อะไรมันจะโหดเหี้ยม อำมหิต ผิดมนุษย์มนาเท่านี้ย่อมไม่มีอีกแล้ว สำหรับ สงคราม ที่นับวันใกล้ๆ จะกลายเป็น สงครามนิวเคลียร์ ยิ่งเข้าไปทุกที!!!.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
คิดจะฟ้องไทย...ไงกลายเป็นหมาหัวเน่า
สันดานโจร สันดานคนโกหก กล่าวหาไทยด้วยข้อความเป็นเท็จ พูดจาด้วยท่าทีที่รุนแรง หวังที่จะฟ้องประชาคมโลกให้ช่วยรุมประณามไทย ดรามาว่าข้อพิพาทระหว่างเขากับเราในเวลานี้ ไทยเราเป็นคนเริ่มต้น ไทยเราเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็กอย่างไร้มนุษยธรรม ดรามาทำตัวเป็นผู้ถูกกระทำที่น่าสงสาร ใช้คนแก่
ความรู้-คู่-คุณธรรม
คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้...ว่าด้วยความ ก้าวหน้า-ก้าวไกล ของเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านการสื่อสารมันเลยทำให้บรรดา กูรู-กูรู้ ไม่ว่าในบ้านเราหรือในระดับโลกก็ตามที
'แคนดิเดต ผบ.' หวิดงานเข้า
จู่ๆ ก็เกือบงานเข้า บิ๊กไมค์-พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) หนึ่งในแคนดิเดตชิงเก้าอี้ "ผู้นำสีกากี" ต่อจาก ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์
แสนคนด่า...แต่ว่าล้านคนรัก
เมื่อนักการเมืองคนหนึ่งทำตัวชั่วร้ายแบบมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจนจนกลายเป็นคดีความและผ่านการไต่สวนของศาล จนถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงต้องติดคุกติดตาราง แต่เขาก็ใช้อำนาจทางการเมืองและทางการเงินเอาชนะกระบวนการยุติธรรมของไทย ทำให้กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คำตัดสินของศาลไร้ความหมาย ประชาชนผู้รักความยุติธรรม
ป้อมปราการที่มิมีผู้ใดจะตีแตก!!!
อย่างที่เคยพูดๆ เอาไว้ตั้งแต่ยังไม่ทันรู้ผล เลือกตั้ง ครั้งสุดท้ายของบ้านเรานั่นแหละว่า...ไม่ว่าใคร? พรรคใด? ได้เสียงข้างมาก ได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล แต่ย่อมหนีไม่พ้นต้อง ซวยฉิบหาย-ซวยตายห่า
โละ 'บัญชีผี' กอ.รมน.
เอ๊ะ!!! ไม่รู้มีอะไรในกอไผ่มากกว่าหน่อไม้หรือไม่ เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา "4 แคนดิเดต" ชิงเก้าอี้ "ผบ.ตร." หรือ "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" คนที่ 16 ต่อคิวจาก ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์

