โอกาสและความท้าทาย

อีอีซี หรือ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เป็นความหวังใหม่ของไทยในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและดึงดูดนักลงทุน แต่การระบาดของโควิด-19 ในช่วง 2 ปีนี้ทำให้ภาครัฐต้องมีการปรับแผนเพื่อดึงดูดการลงทุน ซึ่งที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้ใช้เครื่องมือในการส่งเสริมการลงทุนในปี 2564 ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัยใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่เข้ามาทำงานในอีอีซี จากอัตราก้าวหน้า สูงสุด 35% ให้เหลือในอัตราไม่เกิน 17% ของเงินได้พึงประเมิน รวมทั้งจะมีการต่ออายุมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่หมดอายุในปลายปี 2564

มาตรการจูงใจดังกล่าวจึงเป็นเครื่องมือสำคัญช่วยสนับสนุนการเติบโตของการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีในอีอีซี ซึ่งปี 2563 ได้พัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต โดยเฉพาะเทคโนโลยี 5G ในอีอีซีลงทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชน และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยี 5G

เริ่มเพิ่มการลงทุนต่อเนื่องได้แก่ ธุรกิจการแพทย์ (Medical Hub) ธุรกิจโลจิสติกส์ รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวกับออร์โตเมชั่นและอากาศยาน จะเห็นว่าตั้งแต่ปี 2561-2564 อีอีซีดึงเงินลงทุนแล้ว 1.7 ล้านล้านบาท

และในปี 2565 อีอีซีมีเป้าหมายที่จะเร่งสร้างเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็ง ขับเคลื่อนแผนลงทุนระยะ 2 อีอีซี (ปี 2565-2569) ตั้งเป้าเกิดการลงทุน 2.2 ล้านล้านบาท รวมถึงเร่งผลักดันโครงสร้างพื้นฐานหลัก 4 บิ๊กโปรเจ็กต์ อย่างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน สนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 และท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ซึ่งขณะนี้มีความก้าวหน้าการก่อสร้างและส่งมอบพื้นที่โครงการต่อเนื่อง

ล่าสุดได้มีการจัดตั้งบริษัท อีอีซี พัฒนาสินทรัพย์สนามบิน จำกัด หรือ EAD ที่มี สกพอ.ถือหุ้น 100% มีเป้าหมายพัฒนาอุตสาหกรรมการบินในพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมการบินภาคตะวันออก (ATZ) และสนามบินอู่ตะเภา เพื่อให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เทียบเท่าสิงคโปร์ ดูไบ และฮ่องกง และยกระดับเป็นสนามบินระดับโลกและเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค

ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูง คณะอนุกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กบอ.) ได้รับทราบการดำเนินงานของคณะกรรมการกำกับดูแลสัญญา โดยเรื่องยังไม่ได้ส่งมาที่อีอีซีแต่อย่างใด มีสาระหลักได้แก่ 1.กระทรวงคมนาคมให้เอกชนสร้างส่วนทับซ้อนงานโยธาของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน และโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงบางซื่อถึงดอนเมือง ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขสัญญาโดยไม่เป็นภาระทางการเงินของภาครัฐ

2.การบรรเทาผลกระทบโควิด-19 อย่างเหมาะสมให้กับเอกชน ซึ่งแม้ขณะนี้จำนวนผู้โดยสารจะเริ่มกลับมา แต่ยังห่างจากประมาณการตามการศึกษาที่ 80,000 คนต่อวัน โดยการแก้ไขสัญญาจะให้ความสำคัญกับการปรับระยะเวลาค่าสิทธิ์เป็นสำคัญ โดยเร่งรัดดำเนินการเจรจาในข้อเสนอเพิ่มเติมของเอกชนคู่สัญญาให้ได้ข้อยุติโดยเร็วก่อนดำเนินการ โดยภาครัฐไม่เสียประโยชน์ และเป็นธรรมต่อภาคเอกชน บนพื้นฐานความเป็นหุ้นส่วนในโครงการร่วมกัน

3.การส่งมอบพื้นที่ช่วงสุวรรณภูมิถึงอู่ตะเภา ปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ส่งมอบพื้นที่ให้เอกชนคู่สัญญาแล้ว 3,493 ไร่ หรือได้เกือบครบทั้งหมด 100% แล้ว เหลือพื้นที่ส่งมอบเพียง 20 ไร่ หรือประมาณ 0.57% ที่เจ้าของพื้นที่เดิมยังหาที่อยู่ใหม่ไม่ได้ รฟท.จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือน พ.ค.2565

นอกจากนี้ โครงการธีมพาร์คและสวนน้ำ "โคลัมเบีย พิคเจอร์ส อควาเวิร์ส" แห่งแรกของโลก ซึ่งเป็นการลงทุนจากบริษัท โซนี่พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ผู้ผลิตภาพยนตร์ระดับโลก ที่จะเป็นเมืองสวนสนุก เครื่องเล่นอัจฉริยะมาตรฐานโลก สามารถเปิดระยะที่ 1 ได้ในวันที่ 8 เม.ย.2565 และโครงการระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก (EFC) ได้ขยายความจุห้องเย็น จากเดิม 4,000 ตัน เป็น 10,000 ตัน คาดว่าการดำเนินงานทั้งหมดจะแล้วเสร็จและสามารถเปิดได้ภายในปี 2566

ขณะที่ โครงการพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จ 100% เตรียมเปิดอย่างเป็นทางการในเดือน พ.ย.2565 เพื่อรองรับการประชุมผู้นำเอเปก

ดังนั้น แม้ว่าการระบาดของโควิด-19 จะทำให้การใช้ชีวิตและการทำธุกิจเปลี่ยนไป หันมาพึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ทุกอย่างเต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทาย ซึ่งเชื่อว่าด้วยมาตรการจูงใจที่ภาครัฐได้นำออกมาใช้ขณะนี้น่าจะสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้ตามเป้าหมาย แต่สิ่งสำคัญ ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือร่วมใจกันสร้างบรรยากาศในการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง มือไม่พายก็อย่าเอาเท้าราน้ำกันเลย.

บุญช่วย ค้ายาดี

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปลด 5 จุดล็อก SME ไทย

วันนี้โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างรวด เร็วมาก ทั้งภาวะโลกร้อน ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยน แปลงทางเทคโนโลยี วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ซึ่งเปรียบเหมือนรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทยที่มีจำนวนกว่า 3.28 ล้านราย ขับเคลื่อนGDP ถึง 35%และจ้างงานคนไทยถึง 13.6 ล้านคน หรือมากกว่า 99.5%ของธุรกิจทั้งประเทศ จึงไม่อาจปล่อยให้ผู้ประกอบการเผชิญหน้ากับพายุเศรษฐกิจโลกเพียงลำพังได้ เราต้องการเปลี่ยนมุมมองระดับโลกให้กลายมาเป็นแนวทางที่นำมาลงมือปฏิบัติจริงได้ในท้องถิ่น เพื่อยกระดับความยืดหยุ่นและการเติบโตที่สมดุล

AI ยิ่งเก่ง...คนมีประสบการณ์ยิ่งได้เปรียบ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ได้เปลี่ยนวิธีการทำงานของผู้คนอย่างรวดเร็ว งานที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมงสามารถสรุป วิเคราะห์

‘หนี้สูง-ศก.เปราะบาง’ฉุดฝันมีบ้าน!?!?

‘บ้าน’ ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่อยู่อาศัย แต่ยังสะท้อนถึงคุณภาพชีวิต ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความหวังของผู้คนในการสร้างอนาคตของตัวเอง อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความฝันในการมีบ้านเป็นของตัวเองกลับกลายเป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้นสำหรับประชาชนจำนวนไม่น้อย ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและปัจจัยรอบด้านที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย

‘พลังงาน-Ai'แกนหมุนใหม่ศก.อาเซียน

นับเป็นเวลาเกือบสองทศวรรษที่ประเทศไทยห่างหายจากการเป็นศูนย์กลางจัดงานประชุมพลังงานระดับโลก แต่การกลับมาเปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ของ “Gastech 2026” ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมนานาชาติไบเทค (BITEC) ระหว่างวันที่ 14-17 ก.ย.2569 นี้ ถือเป็น "การกลับมาเป็นเจ้าภาพครั้งสำคัญในรอบ 18 ปี" ที่เต็มไปด้วยความหมายเชิงยุทธศาสตร์

ไทยปักหมุดฮับเวลเนสโลก

ปัจจุบันกระแสการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก ท่ามกลางพฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพกายและใจควบคู่ไปกับการพักผ่อน

เพิ่มสภาพคล่อง ใช้สินเชื่ออย่างฉลาด

SME หรือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่มาจากฐานรากหรือประชาชนคนทั่วไปที่ประกอบธุรกิจ ซึ่งเป็นอีกภาคธุรกิจที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของไทย ซึ่งมูลค่าทางเศรษฐกิจของ SME ต่อ GDP ประเทศมีมากกว่า 35% และยังเป็นแหล่งการจ้างงานที่สำคัญของแรงงานในประเทศ โดยมีสัดส่วนการจ้างงาน 71% ของการจ้างงานทั้งประเทศ