แอกชัน “ผบ.ทบ.” ป้องสถาบันฯสำรวจเหตุปัจจัยก่อนถึงจุดเดือด

หลังจากกลุ่มเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันแถวหนึ่ง แถวสองถูกกวาดล้างจับกุมดำเนินคดีตามฐานความผิด มาตรา 112 เกือบหมด ทำให้ในปี 2565 แกนนำเยาวชนแถวสามต่างออกมาเคลื่อนไหวอย่างหนักหน่วง รณรงค์ทำกิจกรรมการต่อต้านขบวนเสด็จฯ จนถูกจับกุม

ไม่เท่านั้นยังเกิดปรากฏการณ์ที่สุ่มเสี่ยงอีกมากมาย จากเหล่าบรรดา “ครีเอทีฟ-คอนเท็นครีเอเตอร์” ใช้ปมเรื่องสถาบันมาเป็นพล็อตเรื่องในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ไล่ตั้งแต่อินโฟกราฟฟิกของ “สายการบินเวียตเจ็ท” ในวัน “เอพริลฟูลเดย์” และล่าสุดแคมเปญโฆษณาของแพลตฟอร์ม “ลาซาด้า”

ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา กองทัพพยายาม “นิ่ง” และไม่ออกหน้า ปล่อยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตาม จับกุม ดำเนินคดี ตามกระบวนการยุติธรรม  แต่ผู้ทำกิจกรรมต่างก็ปรับรูปแบบในการแสดงออก เพื่อหลบหลีกกฎหมาย แต่ไม่อาจปกปิดเจตนาที่ต้องการแสดงออกให้สังคมเห็นถึงด้านลบ และ ความไม่จำเป็นในการมีสถาบันพระมหากษัตริย์คู่สังคมไทย

บทบาทของผู้บัญชาการทหารบก ในยุคที่ “บิ๊กบี้” พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ เป็นผู้บัญชาการทหารบก พยายามระมัดระวังในการแสดงออก ป้องกันไม่ให้กลุ่มต่อต้านใช้กองทัพเป็นเครื่องมือกระทบชิ่งไปยังสถาบัน เหมือนเช่นที่เกิดขึ้นในช่วงที่ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เป็นผู้บัญชาการทหารบก 

 ภาพการปฏิบัติของกองทัพบกจึงใช้กลไกในด้านข่าวสารเชิงยุทธศาสตร์ ตอกย้ำกิจกรรมของสถาบันที่ทำเพื่อส่วนรวม ผ่านเพจทางการของหน่วยทหารเพื่อให้เห็นพระราชกรณียกิจสำคัญๆ ของพระบรมวงศานุวงศ์ เลยไปถึงการแชร์ รีทวีตเพจ หรือ ทวิตเตอร์ที่ตีแผ่ “ด้านมืด” เบื้องหลังกลุ่มต้านสถาบัน

เช่นเดียวกับสถานการณ์ด้านข่าวกรองที่ยังติดตามความเคลื่อนไหวในด้านนี้ ผ่าน ศปก.6484 ที่ประสานหน่วยงานต่างๆ ให้ข้อมูลที่ได้รับมาเพื่อนำไปประกอบการดำเนินคดีของพนักงานสอบสวน ที่ในปัจจุบันพบปรากฏการณ์ที่น่ากังวลมากขึ้นเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เรียกได้ว่า “คลั่งล้มเจ้า” จากแสดงออกทางสัญลักษณ์ และคำพูดที่ก้าวร้าว บ่งชี้ถึงความเกลียดชัง ผ่านประโยคที่คุ้นหูจากโลกโซเชียลมีเดีย และชุดความรู้จากฝ่ายที่เรียกตัวเองว่า “ฝ่ายก้าวหน้า” โดยไม่มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง

ขณะที่ พล.อ.ณรงค์พันธ์ก็ใช้ทวิตเตอร์ Narongpan Jittkewta รีทวีตกิจกรรมของหน่วยทหารทั่วประเทศในภารกิจต่างๆ รวมไปถึงเพจที่นำเสนอข่าวสารบ้านเมืองในด้านปกป้องสถาบันมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ถูกฝ่ายต้าน “ล่อเป้า” จนในที่สุดทวิตเตอร์ดังกล่าวก็หยุดการเคลื่อนไหวไปในช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา

ท่ามกลางกระแสความกดดันอย่างรอบด้านในสาย “อนุรักษนิยม” ที่เห็นว่าบทบาทของผู้บัญชาการทหารบก ในการออกมาแสดงบทบาทในการปกป้องสถาบันควรจะหนักแน่น ชัดเจนกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ใช่ปล่อยให้มีการหยามหมิ่นสถาบันรายวัน

จนมีข่าวลือว่า เกิดความไม่พอใจ พล.อ.ณรงค์พันธ์ ในแวดวง “ผู้ใหญ่” ที่ปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ขึ้น และอาจจะกระทบกระเทือนต่อตำแหน่ง ผบ.ทบ.ในช่วงการโยกย้ายปลายปี ที่อาจจะขยับขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด หรือปลัดกระทรวงกลาโหม ก่อนเกษียณอายุราชการ ท่ามกลางเกมอำนาจระหว่างรุ่นที่ต่างฝ่ายต่างอยากกุมบังเหียนกองทัพ    

ยิ่งเมื่อเกิดกรณีของ “ลาซาด้า” ซึ่งโฆษณาของแพลตฟอร์มดังกล่าวเผยแพร่เป็นวงกว้าง มีผู้ใช้บริการทั่วประเทศจำนวนมหาศาล อีกทั้งผู้ที่เป็นตัวแสดงไม่ได้คิดว่าสิ่งที่กระทำเป็นความผิดแต่อย่างใด ยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้ ผบ.ทบ.ตัดสินใจสั่งการในที่ประชุม ศปก.ทบ. หรือที่เรียกว่า “มอร์นิ่งบรีฟ” เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา ห้ามรถขนส่งจากแพลตฟอร์มดังกล่าวเข้ามาทุกหน่วย และห้ามสั่งซื้อสินค้าจากแหล่งนี้ และคำสั่งการปฏิบัติผ่าน “วิทยุ” หรือเอกสารสั่งหน่วยขึ้นตรงปฏิบัติที่ว่อนอยู่ในเน็ต ใช้ยาแรงคาดโทษหากหน่วยใดฝ่าฝืน

ยังไม่นับบทบาท หน้าที่ของ พล.อ.ณรงค์พันธ์ ที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยเฉพาะกิจทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ 904 (ฉก.ทม.รอ.904) อีก 1 ตำแหน่ง มีภารกิจชัดเจนในการปกป้อง รักษาความปลอดภัย ถวายพระเกียรติพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์  ประกอบกับ ทบ.มีหน่วยรักษาพระองค์ประมาณ 100 หน่วย ประกอบด้วย 3 กองพล 30 กรม และ กว่า 30 กองพัน ซึ่งถวายสัตย์ปฏิญาณตนในการทำหน้าที่ จึงมีเหตุผลที่ควรจะออกมาอยู่ “แถวหน้า” ในสถานการณ์ที่สถาบันถูกโจมตี ดูหมิ่นอย่างหนักหน่วง

แม้จะเข้าทางกลุ่มต้านเผด็จการ-กลุ่มปฏิรูปสถาบัน ที่ออกมาปลุกกระแสต่อยอดให้โต้กลับได้ในเรื่องบทบาทหน้าที่ของกองทัพ แต่คงไม่ได้ทำให้กองทัพ ซึ่งเป็นปราการด่านสุดท้ายในการพิทักษ์รักษาสถาบันถอยทัพไป 

แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณเปิดทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่เดินตามกระบวนการกฎหมาย ไม่ต้องหวั่นเกรงกระแสของโลกโซเชียลอีกต่อไป.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อนุทิน' ปลุกทัพสีน้ำเงิน ฝ่าศึกการเมืองรอบด้าน

ในห้วงเวลาเพียงกว่า 2 เดือนของรัฐบาลที่มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย บริหารประเทศ อาจยังเร็วเกินไปที่จะชี้ชะตาว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถประคองตัวอยู่ครบวาระได้หรือไม่

'อนุทิน'ขันนอต'รมต.สีน้ำเงิน' หนีมรสุมการเมือง-ไร้ผลงาน

ในช่วงเวลาเพียง 2 เดือนเศษของรัฐบาลที่มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ยังอาจเร็วเกินไปที่จะตัดสินอนาคตว่าจะอยู่ครบเทอมหรือไม่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมาต้องเผชิญกับประเด็นทางการเมืองหลายเรื่องที่ต้องชี้แจงและบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง

ล้างกระดาน"ภูเก็ต"ใหม่ รีเซตเชื่อมั่น"ปราบอิทธิพล"

กลายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่อลหม่านในช่วงที่ผ่านมา สำหรับ ‘ภูเก็ต’ ไข่มุกแห่งอันดามัน ที่นอกจากความสวยงามแล้ว ยังเต็มไปด้วย ‘ผลประโยชน์มหาศาล’

มหากาพย์ฮั้วสว.เกมวัดใจกกต. ส่งศาลหรือฟอกขาวกลุ่มสีน้ำเงิน

คดีมหากาพย์ฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ถูกจุดพลุขึ้นมาเขย่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อีกระลอก เมื่อพรรคประชาชน โดย "ไอติม" นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หงายไพ่เด็ดเปิดคลิปวิดีโอหลักฐานแฉกรรมการ กกต.และเจ้าหน้าที่ระดับสูง เดินยึดโพยรายชื่อและหมายเลขคาคูหาเลือก สว.ระดับประเทศ ทว่ากลับปล่อยผ่านไฟเขียวให้โหวตต่อจนจบพิธีกรรม กลายเป็นเบ็ดล็อกคอ กกต.ชุดใหญ่ บีบให้ต้องเลือกระหว่างการทำหน้าที่ผู้คุมกฎ หรือยอมถูกตราหน้าเป็นนั่งร้านกางปีกป้องขบวนการกินรวบสภาสูงที่มีรายชื่อผู้ต้องสงสัยกว่า 229 ชีวิต

ปมที่ดิน จุดตายนักการเมือง-เศรษฐี “สหายแสง-ศุภชัย”ไม่ใช่รายสุดท้าย

จากกรณีเมื่อ 11 มิ.ย. ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีของ ศุภชัย โพธิ์สุ หรือสหายแสง อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และอดีต

ไชยชนกลุยไฟTH-AI Passport บนข้อกังขา 'สีน้ำเงินคอนเนกชัน' แจงไม่เคลียร์เสี่ยงฉุดรัฐบาลทรุด!

เสียรังวัดทางการเมืองมากพอสมควรสำหรับ ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม-เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ลูกชายพี่ใหญ่-บิ๊กบราเธอร์ขั้วสีน้ำเงิน เนวิน ชิดชอบ ที่กำลังถูกตรวจสอบอย่างหนักกับความพยายามเดินหน้า