
ยังคลุมเครือ พลิกแล้วพลิกอีกทางการเมืองต่อไป สำหรับ เส้นทางการเมือง ของ บิ๊กตู่-พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพราะหลังเมื่อวันจันทร์ที่ 7 พ.ย. พี่ใหญ่ 3 ป. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และผู้จัดการรัฐบาล ออกมาระบุว่า หากพลเอกประยุทธ์และ ส.ส.พลังประชารัฐปัจจุบันจะไม่อยู่กับพรรคต่อไปก็ไม่เป็นไร ไม่ห้ามใครย้ายออกทั้งนั้น
“ก็แยกไปไม่เป็นไร ไม่เป็นไร การเมืองก็ว่ากันไป ไปเลย ไปไหนก็ไป ไม่ว่าอะไร ใครอยากไปไหนเป็นเรื่องของตัวบุคคล ไม่ห้าม ไม่ห้ามใครทั้งนั้น"
เป็นคำกล่าวของพลเอกประวิตร หลังถูกสื่อถามถึงว่า หาก พล.อ.ประยุทธ์ไม่อยู่พรรค พปชร. อาจขน ส.ส.ไปด้วย และ พล.อ.ประยุทธ์จะไปไม่ห้ามใช่หรือไม่
เท่านั้นเอง ตลาดการเมือง แวดวงการเมือง ก็เทน้ำหนักกันไปในทางเดียวกัน 3 ป.แยกกันเดิน ทางใครทางมัน แน่นอนคือ พลเอกประวิตรก็เป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และแคนดิเดตนายกฯ พลังประชารัฐตอนเลือกตั้ง ส่วนพลเอกประยุทธ์ก็สวิงไปที่ พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ไปตอกเสาเข็มรอไว้หลายเดือนแล้ว
อย่างไรก็ตาม ท่าทีล่าสุด พลเอกประยุทธ์หลังการประชุม ครม.เมื่อ 8 พ.ย. พบว่า พลเอกประยุทธ์ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ประเด็นการเมือง โดยเมื่อผู้สื่อข่าวพยายามถามว่าข่าวการโยกย้ายพรรคทำให้เสียสมาธิในการทำงานหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินออกจากวงสัมภาษณ์ พร้อมกล่าวว่า "อ๋อ ยัง ไม่ย้งไม่ย้ายทั้งนั้นแหละ"
การเลี่ยงที่จะแสดงความชัดเจนทางการเมืองดังกล่าวของพลเอกประยุทธ์ข้างต้น ถามว่าสื่อถึงอะไร มันก็คือการสื่อถึงการต้องการมุ่งสมาธิการเมือง การทำงาน ไปที่การเตรียมจัดประชุมเอเปกวันที่ 18-19 พ.ย.นี้ก่อน หลังจากนั้นเรื่องการเมืองต่างๆ ค่อยมาว่ากัน
และในความเป็นจริงอย่าลืมว่า สถานะทางกฎหมายของพลเอกประยุทธ์จนถึงปัจจุบัน แม้ตอนเลือกตั้งปี 2562 พลเอกประยุทธ์จะลงชิงแคนดิเดตนายกฯ พรรคพลังประชารัฐ แต่จนถึงปัจจุบัน พลเอกประยุทธ์ก็ยังไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐแต่อย่างใด ไม่ได้มีตำแหน่งอะไรในพลังประชารัฐ
ทำให้พลเอกประยุทธ์คงรู้สึกว่าตัวเองก็ไม่ได้อยู่พลังประชารัฐแต่อย่างใด ดังนั้นที่บอกไม่ย้ายพรรคอะไร จึงอาจหมายถึงว่า หากการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น พลเอกประยุทธ์สวิงตัวเองไปที่รวมไทยสร้างชาติ ไม่ได้อยู่กับพลังประชารัฐ ตัวพลเอกประยุทธ์ก็อาจไม่ได้รู้สึกว่าย้ายพรรคอะไร เพราะปัจจุบันก็ไม่ได้อยู่พรรคไหน แต่หากไปรวมไทยสร้างชาติ พลเอกประยุทธ์อาจเลือกที่จะเล่นบทบาทการเป็นนักการเมืองเต็มตัวมากกว่าตอนอยู่พลังประชารัฐ เช่น อาจเป็นทั้งแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค เป็นสมาชิกพรรค มีตำแหน่งในพรรครวมไทยสร้างชาติก็ได้
ด้วยเหตุนี้ ที่พลเอกประยุทธ์บอกว่า “ยัง ไม่ย้ายทั้งนั้นแหละ” จึงยังไม่ได้มีนัยสำคัญการเมืองใดๆ ที่จะบ่งบอกและชี้ชัดว่า เลือกตั้งที่จะมีขึ้น พลเอกประยุทธ์จะอยู่ที่พลังประชารัฐ
ซึ่งทั้งหมดต้องรอหลังเอเปกที่คาดว่า การตัดสินใจทางการเมืองของพลเอกประยุทธ์จะชัดเจนขึ้นบนสามทางแยก-สามทางเลือก คือ
1.วางมือการเมือง ไปลงการเมืองรอบหน้า อาจจะเว้นวรรคไปสักระยะ
2.ยังเล่นการเมืองต่อ โดยอยู่กับพลังประชารัฐ เป็นแคนดิเดตนายกฯ พลังประชารัฐ และปรับตัวให้สัมพันธ์กับพลังประชารัฐมากขึ้น เช่น สมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ มีตำแหน่งในพรรค
3.เล่นการเมืองต่อ แต่ไม่อยู่พลังประชารัฐ ออกไปสร้างพื้นที่การเมืองของตัวเอง โดยไปอยู่ที่รวมไทยสร้างชาติ ด้วยการลงเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของรวมไทยสร้างชาติ และมีตำแหน่งในรวมไทยสร้างชาติ
โดยหากดูจากถึงตอนนี้ ถ้าดูจากท่าทีและบริบทการเมืองต่างๆ เชื่อได้แล้วว่า พลเอกประยุทธ์ยังคงเลือกที่จะอยู่บนถนนการเมืองต่อไปในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นแน่นอน เพียงแต่จะเดินต่อไปแบบไหนเท่านั้นเอง จะอยู่กับพลังประชารัฐต่อไป โดยเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพลังประชารัฐ และมีอีก 2 ชื่อประกบคือ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ, พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อย่างที่มีกระแสข่าว และยอมกับสูตรนายกฯ คนละครึ่ง โดยให้พี่ใหญ่ ป.ป้อม พลเอกประวิตร ได้ลุ้นเป็นนายกฯ หากสุดท้ายพรรคการเมืองขั้วรัฐบาลปัจจุบันรวมเสียงกันแล้วหลังเลือกตั้ง ยังมี ส.ส.มากกว่าพรรคฝ่ายปัจจุบันจนสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ หรือสุดท้าย พลเอกประยุทธ์เลือกที่จะไปอยู่ที่รวมไทยสร้างชาติ แล้วใช้รวมไทยสร้างชาติเป็นฐานการเมืองระยะยาวของตัวเองต่อไป
กระนั้นหากพลเอกประยุทธ์เลือกทางเดินนี้ก็เหนื่อยไม่ใช่เล่น เพราะไม่มีพลเอกประวิตรคอยช่วยดูแล-บริหารจัดการทางการเมืองให้เหมือนหลายปีที่ผ่านมา อีกทั้งหากรวมไทยสร้างชาติไม่ประสบความสำเร็จทางการเมืองมากนักหลังเลือกตั้ง ไม่สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะได้ ส.ส.น้อยกว่า ภูมิใจไทย-พลังประชารัฐ ถ้าออกมาแบบนี้ พลเอกประยุทธ์ก็หนัก-เหนื่อยแน่
เพราะอย่างที่มีกระแสข่าวว่า กลุ่มการเมืองต่างๆ ในพลังประชารัฐอาจย้ายตามพลเอกประยุทธ์เข้ามาที่รวมไทยสร้างชาติ เช่น กลุ่มสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน-ผอ.พรรคพลังประชารัฐ หรือแม้แต่กลุ่มสามมิตรของสมศักดิ์ เทพสุทิน ถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน และอาจพลิกได้ในนาทีสุดท้าย คืออยู่พลังประชารัฐต่อ ไม่ได้ไปรวมไทยสร้างชาติอย่างที่มีกระแสข่าว
แต่ก็มีข่าวว่าบางกลุ่มก็ชัดเจนแล้วว่า น่าจะไม่อยู่แน่ และคงไปที่รวมไทยสร้างชาติ เช่น กลุ่มกรุงเทพมหานคร ที่ข่าวว่าเบื้องต้นที่มีชื่อว่ามีการพูดคุยกันแล้วว่าอาจจะย้ายมารวมไทยสร้างชาติ ก็เช่น ภาดา วรกานนท์ ส.ส.กทม.เขตพญาไท-จตุจักร, ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ส.ส.กทม.เขตบางกะปิ-กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ส.ส.กทม.เขตคลองเตย และเขตวัฒนา เป็นต้น รวมถึงอาจจะมีอดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม.พลังประชารัฐรอบที่แล้ว ที่แม้จะแพ้ แต่ก็ทำคะแนนได้ค่อนข้างดี และบางคนตอนนี้ก็มีตำแหน่งการเมืองอยู่ ให้จับตาว่าอาจย้ายมารวมไทยสร้างชาติ เช่น เนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลฯ อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขตยานนาวา บางคอแหลม เป็นต้น
รวมถึงก็ต้องจับตา กลุ่มภาคใต้ พลังประชารัฐ ที่ตอนนี้มี ส.ส.ภาคใต้ 13 คน และเมื่อเร็วๆ นี้ พรรคเพิ่งเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.เขตภาคใต้ พลังประชารัฐไป 19 เขตเลือกตั้ง โดยกลุ่มนี้ต้องคิดหนักหากพลเอกประยุทธ์ไม่อยู่กับพลังประชารัฐต่อไป เพราะ ส.ส.เขตภาคใต้หลายคนต่างยอมรับว่าที่ชนะเลือกตั้งมา ส่วนหนึ่งก็เพราะกระแสนิยมลุงตู่ในภาคใต้ ดังนั้นหากพลังประชารัฐไม่มีพลเอกประยุทธ์ อาจทำให้ ส.ส.ภาคใต้และผู้สมัคร ส.ส.เขตภาคใต้ของพลังประชารัฐหวั่นไหวแน่นอน จึงต้องดูว่ากลุ่มภาคใต้จะเอาอย่างไร แต่ครั้นหากจะย้ายพรรคช่วงหลังจากนี้ โดยเฉพาะหากจะสวิงไปที่ รวมไทยสร้างชาติ บางจังหวัดคงไม่ทันแล้ว เพราะรวมไทยสร้างชาติวางตัวผู้สมัคร ส.ส.เขตภาคใต้ไว้เกือบหมดแล้ว
ท่ามกลางกระแสข่าวว่า รวมไทยสร้างชาติพร้อมมากในเรื่องทุน-งบที่จะใช้ในการเข้าสู่สมรภูมิเลือกตั้ง เรียกได้ว่าคนที่อยู่หน้าฉากและหลังฉากพรรครวมไทยสร้างชาติ ส่งสัญญาณว่า “พร้อมจัดเต็มคาราเบล หากบิ๊กตู่มาที่รวมไทยสร้างชาติ” ยิ่งหากมาพร้อมกับขุมกำลังในพลังประชารัฐที่แยกตัวตามมาด้วย ก็จะยิ่งทำให้กลุ่มที่จะเข้ามาซัพพอร์ตพรรค ที่จดๆ จ้องๆ อยู่ว่าพรรคนี้จะไปได้ไกลแค่ไหน อาจมั่นใจมากขึ้น จนเข้ามาสนับสนุนพรรครวมไทยสร้างชาติอย่างเต็มที่
บิ๊กตู่จะอยู่พลังประชารัฐต่อหรือจะสวิงไปที่รวมไทยสร้างชาติ และเส้นทางการเมืองของรวมไทยสร้างชาติจะไปได้ไกลแค่ไหน หลังจากนี้หลังจบเอเปกคงมีความชัดเจนขึ้นตามลำดับ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'พีระพันธุ์' จี้รื้อโครงสร้างค่าไฟ ประชาชนโดนกำไร 2 เด้ง พ่วงค่าพร้อมจ่าย เฉียดล้านล้านบาท
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวเปิดประเด็นโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่ซับซ้อน โดยเปรียบเทียบว่าเหมือนขนมชั้นที่มีต้นทุนและค่าใช้จ่ายซ่อนอยู่หลายชั้น และสุดท้ายภาระทั้งหมดตกอยู่ที่ประชาชน
“ดีเอสไอ”มัดตราสัง"ฟอเร็กซ์" “ขุดหลักฐาน-เส้นเงิน”เชือดเพิ่ม
กำลังอยู่ในการจับจ้องทั้งสื่อและกระสังคมอย่างต่อเนื่อง ในคดีหลอกลวงลงทุนซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (ฟอเร็กซ์) ที่ล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ได้ลงนามเซ็นรับอนุมัติคดีหลอกลงทุนฟอเร็กซ์ครั้งนี้เข้าเป็นคดีพิเศษอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว
ทุจริตสอบขรก.ท้องถิ่น เสียหาย4.5พันล้าน เด้งอธิบดีสีน้ำเงินกลบฉาว
ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช.ที่ร่วมกับตำรวจกองบังคับการตำรวจป้องกันและปราบปรามการทุจริต (บก.ปปป.ช) สืบสวนจับกุมขบวนการเครือข่ายทุจริตการสอบเข้ารับราชการท้องถิ่นของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เมื่อ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่สอบไปเมื่อเดือน ก.พ.ปี 2568 โดยมีผู้เข้าร่วมสอบร่วมหนึ่งแสนคน และเบื้องต้นจากการสอบสวนผู้ถูกจับกุมและจากพยานหลักฐานต่างๆ ที่ยึดได้ในที่เกิดเหตุ ซึ่งใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการโกงการสอบที่บ้านหลังหนึ่งที่นนทบุรี พบว่ามีบุคคลที่เข้าสอบและใช้วิธีการจ่ายเงินให้กับขบวนการดังกล่าวเพื่อโกงคะแนนการสอบร่วมสามพันคน โดย ป.ป.ช.ระบุว่า คดีนี้สร้างความเสียหายร่วม 4,500 ล้านบาท
นครินทร์ ปธ.ศาลรธน. ได้ต่อวีซ่าหรือเปลี่ยนตัว เกมยาวชิงประมุขคนใหม่
การประชุมวุฒิสภา วันอังคารนี้ 23 มิถุนายน มีวาระที่น่าสนใจคือ จะมีการประชุมเพื่อลงมติลับ โหวตให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ บุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ตามที่คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาล รธน. ที่มี นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน คัดเลือกส่งชื่อ ศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อดีตศาสตราจารย์จากคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ-อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ผ่านการคัดเลือกให้ถูกเสนอชื่อเป็นตุลาการศาล รธน. สาขาผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ มาให้วุฒิสภาลงมติให้ความเห็นชอบเป็นตุลาการศาล รธน.คนใหม่ แทน “ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาล รธน. ที่อยู่ในตำแหน่งตุลาการศาล รธน.และประธานศาล รธน.มาเกินวาระเกือบจะสองปีไปแล้ว”
'อนุทิน' ปลุกทัพสีน้ำเงิน ฝ่าศึกการเมืองรอบด้าน
ในห้วงเวลาเพียงกว่า 2 เดือนของรัฐบาลที่มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย บริหารประเทศ อาจยังเร็วเกินไปที่จะชี้ชะตาว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถประคองตัวอยู่ครบวาระได้หรือไม่
'อนุทิน'ขันนอต'รมต.สีน้ำเงิน' หนีมรสุมการเมือง-ไร้ผลงาน
ในช่วงเวลาเพียง 2 เดือนเศษของรัฐบาลที่มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ยังอาจเร็วเกินไปที่จะตัดสินอนาคตว่าจะอยู่ครบเทอมหรือไม่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมาต้องเผชิญกับประเด็นทางการเมืองหลายเรื่องที่ต้องชี้แจงและบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง

