พรรคเล็กสู้ตาย ถ้าหาร 100 ฉลุย ศาล รธน.ลงมติ 30 พ.ย.

วันพุธที่ 30 พ.ย.นี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้นัดลงมติคำร้องคดีร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งมีจุดสำคัญอยู่ในร่างดังกล่าวคือเรื่อง ระบบการเลือกตั้งแบบหาร 100 คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ ที่จะมีผลต่อการเมือง-การเลือกตั้งในอนาคตตามมา

คำร้องดังกล่าว กลุ่มผู้ร้องซึ่งนำโดย นพ.ระวี มาศฉมาดล กับคณะเข้าชื่อกันยื่นคำร้องให้ศาลวินิจฉัยว่าร่างดังกล่าวมีเนื้อหาขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันหรือไม่ โดยได้ยื่นให้ตีความ 2 ประเด็นคือ

1.ระบบการคิดคำนวณ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ที่ให้ใช้ระบบ 100 หาร ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 93 และ 94 หรือไม่

ซึ่งคำร้องระบุโดยสังเขปว่า ระบบหาร 100 ดังกล่าว ไม่มีเรื่องของ ส.ส.พึงมี แต่ใน 2 มาตราข้างต้นที่ยังมีผลบังคับใช้อยู่ ให้มี ส.ส.พึงมี โดยชี้ว่า หาร 100 เป็นระบบเลือกตั้งที่ไปยกเลิกเจตนารมณ์หลักของรัฐธรรมนูญใน 3 เรื่องสำคัญคือ ส.ส.พึงมี-ทุกคะแนนเสียงที่ประชาชนใช้สิทธิ์เลือกตั้งต้องไม่ตกน้ำ-ระบบจัดสรรปันส่วนผสมจึงน่าจะขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ

2.ให้วินิจฉัยถึงกระบวนการประชุมร่วมรัฐสภา ที่ผู้ร้องเห็นว่ามีการทำให้ที่ประชุมร่วมรัฐสภาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ฉบับของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้งของรัฐสภา พิจารณาไม่แล้วเสร็จภายใน 180 วัน

ด้วยการทำให้องค์ประชุมล่มถึง 4 ครั้งติดต่อกัน จนสุดท้ายร่างของกรรมาธิการที่ค้างการพิจารณาในวาระ 2 ของรัฐสภาที่เป็นระบบหาร 500 พิจารณาไม่ทัน จนต้องกลับไปใช้ร่างของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่เป็นหาร 100

ผู้ร้องจึงเห็นว่า การทำให้รัฐสภาองค์ประชุมล่มเป็นวิธีการที่ไม่ปกติ จะกลายเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ดีต่อการพิจารณาร่างกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติและอาจขัดรัฐธรรนูญ

ต้องดูกันว่า ผลคำวินิจฉัยพุธนี้ 30 พ.ย.จะออกมาแบบไหน หาร 100 จะผ่านไปได้ หรือจะติดไฟแดง

ขณะที่ท่าทีของพรรคเล็กที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างปฏิเสธไม่ได้ หากระบบเลือกตั้งกลับไปใช้ระบบหาร 100 โดยเฉพาะพรรคที่หวังจะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่จะทำได้ยากขึ้น เรื่องนี้หัวหน้าพรรคการเมืองขนาดเล็กอย่าง ศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท กล่าวถึงผลคำวินิจฉัยของศาลที่จะออกมาว่า ส.ส.ของพรรคพลังท้องถิ่นไท ได้ร่วมลงชื่อในคำร้องดังกล่าวด้วย เพราะต้องการให้เกิดความชัดเจนในข้อกฎหมาย จะได้หายข้อข้องใจ ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าสุดท้าย กติกาเลือกตั้งจะออกมาแบบไหน จะเป็นหาร 100 หรือหาร 500 แต่ว่าไปมันก็ผิดทั้งคู่ เหตุเพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราก่อนหน้านี้ไม่สะเด็ดน้ำ เพราะมาตรา 93 กับ 94 ที่มีเรื่องของ ส.ส.พึงมี ยังคงมีอยู่ ไม่ได้รับการแก้ไข เพราะตอนนั้นรัฐสภาไปรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราเฉพาะของประชาธิปัตย์พรรคเดียว ซึ่งไม่ได้เสนอแก้ไขมาตรา 93 กับ 94 แต่พรรคการเมืองอื่นที่เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาด้วยพร้อมกัน เขาเสนอแก้มาตรา 93 กับ 94 มาไว้ด้วย แต่ปรากฏว่ารัฐสภาไปรับหลักการมาเฉพาะของประชาธิปัตย์ มันเลยกลายเป็นประเด็นการเมืองเกิดขึ้น 

"หากสุดท้ายออกมาเป็นว่าให้ใช้กติกาเลือกตั้งแบบหาร 100 พรรคพลังท้องถิ่นไทยืนยันว่าพร้อมจะเดินหน้าต่อไป เราพร้อมยอมรับทุกกติกาที่จะใช้ เพราะเราทำการเมืองไม่ใช่เพื่อการเลือกตั้งอย่างเดียว แต่การเมืองคือเรื่องของสาธารณะ พรรคการเมืองต้องทำหน้าที่เป็นปากเสียงของประชาชน ทั้งในสภาและนอกสภา”

“หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไทย้ำว่า สิ่งที่พรรคการเมืองต้องทำมีอยู่ 2 เรื่องคือ 1.ส่งผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อตามกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนเลือกเข้ามาทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นปากเสียงให้ประชาชน นำนโยบายพรรคที่หาเสียงไว้ไปปฏิบัติ หากมีโอกาสได้เป็นรัฐบาล 2.พรรคการเมืองต้องสร้างพลเมือง ให้ความรู้กับประชาชน เป็นการเมืองแบบภาคพลเมือง สำหรับพรรคพลังถิ่นไท เราทำการเมืองภาคพลเมืองได้ โดยให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องการเมืองกับประชาชน ซึ่งหากสมมุติพรรคไม่ได้ ส.ส.แม้แต่คนเดียว มันไม่ใช่ว่าพรรคจะสลายไป แต่พรรคต้องทำหน้าที่พิทักษ์ผลประโยชน์ประเทศชาติและประชาชน ซึ่งหลังผมได้รับเลือกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาให้เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ ผมได้ประกาศเลยว่า พรรคจะต้องทำเรื่องการเมืองภาคพลเมืองให้เกิดขึ้น เช่น อาจจะทำโรงเรียนการเมืองของภาคพลเมืองในนามของพรรคพลังท้องถิ่นไท เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจเรื่องการกระจายอำนาจ เรื่องท้องถิ่น การเมืองของประเทศชาติ ให้เขาตระหนักในความเป็นชาติบ้านเมือง แบบนี้คือหน้าที่ซึ่งพรรคการเมืองต้องทำ

ศ.ดร.โกวิทย์ กล่าวอีกว่า สุดท้ายแล้วไม่ว่ากติกาเลือกตั้ง ส.ส.จะออกมาแบบไหน จะเป็นหาร 100 หรือหาร 500 มันไม่สำคัญ เพราะหากพรรคการเมืองเข้าถึงประชาชน ทำให้ประชาชนสนใจนโยบายของพรรค ผมว่าเขาเลือกเรา เพียงแต่ว่าตอนนี้ที่คนเขากลัวกัน เพราะการเมืองปัจจุบันมันไม่ใช่การเมืองแบบดั้งเดิมที่ใช้เสียงประชาชนแบบบริสุทธิ์มาลงคะแนนเสียง ซึ่งพรรคขนาดเล็ก พรรคที่มีทุนน้อยเรากลัวธุรกิจการเมือง อย่างเขตหนึ่งบอกว่าต้องใช้เงินในการเลือกตั้ง 30-40 ล้านบาท พูดกันให้แซ่ดเลย แล้วทุนพวกนี้เอามาจากไหน พรรคเล็กก็กลัว เพราะไม่มีทุน เราสู้ทุนพรรคใหญ่ไม่ได้ เราสู้ธุรกิจการเมืองใหญ่ไม่ได้ อย่างพลังท้องถิ่นไทไม่มีเงินที่จะไปสู้พรรคใหญ่ ซึ่งหากออกมาเป็นหาร 100 ก็ต้องได้คะแนนมากขึ้นจากเดิม ส่วนหากออกมาเป็นหาร 500 ใช้เสียงน้อยลง ก็มีจุดดี แต่ต้องดูว่าหากใช้แล้วจะให้มี ส.ส.พึงมีไว้แบบเดิมหรือไม่ เพราะในรัฐธรรมนูญก็ยังมีเรื่อง ส.ส.พึงมีอยู่ คิดว่าหากออกมาเป็นหาร 500 แล้วมีเรื่อง ส.ส.พึงมี พรรคใหญ่ก็ไม่ยอม ก็ต้องโวยวาย เพราะทำให้ไม่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เลย หากได้ ส.ส.เขตเยอะ จะเห็นได้ว่ากลัวกันคนละแบบระหว่างพรรคใหญ่กับพรรคเล็ก

…ยืนยันว่าในฐานะหัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท เราสู้ทุกรูปแบบ เราต้องทำการเมืองให้ไม่ไปตามกระแส ซึ่งกระแสที่บอกก็อย่างเช่น การคิดว่าจะลงเลือกตั้งต้องมีทุน ต้องมีเงินใช้ในการหาเสียง ซึ่งวิธีแบบนี้เราไม่เอาด้วย แต่ผมอยากทำการเมืองทวนกระแส เช่น เราต้องขายนโยบายกับประชาชน เช่น เรื่องกระจายอำนาจ นโยบายสร้างรายได้ใหม่ให้กับประเทศ ต้องเป็นการเมืองที่ไม่ใช่ธุรกิจการเมืองไปเกี่ยวข้อง แต่ต้องทำการเมืองแนวใหม่ การเมืองวิถีใหม่ แบบการเมืองภาคพลเมือง เพื่อให้พลเมืองใหญ่กว่านักการเมือง

นั่นคือท่าทีของหัวหน้าพรรคการเมืองขนาดเล็ก ในวันที่กำลังรอลุ้นผลคำวินิจฉัยของศาล รธน.พุธที่ 30 พ.ย. ที่สรุปได้ว่า ถึงต่อให้ออกมาเป็นหาร 100 พรรคเล็กก็ไม่หวั่น ขอสู้ตาย.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สภาชำแหละ งบ70กางโผ เป้ารอถล่ม

สภาผู้แทนราษฎรจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท ในวาระแรกขั้นรับหลักการ ตลอด 3 วัน คือตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย.ถึง 1 ก.ค. ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญทางการเมืองประจำสัปดาห์นี้ ก่อนที่จะมีการปิดสมัยประชุมสภาฯ ในวันที่ 12 ก.ค. โดยวิป 3 ฝ่ายคือ คณะรัฐมนตรี-พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ข้อสรุปให้เวลาในการอภิปรายรวม 41 ชั่วโมง

โกงข้อสอบท้องถิ่น-ปราบอิทธิพลภูเก็ต เขย่า 'อนุทิน' ท้าทายเจตจำนงทางการเมือง

ช็อก! วงการราชการไทย เมื่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.)

'ดีเอสไอ' มัดตราสัง 'ฟอเร็กซ์' ขุดหลักฐาน-เส้นเงิน เชือดเพิ่ม

กำลังอยู่ในการจับจ้องทั้งสื่อและกระสังคมอย่างต่อเนื่อง ในคดีหลอกลวงลงทุนซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (ฟอเร็กซ์) ที่ล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ได้ลงนามเซ็นรับอนุมัติคดีหลอกลงทุนฟอเร็กซ์ครั้งนี้เข้าเป็นคดีพิเศษอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว

ทุจริตสอบขรก.ท้องถิ่น เสียหาย4.5พันล้าน เด้งอธิบดีสีน้ำเงินกลบฉาว

ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช.ที่ร่วมกับตำรวจกองบังคับการตำรวจป้องกันและปราบปรามการทุจริต (บก.ปปป.ช) สืบสวนจับกุมขบวนการเครือข่ายทุจริตการสอบเข้ารับราชการท้องถิ่นของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เมื่อ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่สอบไปเมื่อเดือน ก.พ.ปี 2568 โดยมีผู้เข้าร่วมสอบร่วมหนึ่งแสนคน และเบื้องต้นจากการสอบสวนผู้ถูกจับกุมและจากพยานหลักฐานต่างๆ ที่ยึดได้ในที่เกิดเหตุ ซึ่งใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการโกงการสอบที่บ้านหลังหนึ่งที่นนทบุรี พบว่ามีบุคคลที่เข้าสอบและใช้วิธีการจ่ายเงินให้กับขบวนการดังกล่าวเพื่อโกงคะแนนการสอบร่วมสามพันคน โดย ป.ป.ช.ระบุว่า คดีนี้สร้างความเสียหายร่วม 4,500 ล้านบาท

นครินทร์ ปธ.ศาลรธน. ได้ต่อวีซ่าหรือเปลี่ยนตัว เกมยาวชิงประมุขคนใหม่

การประชุมวุฒิสภา วันอังคารนี้ 23 มิถุนายน มีวาระที่น่าสนใจคือ จะมีการประชุมเพื่อลงมติลับ โหวตให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ บุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ตามที่คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาล รธน. ที่มี นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน คัดเลือกส่งชื่อ ศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อดีตศาสตราจารย์จากคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ-อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ผ่านการคัดเลือกให้ถูกเสนอชื่อเป็นตุลาการศาล รธน. สาขาผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ มาให้วุฒิสภาลงมติให้ความเห็นชอบเป็นตุลาการศาล รธน.คนใหม่ แทน “ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาล รธน. ที่อยู่ในตำแหน่งตุลาการศาล รธน.และประธานศาล รธน.มาเกินวาระเกือบจะสองปีไปแล้ว”

'อนุทิน' ปลุกทัพสีน้ำเงิน ฝ่าศึกการเมืองรอบด้าน

ในห้วงเวลาเพียงกว่า 2 เดือนของรัฐบาลที่มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย บริหารประเทศ อาจยังเร็วเกินไปที่จะชี้ชะตาว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถประคองตัวอยู่ครบวาระได้หรือไม่