มองกลยุทธ์ม็อบด้อมส้ม "รุกได้-ถอยเป็น" หนุนเกมสภาฯ?

การเดินเกมการเมืองของแกนนำพรรคก้าวไกล ที่ได้ประสาน 8 พรรคร่วม และสมาชิกวุฒิสภา เพื่อขอเสียงโหวตให้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ประสบความสำเร็จในยกแรก โดยสมาชิกรัฐสภามีการอภิปรายแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในประเด็นของนโยบาย และแนวคิดของพรรคก้าวไกล และนายพิธาเองต่อเจตนาในการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่า ไม่ใช่ความต้องการของคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ และขอให้ถอยในเรื่องดังกล่าวไปถ้าอยากได้เสียงสนับสนุน

ยังไม่นับนโยบายในเรื่องอื่นๆ ที่สุ่มเสี่ยงต่อสถานะประเทศ ทั้งด้านความมั่นคงและด้านการต่างประเทศ และมีหลายประเด็นถูกชี้ว่าเป็นการ “ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน”

แต่พรรคก้าวไกลยังคงยืนยันในเรื่อง “คำสัญญา” ที่ให้ไว้กับแฟนด้อม และกลุ่มเคลื่อนไหวที่สนับสนุน ม.112 ว่าจะผลักดันเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรมให้ได้ สำทับด้วยการแสดงออกของแกนนำม็อบคนสำคัญที่ประกาศกร้าวไม่ให้ก้าวไกล “ถอย” ในเรื่องดังกล่าว

แม้จะมีการประเมินว่า 3 นิ้ว-ด้อมส้ม” ที่ระดมพลในการกดดันรัฐสภาให้เลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีจะ “จุดไม่ติด” ด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่มักชอบแสดงจุดยืนของตัวเองในโซเชียลมีเดียมากกว่าการออกมาเดินขบวนบนท้องถนน และในจำนวน 14 ล้านเสียงที่เลือกก้าวไกล เพราะเบื่อลุง ต้องการการเปลี่ยนแปลง และอยากให้เกิด แต่ไม่ได้จริงจัง และไม่สนใจกับเนื้อหาการแก้ไข ม.112 ที่สำคัญคือ ส่วนใหญ่ในจำนวนนั้นก็ไม่อยากให้บ้านเมืองวุ่นวาย เกิดความไม่สงบเพราะม็อบ อยากใช้เวลาไปทำมาหากินมากกว่า

แต่เมื่อดูจาก “ยุทธศาสตร์” การขับเคลื่อนของ “ม็อบด้อมส้ม” แล้ว เป็นช่วงของการปรับเปลี่ยน “ยุทธวิธี” ใหม่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยดูทิศทางจาก “แกนนำแถวหนึ่ง” เคลื่อนไหวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ จากนั้นเป็นหน้าที่ของแกนนำแถวสองและสาม จัดกิจกรรมนำกลุ่มองค์กรที่รณรงค์ต่อต้านเผด็จการ กดดันรัฐสภาให้เลือกนายพิธาเป็นนายกฯ ซึ่งในช่วงยกแรกใช้พื้นที่หน้าหอศิลป์ แยกปทุมวัน และที่ศูนย์ราชการกรุงเทพฯ (เกียกกาย) เป็นฐานที่มั่น แต่ก็มีคนร่วมกิจกรรมแค่หลักร้อย

โดยมี นายชาติชาย แกดำ กลุ่ม Support Thailand และนายกรกช แสงเย็นพันธ์ กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย เป็นแกนหลักในการจัดเวทีจัดกิจกรรม Respect My Vote โดยมีเครือข่ายส่งตัวแทนขึ้นปราศรัย เช่น กลุ่มทะลุแก๊ส ทะลุฟ้า ทะลุวัง โมกหลวงริมน้ำ 24 มิถุนาประชาธิปไตย เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.) นักเรียนเลว เดมโฮป เป็นต้น เข้าร่วม

ขณะที่การชุมนุมในช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ด้วยการจัดกิจกรรม “คาร์ม็อบ” มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 1,000 คน มีนายอานนท์ นำภา เป็นแกนนำ นับได้ว่าเป็นการชุมนุมที่มีผู้เข้าร่วมมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหว มีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ไม่ใช่การนั่งฟังปราศรัยที่เนื้อหาซ้ำเดิม ซึ่งคาร์ม็อบเมื่อวันอาทิคย์ที่ผ่านมา ถูกมองว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาการของม็อบด้อมส้ม ที่จะเดินหน้าสร้างแรงกดดันต่อไปได้

พร้อมการเดินสายของกลุ่ม “ทะลุวัง” ในการจัดกิจกรรมในพื้นที่ภาคเหนือ ขณะที่ “กลุ่มทะลุแก๊ส” เดินสายในภาคอีสาน และ “กลุ่มโมกหลวงริมน้ำ” ปักหมุดในกรุงเทพมหานคร โดยมีสโมสรนิสิต นักศึกษา เป็นตัวประสานเชื่อมต่อกับเยาวชนในการเคลื่อนไหวในทั่วทุกภูมิภาค

 แต่ยังไม่มีการชุมนุมยืดเยื้อหรือไปบุกสถานที่ใด หรือเกิดการปะทะกับตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) หรือตู้คอนเทรนเนอร์ เหมือนเช่นที่ “สมรภูมิดินแดง” ที่เคยเกิดขึ้น หรืออาจเป็นผู้สนับสนุนเข้าไปนั่งในสภาฯ แล้ว

ขณะที่การเคลื่อนไหวของพรรคก้าวไกล ที่ถูกมองว่า “มวลชน” จะเป็นผนังทองแดง กำแพงเหล็ก และเป็นหลังพิงสุดท้ายในการดัน “พิธา” ขึ้นเก้าอี้นายกฯ ในขณะนี้ยังเลือกใช้ “เกมเจรจา” ในการเดินไปสู่เป้าหมาย ไม่เปิดเกมนอกสภาฯ ในการรุก ท่ามกลางกระแสข่าวการจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้วหนุนแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย

จากการเปิดเผยของ “วราวุธ ศิลปอาชา” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ที่ออกมาระบุถึงความพยายามในการรวบเรียงเสียงในการโหวตนายกฯ รอบ 2 ทำให้เห็นว่ายังไม่มีการ “กดปุ่ม” มวลชนให้ยกระดับมากไปกว่านี้

"เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้โทรศัพท์มาหาผมและบอกว่ามีการส่งเทียบเชิญมาจากพรรคก้าวไกล อยากจะขอให้พิจารณาในการเข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งผมได้บอกไปว่าเรื่องใหญ่เช่นนี้ ผมไม่สามารถตอบรับได้ทันที คงต้องขอนำเข้าหารือในที่ประชุมพรรค และหารือกับ ส.ส.ในพรรคก่อนว่าแนวทางเป็นอย่างไร และได้ยืนยันไปว่าแนวทางของพรรคชาติไทยพัฒนาคือ ไม่แตะต้องเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 และเชิดชู เคารพเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์" นายวราวุธกล่าว

ขณะที่ “อานนท์ นำภา” โพสต์เฟซบุ๊กว่า "ผมพร้อมสนับสนุนพรรคฝ่ายประชาธิปไตยทุกพรรคจัดตั้งรัฐบาล แต่ไม่เห็นด้วยที่จะไปจับมือให้พรรคฝ่ายเผด็จการสืบทอดอำนาจ หรือไปฟอกขาวให้เขา จับมือกันให้มั่นทั้ง 8 พรรค อย่าอ้างว่าทำเพื่อประชาชนจึงไปจับมือเผด็จการ เพราะประชาชนได้เลือกข้างชัดเจนแล้ว ถ้าจะตั้งรัฐบาล ต้องไปด้วยกันทั้ง 8 พรรค ถ้าท่านเข้มแข็งมั่นคง ประชาชนยืนข้างท่านเสมอ อย่าทรยศประชาชนเด็ดขาด"

นั่นอาจเป็นสัญญาณบางประการต่อกรณีของการเสนอแก้ไข ม.112 ที่อาจจะต้องมีการตั้งหลัก และปรับแนวทางในการ “รุก” ใหม่ แม้อาจทำให้ถูกตั้งคำถามจาก “เจ้าสำนักวิพากษ์เจ้า” หรือกลุ่มที่มีแนวความคิดปฏิรูปสถาบัน ถึงจุดยืนที่เลือกช่องเข้าสู่อำนาจมากกว่าอุดมการณ์ที่เคยประกาศไว้

และอาจจะมีการมอง “ยุทธวิธี” ในการเดินออกเป็น 2 มุม และแยกออกเป็น 2 แนวคิดในการต่อสู้ แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องหาข้อยุติให้ได้ก่อนที่จะมีการจัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 19 ก.ค.นี้ ซึ่งเป็นวันที่รัฐสภากำหนดประชุมเพื่อเลือกนายกฯ ครั้งที่ 2

ขึ้นอยู่กับว่าอีกฝ่ายจะรุกฆาตด้วย “นิติสงคราม” จัดการสอย “พิธา” และพรรคก้าวไกลทั้งพรรคหลุดจากสถานะที่มีอยู่  ก่อนรัฐสภาจะโหวตนายกฯ รอบ 2 หรือไม่

ซึ่งวันนั้นผู้กำหนดทิศทางจะส่งสัญญาณขับเคลื่อนมวลชนแบบแบบไหน ระหว่าง ชนเพดานไปเลย หรือออมกำลังไปแตกหักเมื่อถึงสถานการณ์สุกงอมเต็มพิกัด.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รัฐบาลสอบโกงท้องถิ่น จบแบบคาใจ จี้ลากคอ'บิ๊กการเมือง'สยบข้อครหา

วิกฤตการณ์ทุจริตการสอบแข่งขันพนักงานและข้าราชการส่วนท้องถิ่นครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งพบผู้กระทำผิดในการแก้ไขคะแนนสอบสูงถึง 5,925 คน จนนำไปสู่กระบวนการเพิกถอนผู้ที่ถูกบรรจุเข้ารับราชการ กำลังกลายเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุดของรัฐบาล ว่าจะสามารถกวาดล้างโครงข่ายนี้ ให้สิ้นซากได้จริง หรือสุดท้ายจะเป็นเพียงแค่การลูบหน้าปะจมูก

ยกระดับ“ล้อมคอก”อาวุธปืน “บิ๊กต่าย”ประมืองานร้อน"ทิ้งทวน"

เพียงสัปดาห์เดียวเกิดเหตุสลดถึง 2 เคส ที่สังคมไทยต้องนำมาถอดบทเรียนอีกครั้ง ศุกร์ที่ 7 ส.ค. “เหตุกราดยิง” ภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี นักเรียนชาย ม.3 พกอาวุธปืนขนาด 9 มม.มาจากบ้าน พร้อมกระสุน 98 นัด ก่อเหตุที่ไม่มีใครคาดคิด เดินลั่นไกใส่ครู-นักเรียน ไม่ต่างกับในเกมหรือภาพยนตร์

วิ่งหัวชนกำแพง อภิสิทธิ์ชน 'พรรคส้ม'รอมหาชนทุบเอง

กลายเป็นชนวนร้อนสั่นสะเทือนไปทั้งสภาฯ และโซเชียลมีเดีย เมื่อสงครามวาทกรรม “วิ่งหัวชนกำแพง” ถูกจุดพลุขึ้นโดย “ไหม” น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แห่งค่าย พรรคส้ม ที่ออกมาเปิดใจสะท้อนสภาวะถดถอยและความกดดันของการสู้กับระบบ

เปิดลึก มหาดไทย ขยับ รีเซ็ต คุมอาวุธปืน ฝ่ายกฎหมายแทงสวน

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ กราดยิงกลางโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ทำให้จากเดิมที่มีความเชื่อกันว่า”โรงเรียน-สถานศึกษา”คือ Safe Zone พื้นที่ปลอดภัย ต้องถูกสั่นคลอน ส่งผลให้รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล มีการบ้านเร่งด่วนคือการทำให้สังคมเชื่อมั่นว่า โรงเรียนยังเป็นพื้นที่ปลอดภัย และอีกหนึ่งเรื่องที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขยับแรงๆ ทันทีก็คือ การยกระดับความเข้มงวดในการ”ควบคุมอาวุธปืน”เพราะแม้ปืนที่ก่อเหตุจะเป็นปืนในบ้านของผู้ก่อเหตุ แต่ทำให้สังคมเล็งเห็นถึงอันตราย ความไม่ปลอดภัยหากการควบคุมอาวุธปืนยังไม่มีประสิทธิภาพ

สอบท้องถิ่น-ฮั้วสว.-ผลงานไม่ออก บั่นทอนเชื่อมั่น'รัฐบาลอนุทิน'

สัปดาห์ก่อนมีกระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาต้นสัปดาห์นี้มีข่าวลือพลิกขั้วรัฐบาล ส้ม-แดง-เขียว พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม จับมือกัน

'โครงสร้างเก่า-คนใหม่' บีอาร์เอ็น รัฐตรึงกำลังรักษาพื้นที่ปลอดภัย

การก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น“วัฏจักร” ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องภาครัฐพยายามใช้ทุกสูตรในการแก้ไขปัญหา แต่ก็ยังไม่มีแนวโน้มที่ความรุนแรงจะยุติลงได้อย่างสมบูรณ์