“ประชาธิปัตย์” ร้าวลึก 21 ส.ส.งัดข้อ “ชวน”

ประชาธิปัตย์ อีนุงตุงนังทั้งพรรค ภายหลัง 16 สส.โหวตสวนมติพรรคที่ให้งดออกเสียงในการโหวตนายกรัฐมนตรี ด้วยการเห็นชอบ นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตของพรรคเพื่อไทยเป็นนายกฯ และ 21 สส.เสียงข้างมาก ของพรรคอยากไปร่วมรัฐบาล

ส่วนเสียงข้างน้อยที่เป็นเสาหลักของพรรคมาโดยตลอด นำโดย ชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ บัญญัติ บรรทัดฐาน สส.บัญชีรายชื่อ และ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรค กลับไม่ต้องการไปร่วมรัฐบาล

อันที่จริงถ้าเป็นพรรคอื่น อะไรๆ ก็คงจะเรียบร้อยหมดแล้ว เพราะมีลักษณะเป็นพรรคเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่สำหรับ “ประชาธิปัตย์” จะเห็นว่ามีความขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสุดท้ายปลายทางของการต่อสู้ก็จะต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งระเห็จพ้นพรรค

เช่นเดียวกับความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้ 21 สส.ของกลุ่ม เฉลิมชัย ศรีอ่อน รักษาการเลขาธิการพรรค ขับเคลื่อนในสภา โดย เดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา และรักษาการรองหัวหน้าพรรค  ดูแลภาคใต้ จากนักเลงสนามการเมืองระดับท้องถิ่น ก้าวสู่การเล่นการเมืองระดับประเทศ ปากบอกว่าพร้อมเป็นฝ่ายค้าน แต่การกระทำรู้กันทั้งบาง กระเสือกกระสน กระเหี้ยนกระหือรือ อยากข้ามขั้วร่วมรัฐบาล สส.ต่างค่ายเมาธ์กันให้แซดว่าบินไปพบ ทักษิณ ชินวัตร นายใหญ่ถึงฮ่องกง

แถมก่อนโหวต เศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯ ยังดอดคุยกับผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทย ทำตัวเป็นคนมีศักดิ์ศรีน้อย ขอเป็นอะไหล่ให้เขา ในยามที่เขาเรียกหา เรื่องนี้จริงหรือไม่ ก็ดูที่  ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ไว้ เมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา

แต่จะแตกต่างกันก็ตรงที่เพื่อนต่างค่ายกอดคอก๊งเหล้ากันได้ดี แต่ตัวเองกลับมานั่งซดน้ำใบบัวบก ซดน้ำแห้ว เพื่อนฝั่งเดียวกัน ทั้งภูมิใจไทย พลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ ได้ดีมีเก้าอี้เสนาบดี ก็อยากได้กับเขาบ้าง หวังถอนทุน แล้วเก็บแต้มบุญใหม่ เพื่อการเลือกตั้งครั้งต่อไป โดยไม่สนใจการต่อสู้ระหว่าง “ชวน” กับ ระบอบทักษิณ

ในทางกลับกัน “เดชอิศม์” และกลุ่ม สส.ประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่ มองว่า “วันนี้พรรคเพื่อไทยเขารวบรวมเสียงได้เกิน 250 เสียง และเป็นรัฐบาลสมานฉันท์ กปปส.เคยขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือกลุ่มเพื่อนนายเนวิน ชิดชอบ เคยเป็นงูเห่าออกจากพรรคภูมิใจไทย มาโหวตให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ เขายังมาสมานฉันท์กันได้ แล้วเราเป็นประชาธิปัตย์ยุคใหม่ทั้งหมด ไม่เคยใส่เสื้อเหลือง ไม่เคยใส่เสื้อแดง ไม่เคยมีความขัดแย้ง เราไม่ควรจะมารับมรดกความขัดแย้งต่อจากรุ่นเก่าๆ”

ด้วยความคิดเห็นที่แตกต่างครั้งนี้ นำสู่ความแตกแยกร้าวลึกภายในประชาธิปัตย์ โดยคำให้สัมภาษณ์ของ เดชอิศม์ เป็นหลักฐานอย่างดี ฟ้องว่าต่างฝ่ายต่างไม่ต้องการมองหน้ากันแล้ว เดชอิศม์ บอกว่า "ความจริงแล้วการขับออกจากพรรคต้องมี สส.ร่วมกับกรรมการบริหารพรรค และเป็นมติ 3 ใน 4 แต่ดูไปดูมา สส.และกรรมการบริหารพรรคส่วนใหญ่อยู่ตรงนี้หมดแล้ว ไม่รู้ว่าจะขับใครกันแน่ ไม่ทราบเหมือนกัน เพราะเสียงส่วนใหญ่อยู่นี่เกือบทั้งหมด ดังนั้นจะขับกันอย่างไร"

ขณะที่สถานการณ์ฝั่ง นายหัวชวน ก็ย่ำแย่ คนในอดีตที่คอยเป็นกำลังเสริมทัพให้ เลือกตั้งที่เพิ่งผ่านมาหมาดๆ สอบตกยกแผง เลยทำให้กำลังอ่อนแรง มีเพียง 3 คนที่อยู่ในฝ่ายนี้ ได้แก่ บัญญัติ, จุรินทร์ และสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา บุตรชายของ นิพนธ์ บุญญามณี รักษาการรองหัวหน้าพรรค

วันนี้หลายคนกล่าวว่า ชวน หลีกภัย สิ้นมนต์ขลัง คนใต้ที่รักและเคารพก็ร่อยหรอตามกาลเวลา ปักษ์ใต้วัยกลางคน ถึงรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมาแทนที่ในยุคทุนนิยม มองเรื่องปากท้องมาก่อน อุดมการณ์ไว้ทีหลัง ดังนั้นวิถีทางที่ “ชวน” เคยหาเสียง จึงมีคนฟังน้อยลงเรื่อยๆ กว่าจะถ่องแท้และตระหนักถึงภยันอันตราย “ธุรกิจการเมือง” ก็คงต้องเห็นโรงศพเสียก่อน

ปลายทางของความขัดแย้งครั้งนี้ไม่รู้จะจบลงด้วยรูปแบบใด ครั้นจะอ้างว่า กลุ่ม 21 สส.สวนมติพรรคที่ให้งดออกเสียงในการโหวตนายกฯ เมื่อวันที่ 22 ส.ค. เพื่อขับกลุ่มนี้ออกไปก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก เพราะตามกฎหมายรับรองให้เป็นเอกสิทธิ์ สส. แต่ถ้า 21 สส.ยังอยู่ พรรคประชาธิปัตย์ก็จะอยู่ในภาวะต่างฝ่ายต่างเป็นก้อนกรวดในรองเท้าของกันและกัน พรรคย่ำอยู่กับที่ ไม่ไปทางไหนสักทาง

ได้แต่หวังว่า คารมโมเดล จะไม่เกิดขึ้นในประชาธิปัตย์ ถ้ายังจำกันได้ สภาชุดที่แล้ว สส.คารม พลพรกลาง ตัวอยู่ ก้าวไกล แต่หัวใจทั้ง 4 ห้องมีแต่ภูมิใจไทย ประชุมสภาคราใดเจ้าตัวไปนั่งเก้าอี้โซนภูมิใจไทยเป็นประจำ

ฉะนั้น ต้องจับตาการต่อสู้กันเองของ ปชป.ครั้งนี้่ ว่าใครจะอยู่ ใครจะไป.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ช่วงโค้งสุดท้ายประชามติ เสียงอื้ออึง “สับสน-ไม่เข้าใจ”

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ. ประชาชนจำนวนมากกลับยังคงอยู่ในภาวะ "เงียบเหงา" ต่อการออกเสียงประชามติที่จัดควบคู่กันไป

“กองทัพ”ตั้งการ์ด-ลดแรงเสียดทาน เริ่มศึกภายใน-ชายแดนยังไม่จบ

แม้การสู้รบในพื้นที่ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” จะจบลงในระลอกที่ 2 ไปแล้ว โดยกองทัพสามารถทวงคืนพื้นที่จากฝ่ายตรงข้ามได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ “สงคราม” นั้นยังไม่จบ เพราะ “ควันหลง” ของเหตุการณ์ยังเป็นเชื้อไฟที่สามารถทำให้เหตุการณ์สู้รบปะทุได้อีกตลอดเวลา จากปัจจัยหลักคือ ยังไม่มีการสำรวจจัดทำหลักเขตกันจนเป็นที่ยุติ รวมไปถึงปัจจัยเฉพาะหน้าที่เกิดจากการเมืองภายในของ 2 ประเทศ ที่รัฐบาลต่างฝ่ายต่างสร้างคะแนนนิยมจากเหตุการณ์ชายแดน

ปรากฏการณ์‘น้ำเงิน’ไล่บี้‘ส้ม’ ‘พลังเงียบ’คะแนนตัวแปร!

ผลการสำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในหัวข้อ “ยกแรก กระแสเลือกตั้ง 69” ซึ่งทำการสำรวจระหว่างวันที่ 5-8 ม.ค.69 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,500 หน่วย มีความน่าสนใจ

'พิพัฒน์' กินยาผิดซอง! ฝาก 'นริศ' สะกิดหน่อย

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีต สส.พัทลุง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า "คุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ คงกินยาผิดซอง

ไฟใต้ปะทุกลางศึกเลือกตั้ง ‘ประชาชาติ’กระอักลุ้นรักษาเก้าอี้

“พื้นที่เลือกตั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” ที่ประกอบด้วย “ยะลา-ปัตตานี-นราธิวาส” ซึ่งถือเป็นพื้นที่เลือกตั้งที่มีความพิเศษ แตกต่างจากพื้นที่อื่นพอสมควร เพราะนอกจากเป็นพื้นที่เลือกตั้งที่มีความเป็นพหุวัฒนธรรมสูงแล้ว ที่ผ่านมาหลายสิบปี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีปัญหาเรื่องความไม่สงบเกิดขึ้นต่อเนื่อง

ดิจิทัลฟุตพรินต์เล่นงาน'ส้ม' ปชน.หมดกระบวนท่า ยอมขอโทษทหาร

เกือบครึ่งทางของการหาเสียงเลือกตั้ง ความเข้มข้นไต่ระดับตามระยะทาง เป็นจังหวะที่แต่ละพรรคต้องงัดอาวุธออกมาใช้เพื่อช่วงชิงคะแนนความนิยมกันมากขึ้น