คดียังค้ำคอ'สีแดง-สีน้ำเงิน' คนละหมัดก่อนดัน'กาสิโน'

“ปรากฏการณ์ดังกล่าว พรรคสีน้ำเงินมีแนวร่วมธรรมชาติที่มีทั้งพลังอำนาจและศักยภาพในการ หยุดเกมของสีแดงได้อย่างชะงักงัน และมักมาได้ถูกที่ถูกเวลา”

“อมพระมาพูดก็ไม่เชื่อ” ที่การเมืองยุคนี้ไร้การซื้อตัวนักการเมือง แล้วว่ากันด้วยเรื่องอุดมการณ์การเมืองล้วนๆ ทำให้ สส.ต่างย้ายพรรคเพื่อสนองตอบความมุ่งหมายในการรับใช้ประชาชน  

ตราบใดที่ “งาช้างยังไม่งอกออกจากปากหมา” การเมืองยังเป็นเรื่องของผลประโยชน์ และใช้เงินเป็นตัวขับเคลื่อนเกมอย่างยากที่จะปฏิเสธ โมเดลการเมืองที่ยืนหยัดต่อสู้กับระบบอุปถัมภ์กำลังเข้าสู่ภาวะอ่อนแรง เมื่อภาพแห่งความเป็นจริง สส.ในพื้นที่จำเป็นต้องดูแล ช่วยเหลือ ควักกระเป๋าจ่าย ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง ตามจารีตที่เคยทำมา ทางเลือกแห่งอุดมการณ์จึงยากลำบากยิ่งนัก

หัวเรือใหญ่ประเภท ใจถึงพึ่งได้-ฝากตัวรับใช้นาย จึงกลายเป็นพื้นที่เพื่อรอ “ตก” นักการเมืองที่พร้อมจะเดินเข้าสู่เส้นทางการเมืองเก่า จนถึงขนาดที่ “ช่อ” พรรณิการ์ วาณิช แกนนำคณะก้าวหน้า ต้องออกมาย้อนอดีต 40 ปีว่าด้วยเรื่อง “กะหรี่ทางการเมือง” ขึ้นมาแซะพวกโหนกระแสพรรคจนได้ดี ก่อนจะผันตัวเป็นพวกทรยศประชาชน และควรจะถูกลงโทษด้วยการประชาทัณฑ์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ปรากฏการณ์ สส.ย้ายพรรคช่วงนี้เปรียบเหมือน “น้ำจิ้ม” เคียงวาระการปรับ ครม. และเสริมการเมืองภาพใหญ่ว่าด้วยการเมืองสีแดงกับน้ำเงิน ที่กำลังต่อยกันนัว หลังจาก ตบจูบ โชว์คนดูมาพักใหญ่  

และเป็นการแสดงพลังอำนาจของสีแดง ว่ามีพรรคพันธมิตรที่แข็งแกร่ง พร้อมสรรพด้วยเงินทุน มีศักยภาพดูดงูเห่าได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมเข้าตีบ้านใหญ่ให้สั่นสะเทือน และสามารถทุบพรรคการเมืองเก่าให้ สส.แตกรังได้ 

ต้องยอมรับว่า เข้าสู่ช่วงของการปะทะกันแรง ในการให้ได้มาในสิ่งที่ต่างฝ่ายต่างต้องการ แต่ขณะเดียวกันก็เหมือนเป็นการถ่วงดุลให้ทั้งสองสีจากขั้วอนุรักษนิยมเกิดความสมดุล ไม่มีฝ่ายไหนคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ เพราะจะยากต่อการบริหารจัดการในอนาคตของมือที่มองไม่เห็น

จึงเป็นช่วงเวลาที่ต่างฝ่ายต่างแลกกัน หมัดต่อหมัด หลังจากการวางเกมของพรรคสีน้ำเงิน ในการก่อร่างสร้างฐานทางการเมืองผ่านสภาสูง ซึ่งมีผลต่อการแต่งตั้งคนเข้าไปนั่งในองค์กรอิสระ เพื่อคุมทิศทางคดีความที่ค้างอยู่ เกิดอาการรวนอยู่เหมือนกัน รวมไปถึงการผ่านร่างกฎหมาย การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ต่างฝ่ายต่างอยากวางกลไกที่เอื้อต่อการสืบทายาทให้กับกลุ่มพวกตัวเองในระยะยาว

จึงไม่แปลกที่ปฏิบัติการริบก้านใบ “สีน้ำเงิน” ในคดีฮั้ว สว. ขั้นแรกก็ใช้ยาแรงเพื่อจัดการกับ สว.จำนวนหนึ่ง โดยมีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เป็นแกนหลักในการเดินเกมแรง ด้วยการเคาะเพิ่มข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร มัดคอเป็นหัวเชื้อไปถึงขั้นยุบพรรค

แต่ก็ถูกสวนหมัดด้วยการที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ถูก ริบดาบ ในการกำกับดูแลดีเอสไอ เขย่าขวัญข้าราชการที่กำลังจะเงื้อฟันให้อกสั่นขวัญแขวน วัดใจในการลุยคดีต่อไปว่าจะไปได้ถึงสุดซอยหรือไม่ หรือแค่ปิดจ๊อบในการวาง สว.สำรองบางส่วนเพื่อถ่วงดุล และ หมอบ รอให้การเมืองระดับบนไปตกลงต่อรองกันในห้วงเวลาต่อไป   

จากปรากฏการณ์ดังกล่าว พรรคสีน้ำเงินมีแนวร่วมธรรมชาติที่มีทั้งพลังอำนาจและศักยภาพในการ หยุดเกม ของสีแดงได้อย่างชะงักงัน และมักมาได้ถูกที่ถูกเวลา

หากย้อนกลับไปดูปมประเด็นสำคัญที่ทำให้ทั้งสองพรรคยังเคลียร์กันไม่ลงตัว นอกจากการปรับ ครม. การแก้ไข รธน.แล้ว นั่นก็คือ ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ซึ่งมี “กาสิโน” เป็นกุญแจสำคัญของการผลักดัน กม.นี้เป็นตัวแปร

ดูท่าทีจาก อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ค่อนข้างชัดในเรื่องการสนับสนุนอย่างมีข้อแม้ โดยระบุว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวยังมีอีกหลายขั้นตอน และที่สำคัญที่สุดคือ ฟังเสียงประชาชน ถ้าดีที่สุดควรทำประชามติ ให้ประชาชนตัดสินใจ ในเมื่อเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ช่วยผลักดันเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียน ฟังแล้วดี ก็ถามประชาชนเลย พรรคภูมิใจไทยสนับสนุนทางนี้ เคยเสนอท่านนายกฯ ไปแล้ว และท่านก็รับฟัง ถ้ามีประชามติ ทุกคนสบายใจ

“แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้น จะต้องไม่มียิงลูกโดด พรรคร่วมฯ ต้องโหวตกฎหมายนี้ทุกพรรค ถ้าพรรคหนึ่งมีเงื่อนไข พรรคอื่นก็มีเงื่อนไข แบบนั้นถือว่าไม่เรียบร้อย ก็ยังไม่ต้องเอาเข้าสภา พรรค ร่วมรัฐบาลต้องเป็นหนึ่งจึงจะผลักดันได้ นี่คือเรื่องของสปิริตพรรคร่วมรัฐบาล”

สำหรับการขับเคลื่อนของสภาสูงซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับพรรคสีน้ำเงิน มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาล่วงหน้า โดยแต่งตั้งคนนอกเข้าไปร่วมพิจารณา 12 คน ซึ่งมี ตัวตึง ที่วิพากษ์ระบอบทักษิณเข้าร่วมด้วย ได้แก่ นายแก้วสรร อติโพธิ นักวิชาการอิสระ และอดีต สว. นายคำนูณ สิทธิสมาน อดีตสื่อมวลชน และอดีต สว. ศ.พิเศษจรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ รศ.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ และอดีต สว. 

ที่ฮือฮาไปกว่านั้นคือ ที่ประชุมได้พิจารณาเชิญบุคคลมาให้ข้อมูลและข้อคิดเห็นโดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม อาทิ กลุ่มที่ 1 นายชวน หลีกภัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายเศรษฐา ทวีสิน มาให้ข้อมูลว่าสมัยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีความคิดริเริ่มเกี่ยวกับการจัดตั้งสถานบันเทิงครบวงจรที่มีกาสิโนหรือไม่ และคิดเห็นอย่างไรกับนโยบายนี้

กลุ่มที่ 2 อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร หรืออดีตประธานวุฒิสภา อาทิ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ เพื่อสะท้อนมุมมองของฝ่ายนิติบัญญัติทั้งด้านข้อกฎหมายและใช้อำนาจควบคุมการใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดิน

กลุ่มที่ 3 นักวิชาการหรือผู้แทนองค์กร หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การค้าโลก และนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย โดยกรรมาธิการต้องการรับทราบความคิดเห็นและผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น หากมีสถานบันเทิงครบวงจรที่ถูกต้องตามกฎหมายในประเทศไทย

รายชื่อทั้งหมดนั้นถือเป็น เบอร์ใหญ่ ที่มีน้ำหนัก เป็น ธงนำ ในการปลุกกระแสมวลชนในการออกมาต่อต้านได้อย่างชอบธรรมและมีพลังมากที่สุด

ขณะที่พรรคเพื่อไทยออกมาการันตีว่าจะเดินหน้าเรื่องนี้อย่างสุดกำลัง โดย “ดนุพร ปุณณกันต์” โฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ตอนนี้ร่าง พ.ร.บ.เอนเตอร์เทนเมนต์ฯ ค้างในวาระของสภาอยู่แล้ว ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพิจารณา คาดว่าจะมีการพิจารณาในวันที่ 9 ก.ค. โดยภายในพรรคมีการพูดคุยกันเบื้องต้นแล้วว่าจะต้องเตรียมข้อมูลและคนอภิปรายให้เห็นว่า สาเหตุและความจำเป็นของร่างกฎหมายฉบับนี้คืออะไร

“จะมีการประชุมกันอีกครั้งเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรับฟังปัญหาหลังจากที่ สส.ได้ลงพื้นที่ช่วงปิดสมัยประชุมสภา เพื่อไปทำความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องกฎหมายฉบับนี้” โฆษกเพื่อไทยระบุ

แต่ในช่วงเวลากว่าเกือบ 2 เดือนต่อจากนี้ จะเป็นการวัดกำลังภายในต่อการผลักดันว่าจะแรงขึ้นหรือลดลง ซึ่งนั่นก็ขึ้นอยู่ที่สถานะของ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ยังมีความไม่แน่นอน เพราะคดีความที่ยังเป็นระเบิดเวลาค้ำคออยู่ และยังคาดเดาได้ยากว่าจะผลจะออกมาทิศทางไหน

ทั้งผลการพิจารณาของแพทยสภาในการลงโทษ 3 แพทย์ที่ออกมา การรอผลการพิจารณาของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” รมว.สาธารณสุข สภานายกพิเศษ ว่าจะวีโตมติแพทยสภา เป็นห้วงเวลาที่งวดเข้ามา และจะมีผลต่อการที่ศาลจะไต่สวนโจทก์ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และจำเลย (นายทักษิณ ชินวัตร) ว่ามีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ในวันที่ 13 มิ.ย.68 หรือไม่

เลยไปถึงกรณีที่ศาลไม่อนุญาตให้ “ทักษิณ” เดินทางออกนอกราชอาณาจักร จากที่ขอไป 5 ครั้ง ได้รับการอนุญาตแค่ 2 ครั้ง สืบเนื่องจากที่ศาลให้ประกันตัวในคดีที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญายื่นฟ้องเป็นจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงในราชอาณาจักร จากกรณีให้สัมภาษณ์มีเนื้อหาพาดพิงสถาบันกับสำนักข่าวแห่งหนึ่งที่กรุงโซล เกาหลีใต้ เมื่อปี 2558

สำหรับการสืบพยานมีทั้งหมด 7 นัด คือ วันที่ 1, 2 และ 3 ก.ค.2568 และนัดสืบพยานฝ่ายจำเลยจะเริ่มในวันที่ 15, 16, 22 และ 23 ก.ค.2568 หลังจากนั้นจะจัดทำคำพิพากษาของศาล

จากไทม์ไลน์และทิศทางทั้งหมด ดูจะไม่ค่อยเป็น “ผลบวก” กับ “ทักษิณ” เท่าไหร่นัก และนั่นก็จะทำให้อำนาจต่อรองของการเมืองฝั่งสีแดงลดลงไปด้วย ในทางกลับกันถ้าทุกอย่างออกมาเป็น “คุณ” ทักษิณ ไม่ต้องติดคุกเพราะใช้ประโยชน์ของกฎหมายเตรียมเบาะรองรับเอาไว้ จะส่งผลให้องค์กรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการป่วยทิพย์ติดร่างแห ขาดความน่าเชื่อถือต่อสังคมไปด้วย เพราะทุกอย่างดูจะค้านสายตากรรมการมาตั้งแต่ต้น

สถานการณ์ของสีแดงและสีน้ำเงินจึงยังไม่มีใครเพลี่ยงพล้ำ เพราะชนักติดหลังทางคดีความกลายเป็นขื่อค้ำคออยู่ทั้งสองฝ่าย และกลายเป็นเครื่องมือในการนำไปสู่การเจรจาแบ่งเค้กก้อนใหญ่ที่กำลังจะมาถึง ทำให้ขณะนี้ยังไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบในศึกยกนี้อย่างชัดเจน. 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สภาชำแหละ งบ70กางโผ เป้ารอถล่ม

สภาผู้แทนราษฎรจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท ในวาระแรกขั้นรับหลักการ ตลอด 3 วัน คือตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย.ถึง 1 ก.ค. ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญทางการเมืองประจำสัปดาห์นี้ ก่อนที่จะมีการปิดสมัยประชุมสภาฯ ในวันที่ 12 ก.ค. โดยวิป 3 ฝ่ายคือ คณะรัฐมนตรี-พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ข้อสรุปให้เวลาในการอภิปรายรวม 41 ชั่วโมง

โกงข้อสอบท้องถิ่น-ปราบอิทธิพลภูเก็ต เขย่า 'อนุทิน' ท้าทายเจตจำนงทางการเมือง

ช็อก! วงการราชการไทย เมื่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.)

'ดีเอสไอ' มัดตราสัง 'ฟอเร็กซ์' ขุดหลักฐาน-เส้นเงิน เชือดเพิ่ม

กำลังอยู่ในการจับจ้องทั้งสื่อและกระสังคมอย่างต่อเนื่อง ในคดีหลอกลวงลงทุนซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (ฟอเร็กซ์) ที่ล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ได้ลงนามเซ็นรับอนุมัติคดีหลอกลงทุนฟอเร็กซ์ครั้งนี้เข้าเป็นคดีพิเศษอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว

ทุจริตสอบขรก.ท้องถิ่น เสียหาย4.5พันล้าน เด้งอธิบดีสีน้ำเงินกลบฉาว

ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช.ที่ร่วมกับตำรวจกองบังคับการตำรวจป้องกันและปราบปรามการทุจริต (บก.ปปป.ช) สืบสวนจับกุมขบวนการเครือข่ายทุจริตการสอบเข้ารับราชการท้องถิ่นของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เมื่อ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่สอบไปเมื่อเดือน ก.พ.ปี 2568 โดยมีผู้เข้าร่วมสอบร่วมหนึ่งแสนคน และเบื้องต้นจากการสอบสวนผู้ถูกจับกุมและจากพยานหลักฐานต่างๆ ที่ยึดได้ในที่เกิดเหตุ ซึ่งใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการโกงการสอบที่บ้านหลังหนึ่งที่นนทบุรี พบว่ามีบุคคลที่เข้าสอบและใช้วิธีการจ่ายเงินให้กับขบวนการดังกล่าวเพื่อโกงคะแนนการสอบร่วมสามพันคน โดย ป.ป.ช.ระบุว่า คดีนี้สร้างความเสียหายร่วม 4,500 ล้านบาท

นครินทร์ ปธ.ศาลรธน. ได้ต่อวีซ่าหรือเปลี่ยนตัว เกมยาวชิงประมุขคนใหม่

การประชุมวุฒิสภา วันอังคารนี้ 23 มิถุนายน มีวาระที่น่าสนใจคือ จะมีการประชุมเพื่อลงมติลับ โหวตให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ บุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ตามที่คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาล รธน. ที่มี นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน คัดเลือกส่งชื่อ ศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อดีตศาสตราจารย์จากคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ-อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ผ่านการคัดเลือกให้ถูกเสนอชื่อเป็นตุลาการศาล รธน. สาขาผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ มาให้วุฒิสภาลงมติให้ความเห็นชอบเป็นตุลาการศาล รธน.คนใหม่ แทน “ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาล รธน. ที่อยู่ในตำแหน่งตุลาการศาล รธน.และประธานศาล รธน.มาเกินวาระเกือบจะสองปีไปแล้ว”

'อนุทิน' ปลุกทัพสีน้ำเงิน ฝ่าศึกการเมืองรอบด้าน

ในห้วงเวลาเพียงกว่า 2 เดือนของรัฐบาลที่มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย บริหารประเทศ อาจยังเร็วเกินไปที่จะชี้ชะตาว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถประคองตัวอยู่ครบวาระได้หรือไม่