
หากความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูลแตกเป็นเสี่ยงจริง ก็จะใช้จังหวะตรงนี้ลอยตัวปล่อยให้ทหารแก้ปมปัญหา สร้างทางลงให้กับฝ่ายการเมือง โดยอ้างว่าไม่สามารถใช้ความสัมพันธ์พูดคุยเป็นการส่วนตัวได้
สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังสู้รบกันไม่จบ เพราะ ฮุน เซน สั่งการเด็ดขาด ห้ามทหารของตัวเองเสียพื้นที่ “ภูมะเขือ” ยุทธภูมิบน “จะงอยหน้าผา” หลังจากศาลโลกมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในการหยุดยิง ทำให้ทหารทั้งสองฝ่ายที่อยู่บนนั้นวางกำลังไว้นับแต่ปี 2554 แต่ฝ่ายกัมพูชาละเมิดเอ็มโอยู 43 สร้างกระเช้า บันได ถนน ส่งกำลังบำรุง
นอกจากนั้น ในแนวรบ “3 ปราสาท” และช่องบก ที่กัมพูชายื่นเรื่องต่อศาลโลก เป็นพื้นที่เป้าหมายที่ฮุน เซน ต้องยึดให้ได้ ตามการวางแผนหลังคำพิพากษาปี 2554 จึงพยายามทุ่มทุกสรรพกำลังไปตรงนั้น
กองทัพบกงัด แผนป้องกันประเทศ ขึ้นมาใช้ และเตรียมพร้อมมาตลอด นับแต่กัมพูชานำกำลังนับหมื่นนายมาประชิดชายแดนตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย. ขยับฐานปืนใหญ่ สถาปนาที่ตั้งฐานทหารตลอดแนว อันถือเป็นภัยคุกคามที่ชัดเจน แต่ท่าทีรัฐบาลในตอนแรกยังพยายามรักษาระดับความสัมพันธ์ด้วยการพูดคุยเจรจา
จุดเปลี่ยนของเหตุการณ์คือ ปฏิบัติการปิดด่านที่ตั้งบ่อนกาสิโน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ พื้นที่ขุมทรัพย์ป้อนชนชั้นนำของกัมพูชา เป็นการตีใจกลางหัวใจ เพราะเป็นจุดศูนย์ดุลในการล่อเลี้ยง “ระบอบฮุน” ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างฮุน เซน และทักษิณ ชินวัตร ขาดสะบั้น จนมีการแฉเบื้องหลังอดีตมิตรที่เคยช่วยเหลือกันมาเป็นละครหลังข่าวที่คนติดตามมาพักใหญ่
นั่นเป็นหน้าฉากที่ชัดเจนว่าเกิดการแตกหัก สะบั้นความสัมพันธ์ แต่ก็มีการเตือนให้เฝ้าระวังความสัมพันธ์ของทั้งสองตระกูลว่าจบสิ้นกันจริงหรือไม่ และมีคำถามว่าจะมีหลักประกันใดว่าฝ่ายทหารไทยจะดำเนินการยุทธ์อย่างปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ และไร้ปัญหาเรื่องข้อมูลรั่วไปฝั่งตรงข้ามในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน
ท่ามกลางกระแสข่าวว่า ฝ่ายฮุน มาเนต นายกฯ ของกัมพูชา เดินเกมอ้อมหลังมาเจรจา และหาทางลงด้วยการพึ่งกลไกและเครือข่ายประธานอาเซียน เพราะเป็นคนที่ให้ความเคารพ “ทักษิณ ชินวัตร” และตั้งเป็นประธานที่ปรึกษาอาเซียนมาแล้ว
ไม่เช่นนั้น ฮุน มาเนต คงไม่มีการโพสต์เฟซบุ๊ก วัน ว. เวลา น. นัดหมายหยุดยิงในเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นช่วงจังหวะการสู้รบที่ไทยยังยึดพื้นที่ซึ่งกัมพูชาแทรกซึมลุกล้ำมาตลอดปีได้เบ็ดเสร็จ การหยุดยิงในช่วงนั้น ไทยก็จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างแน่นอน
สอดคล้องกับข่าวลือเรื่องทักษิณล็อบบี้ให้มีการหยุดปฏิบัติการ แต่ได้รับการอธิบายจากฝ่ายกองทัพผ่านนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ว่าในสถาการณ์ ณ วันที่ขอให้หยุดยิงนั้น ไทยจะไม่ได้เปรียบเมื่อมีการเจรจา
“ภูมิธรรม เวชยชัย” รักษาการนายกรัฐมนตรี รับรู้ข้อมูลการรายงานสถานการณ์อย่างละเอีอด แต่ที่สำคัญคือต้องเป็นคนอนุมัติการนำเครื่องบินรบขึ้นปฏิบัติการต่อพื้นที่เป้าหมายทุกครั้งด้วยตัวเอง ถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลรับรู้การยกระดับการใช้กำลังตามกฎหมาย
แม้จะเป็นคนในรัฐบาล แต่ก็มีความเสี่ยงในเรื่องของข้อมูลทางยุทธวิธี ซึ่งทางทหารให้ความสำคัญมาก
แต่หากความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูลแตกเป็นเสี่ยงจริง ก็จะใช้จังหวะตรงนี้ ลอยตัว ปล่อยให้ทหารแก้ปมปัญหา สร้างทางลงให้กับฝ่ายการเมือง โดยอ้างว่าไม่สามารถใช้ความสัมพันธ์พูดคุยเป็นการส่วนตัวได้
“ชาติมหาอำนาจอย่างจีนได้ร้องขอ ซึ่งการร้องขอมาจากทางฝ่ายตรงข้ามเรามากกว่า มาคุยกับเรา แต่เราคิดว่าอะไรควรหรือไม่ควร ก็ไปตกลงกันที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. ไม่ใช่ผม เพราะผมไม่ใช่ผู้ที่ไปล็อบบี้การเจรจาหยุดยิงเพื่อสันติภาพ วันนี้จะทำอะไรต้องถามยุทธการทหารก่อน เพราะต้องไปประชุมกันที่ สมช. ว่ายุทธการทหารจะเป็นอย่างไร และรัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศควรเข้ามาตอนไหน เราไม่ได้เข้าซี้ซั้ว เราต้องเข้ามาในจังหวะที่เหมาะสม” ทักษิณ ชินวัตร ระบุ
ในส่วนของกองทัพ ถือเป็นหน้าที่อยู่แล้วในการปกป้องอธิปไตยอย่างชอบธรรม ภายใต้สถานการณ์ที่ฝ่ายตรงข้ามแสดงเจตนารมณ์ในการคุกคาม และใช้สงครามผสมผสานในการสู้รบ ทั้งแนวรุกขององค์กรนานาชาติ สื่อสังคมออนไลน์ รวมไปถึงการกางกฎ กติกา กฎบัตร ในการนำมาใช้ทุกก้าวย่าง
ซึ่งฝ่ายกองทัพให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าว และเตรียมการเพื่อตอบโต้ในเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้ชนะในสงคราม แต่แพ้ในเวทีโลก โดยกองบัญชาการทหารสูงสุดและเหล่าทัพทำงานประสานสอดคล้อง แบ่งบทบาทกันเล่น เดินไปตามแผนจักรพงษ์ภูวนาถที่เขียนไว้ โดยปรับเปลี่ยนตามสภาวะแวดล้อม และภัยคุกคามที่เปลี่ยนไปทุกปี
จุดสำคัญในการใช้กำลังทางอากาศ โดยเครื่องบิน F-16 และ Gripen เครื่องบินในเจเนอเรชัน 4.5 ในการทิ้งระเบิดเป้าหมายทางทหาร หลักการคือ Surprise-Shock and awe เพื่อต้องการปิดเกมให้เร็วที่สุด แต่ต้องเป็นไปตามความจำเป็นและได้สัดส่วน
ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ในการใช้กำลังทหารอากาศนำระเบิดไปทิ้งในสมรภูมิสู้รบและในดินแดนของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งในกรณีเหตุการณ์ “ร่มเกล้า” ไทยจะมุ่งเน้นไปที่ยุทธบริเวณตรงนั้น ไม่มีการขยายขอบเขต เป็นการจำกัดพื้นที่ ส่วนเหตุการณ์เมื่อปี 2554 ส่วนใหญ่เป็นการต่อสู้ โจมตีด้วยการยิงปืนใหญ่ ใช้กำลังทหารราบเข้าตี แต่ไม่ใช้อากาศยานทิ้งระเบิด เพียงแต่นำ F-16 มาทำโซนิกบูม แสดงแสนยานุภาพเหนือดินแดนไทย
การปิดฉากการรบให้เร็วที่สุดนั้น ก็ด้วยเงื่อนไขที่สำคัญคือ 1.หากเกมยาวจะมีชาติมหาอำนาจหรือนานาชาติเข้ามาบอกว่าหยุดยิง ในสถานการณ์ที่ไทยยังไม่ได้เปรียบ 2.ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน เศรษฐกิจไม่ดี สงครามยืดเยื้อไม่เป็นผลดี
นอกจากนั้น สิ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กันคือ โดดเดี่ยวคู่สงคราม และ แสวงหาพันธมิตร โดยจะต้องมีข้อมูลและหลักฐานว่าการปฏิบัติการทางทหารของไทยมีความชอบธรรม โดยปฏิบัติตามกฎกติกาสากล เพื่อไปยืนยันในเวทีโลก
ป้องกันไม่มีประเทศใดมาเติมของให้ “กัมพูชา” การสู้รบก็จะจบด้วยการยึดพื้นที่ซึ่งทหารกัมพูชารุกล้ำเข้าหลายจุด ละลายยุทโธปกรณ์และกำลังทหารที่มาประชิดให้ล่าถอยกลับที่ตั้ง ไม่ให้มาแว้งกัดเราได้ในห้วงเวลาหนึ่งทศวรรษ
ในขณะที่กองทัพไทยเองก็ต้องกลับมาเสริมสร้างศักยภาพด้านกำลังรบให้เต็มขีดความสามารถ มุ่งเน้นไปที่การพึ่งพายุทโธปกรณ์จากการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเราเป็นหลัก
ที่สำคัญคือ การเข้าสู่กระบวนการเจรจาที่ฝ่ายไทยต้องได้เปรียบ ซึ่งเป็นเรื่องในระดับรัฐบาลต้องดำเนินการ โดยยึดผลประโยชน์ชาติเป็นที่ตั้ง พร้อมสำนึกว่าชีวิตของประชาชนและทหารตามแนวชายแดนที่เสียสละครั้งนี้ ไม่เสียเปล่า ไม่ใช่ให้กัมพูชากลับมาใช้ไทยเป็นเหยื่อในการปลุกกระแสชาตินิยมในประเทศของตัวเองอย่างไม่มีเหตุผล
พร้อมกดดันให้กัมพูชากลับมาสู่การเจรจาในระดับทวิภาคี ผลักดันการแก้ไขเอ็มโอยู 43 และเอ็มโอยู 44 และให้ยอมรับข้อเท็จจริงตามแผนที่ 1:50,000 ซึ่งเป็นแผนที่ที่ทั่วโลกยอมรับ เพราะในสนธิสัญญายึดหลักสันปันน้ำอยู่แล้ว และเส้นแบริ่ง 211 เขตแดนทางทะเลด้วย พร้อมเดินหน้าพัฒนาพื้นที่โบราณสถานร่วมกัน เพื่อประโยชน์ในการท่องเที่ยวของทั้งสองชาติ
“เหตุของการปฏิบัติการทางทหารต่อกันในครั้งนี้ มีเหตุมาจากผู้นำฝ่ายกัมพูชา อาจต้องให้ระดับฝ่ายบริหารของกัมพูชาและไทยได้เจรจากันร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ในการหาแนวทางสันติวิธี เริ่มจากการแก้ที่ต้นเหตุทั้งทางตรงและทางอ้อม มั่นใจว่าประชาชนทั้งสองประเทศไม่มีเหตุผลที่จะต้องมาขัดแย้งกัน หรือสมควรต้องมาได้รับผลกระทบใดๆ จากเหตุการณ์โดยไม่จำเป็น” พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุ
มีคำถามตามมาว่า รัฐบาลที่ง่อนแง่นมีความพร้อมแค่ไหนในการผลักดันให้ประเทศไทยได้รับรางวัลจากสงครามที่เกิดขึ้น โดยไม่ปล่อยให้ความสูญเสียของทหารและประชาชนตามแนวชายแดนเป็นความสูญเปล่า.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
แผนตั้งรับ-สู้คดี พรรคประชาชน ลุ้น24เม.ย.ศาลฎีกาไม่สั่งพักงาน
หลัง สุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า วันศุกร์ที่ 24 เม.ย. ศาลฎีกาฯ นัดประชุมองค์คณะของศาลฎีกาเพื่อพิจารณาคำร้องคดีที่ ป.ป.ช.ยื่นเอาผิดอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ฐานทำผิดฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมฯ กรณีลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในช่วงสภาฯ หลังเลือกตั้งปี 2562
จับ 'ไอ้โม่ง' กักตุนน้ำมัน ฟื้นความเชื่อมั่น 'อนุทิน' นำฝ่าวิกฤตซ้อนวิกฤต!
เทศกาลสงกรานต์ 2569 ผ่านพ้นไปแล้ว คนไทยกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวกันคึกคัก รัฐบาลภูมิใจที่คนไทยร่วมกับสืบสานประเพณีอันดีงาม และมีเงินสะพัดทั่วประเทศ กระจายรายได้ถึงชุมชน
ศึกชิงผู้ว่าฯกทม.'ชัชชาติ'นอนมา 'คะแนนนิยม'ชนกับ'ความคาดหวัง'
บรรยากาศที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และเมืองพัทยา กำลังจะคึกคักอีกครั้ง เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเห็นชอบแผนการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รวมถึงสนามเมืองพัทยา โดยเคาะวันหย่อนบัตรอย่างเป็นทางการ ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย.2569
‘ดรีมทีมหนู’ หลังแอ่น วิกฤตน้ำมัน ทำความมั่นใจวูบ
ไม่มีเวลาฮันนีมูน ดื่มด่ำน้ำผึ้งพระจันทร์ มีแต่ต้องเร่งทำให้ปัญหาใหญ่ของประเทศตอนนี้ที่กระทบไปทุกภาคส่วนและทุกหย่อมหญ้า อย่าง ‘ราคาน้ำมัน’ ดีขึ้น หรือไม่แย่ลงไปกว่านี้
กธ.ไร้อำนาจต้องแบก 58 ชีวิต จับตาขัง ‘งูเขียว’ ได้นานแค่ไหน
‘พรรคกล้าธรรม’ ไม่ได้ถูกดีไซน์มาเพื่อเป็น ‘ฝ่ายค้าน’ จำนวนตัวเลข สส. 58 คน ในมือของ ‘พรรคกล้าธรรม’ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คือเครื่องตอกย้ำว่า พวกเขาถูกสร้างมาเพื่อเป็น ‘ฝ่ายรัฐบาล’
“กู้ชีพ-แบกเพื่อไทย” งานหินในมือ “ดร.เชน”
ภายหลังการแถลงนโยบายเสร็จสิ้น ทั้งคณะรัฐมนตรี รัฐบาล รวมถึงฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ต่างต้องเร่งทำงานอย่างเต็มที่ เพราะในช่วงเวลาเพียง 2 เดือนก่อนการเลือกตั้ง ประชาชนยังไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างชัดเจนว่าจะฝากความหวังไว้กับใคร

