บนกระดานการเมืองไทยที่กำลังมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 8 ก.พ.2569 ภาพที่ปรากฏต่อสายตาประชาชนคือการแข่งขันที่ดุเดือดที่สุดในรอบทศวรรษ ทุกพรรคการเมืองต่างงัดกลยุทธ์ “นโยบายประชานิยม” ออกมาฟาดฟันกันอย่างไม่ลดละ ตั้งแต่การประกาศถมเงินสวัสดิการนับหลายล้านบาท ไปจนถึงนโยบายที่ถูกตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ทั้งการจัดตั้งกองทัพนิวเคลียร์ หรือการรื้อโครงสร้างสถาบันทางสังคมแบบสุดโต่ง ทว่าท่ามกลางกระแสความตื่นตัวนี้ คำถามสำคัญที่ถูกโยนกลับไปยังศูนย์กลางการควบคุมอย่าง “สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) เหตุใดองค์กรอิสระที่มีหน้าที่รักษาความบริสุทธิ์ยุติธรรม จึงดูเหมือนจะนิ่งเฉยต่อการปล่อยให้นักการเมืองนำ “สินค้าที่ไม่มีอยู่จริง” มาโฆษณาขายแก่ประชาชน
หากจะวิเคราะห์ถึงต้นตอของปัญหา ต้องย้อนกลับไปดูที่อาวุธทางกฎหมายเพียงหนึ่งเดียวที่ กกต.ถืออยู่ในมือ นั่นคือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 57 กฎหมายมาตรานี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้าง “ความรับผิดชอบ” โดยกำหนดให้พรรคการเมืองที่เสนอนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินต้องจัดทำรายงานชี้แจง 3 ประเด็นหลัก คือ (1) วงเงินที่ต้องใช้และที่มาของเงิน (2) ความคุ้มค่าและประโยชน์ และ (3) ผลกระทบและความเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่ปรากฏคือ มาตรา 57 เป็นเพียงกฎหมายที่เน้น “กระบวนการ” แต่ไม่ได้ให้อำนาจในเชิง “การวินิจฉัยเนื้อหา” หมายความว่า หากพรรคการเมือง ก. เสนอนโยบายที่จะใช้งบประมาณ 5 แสนล้านบาท แล้วเขียนคำชี้แจงมาว่า “จะเอาเงินมาจากการกู้เงินและรีดภาษี” แม้ในทางเศรษฐศาสตร์จะมองว่าเป็นไปได้ยากหรือจะทำให้ประเทศล้มละลาย แต่ตราบใดที่พรรคเขียนมาครบ 3 หัวข้อ กกต.ก็ต้องรับเรื่องไว้ในเชิงธุรการ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. จึงต้องย้ำกับสังคมหลายครั้งว่า กกต.ไม่ใช่ “ผู้อนุมัติ” นโยบาย แต่เป็นเพียง “ผู้รวบรวมข้อมูล” เพื่อนำไปประกาศให้ประชาชนรับทราบเท่านั้น
เมื่อไม่สามารถสั่ง “แบน” นโยบายได้โดยตรง กกต.ภายใต้การนำของนายแสวง บุญมี จึงได้ปรับกลยุทธ์ใหม่สำหรับการเลือกตั้งปี 2569 โดยการแต่งตั้ง “คณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมือง” จำนวน 21 ท่าน เมื่อวันที่ 7 ม.ค.2569 ที่ผ่านมา คณะกรรมการชุดนี้เปรียบเสมือนการรวมตัวของ “หัวกะทิ” จากหน่วยงานด้านเศรษฐกิจและการคลังของชาติ ทั้งจากธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒน์ และสำนักงบประมาณ
ยุทธศาสตร์ที่ กกต.ใช้คือ การใช้ “แสงแดดฆ่าเชื้อโรค” เมื่อพรรคการเมืองเสนอนโยบายที่ดูเกินจริง คณะกรรมการชุดนี้จะทำการ “ชำแหละ” ตัวเลขเหล่านั้น หากพบว่าคำชี้แจงของพรรคฟังไม่ขึ้น หรือมีลักษณะเป็นการ “เขียนเสือให้วัวกลัว” กกต.จะทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงในการเปิดเผยผลการตรวจสอบนั้นต่อสาธารณะ เพื่อให้ภาคประชาชนและนักวิชาการเป็นผู้ลงทัณฑ์พรรคนั้นๆ เองในสนามเลือกตั้ง วิธีการนี้คือการเปลี่ยนจาก “การใช้อำนาจสั่งห้าม” เป็น “การใช้ข้อมูลทำลายความน่าเชื่อถือ” ซึ่งในเชิงการเมืองถือว่าเป็นบทลงโทษที่รุนแรงและมีประสิทธิภาพมากกว่าการสั่งปรับเงิน
ซึ่งในสถานการณ์ยิ่งเข้มข้นขึ้นเมื่อบรรดา “นักร้องเรียน” ระดับประเทศอย่าง นายศรีสุวรรณ จรรยา และนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ได้เข้ามายืนยันเจตนารมณ์ในการตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยทั้งสองได้บุกสำนักงาน กกต.เพื่อยื่นคำร้องให้ตรวจสอบนโยบายของพรรคใหญ่หลายพรรค โดยมุ่งเป้าไปที่ความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ.2561 มาตรา 73 (5) ซึ่งระบุถึงการ “หลอกลวง หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยม”
นี่คือจุดตัดที่สำคัญที่สุด หากนโยบายใดถูกพิสูจน์ได้ว่า “ไม่มีทางเป็นไปได้เลยในทางวิทยาศาสตร์หรือทางกฎหมาย” (เช่น การแจกเงินโดยที่ไม่มีแหล่งเงินอยู่จริงเลยแม้แต่น้อย) กกต.อาจจะตีความว่านโยบายนั้นคือการ “หลอกลวง” ซึ่งจะมีบทลงโทษถึงขั้นติดคุกและตัดสิทธิทางการเมือง แต่ปัญหาคือ “เส้นแบ่ง” ระหว่างนโยบายที่ทำยาก กับนโยบายที่หลอกลวง นั้นบางเฉียบมาก กกต.จึงมักถูกโจมตีว่าเกียร์ว่าง เพราะการวินิจฉัยผิดพลาดเพียงนิดเดียวอาจหมายถึงการถูกพรรคการเมืองฟ้องกลับมาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ในอีกฟากหนึ่ง พรรคการเมืองเองก็เริ่มตระหนักถึงความเข้มข้นของกติกานี้ พรรคใหญ่อย่างพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย ต่างต้องระดมทีมเศรษฐกิจมาชี้แจงตัวเลขต่อ กกต.อย่างละเอียด เช่น กรณีของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่ต้องกางแผนผังงบประมาณกว่า 7 แสนล้านบาท เพื่อยืนยันว่านโยบายสวัสดิการไม่ได้เป็นเพียงการขายฝัน แต่เป็นการรีดไขมันจากงบประมาณส่วนอื่น ซึ่งการที่พรรคการเมืองต้องถูกบังคับให้ “พูดความจริงเรื่องเงิน” ถือเป็นนิมิตหมายใหม่ของการเมืองไทย แม้ว่า กกต.จะไม่ได้มีอำนาจสั่งหยุดนโยบายเหล่านั้นด้วยตัวเองก็ตาม
บทบาทของ กกต.ในปี 2569 จึงก้าวข้ามจากการเป็นเพียงผู้จัดการเลือกตั้ง สู่การเป็น “สู่การประชาสัมพันธ์ข้อมูลของพรรคการเมือง” ความท้าทายที่แท้จริงนอกจากการหาข้อหามาลงโทษพรรคการเมือง แต่คือการทำอย่างไรให้ข้อมูลที่ซับซ้อนอย่าง “ที่มาของงบประมาณ” และ “ความเสี่ยงทางการคลัง” ถูกย่อยให้ง่ายและส่งถึงมือประชาชน 52 ล้านคน ก่อนวันที่ 8 ก.พ. เพื่อให้ประชาชนเองที่เป็น “ศาลที่แท้จริง” ในการตัดสินว่านโยบายไหนคือ “อนาคต” และนโยบายไหนคือ “คำลวง”
การที่หลายคนมองว่า กกต.ไม่จัดการอะไรเลยนั้น อาจเป็นความจริงในเชิง “การใช้อำนาจเด็ดขาด” ที่จะต้องทำอะไรสักอย่างกับพรรคการเมืองบางพรรคที่ออกนโยบาย "เพ้อเจ้อ" แต่ในเชิง “กติกาประชาธิปไตย” การที่ กกต.ไม่สั่งระงับนโยบายตามใจชอบ กลับเป็นการรักษาหลักการที่สำคัญที่สุด คือการให้อำนาจตัดสินใจอยู่ที่ประชาชน
ทว่าสิ่งที่ กกต.ต้องทำมากกว่าที่เป็นอยู่ คือการ “ตะโกน” ให้ดังกว่านี้ เมื่อพบว่าข้อมูลที่พรรคการเมืองส่งมานั้นเป็นข้อมูลเท็จหรือมีความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยพังพินาศ เพราะหาก กกต.ยังคงทำหน้าที่เป็นเพียง “ตู้รับจดหมาย” ที่รับข้อมูลมาแล้วเก็บไว้ในลิ้นชัก สุดท้ายแล้วกฎหมายมาตรา 57 ก็จะเป็นเพียงเศษกระดาษที่ไร้ค่าในประวัติศาสตร์การเมืองไทย.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
วิ่งหัวชนกำแพง อภิสิทธิ์ชน 'พรรคส้ม'รอมหาชนทุบเอง
กลายเป็นชนวนร้อนสั่นสะเทือนไปทั้งสภาฯ และโซเชียลมีเดีย เมื่อสงครามวาทกรรม “วิ่งหัวชนกำแพง” ถูกจุดพลุขึ้นโดย “ไหม” น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แห่งค่าย พรรคส้ม ที่ออกมาเปิดใจสะท้อนสภาวะถดถอยและความกดดันของการสู้กับระบบ
เปิดลึก มหาดไทย ขยับ รีเซ็ต คุมอาวุธปืน ฝ่ายกฎหมายแทงสวน
จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ กราดยิงกลางโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ทำให้จากเดิมที่มีความเชื่อกันว่า”โรงเรียน-สถานศึกษา”คือ Safe Zone พื้นที่ปลอดภัย ต้องถูกสั่นคลอน ส่งผลให้รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล มีการบ้านเร่งด่วนคือการทำให้สังคมเชื่อมั่นว่า โรงเรียนยังเป็นพื้นที่ปลอดภัย และอีกหนึ่งเรื่องที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขยับแรงๆ ทันทีก็คือ การยกระดับความเข้มงวดในการ”ควบคุมอาวุธปืน”เพราะแม้ปืนที่ก่อเหตุจะเป็นปืนในบ้านของผู้ก่อเหตุ แต่ทำให้สังคมเล็งเห็นถึงอันตราย ความไม่ปลอดภัยหากการควบคุมอาวุธปืนยังไม่มีประสิทธิภาพ
'เท้ง' ลั่นก้าวสู่ปีที่ 3 'ปชน.' สานต่อภารกิจ 'อนาคตใหม่-ก้าวไกล' ซัดระบอบสีน้ำเงิน ทำหลักนิติรัฐ-นิติธรรมสั่นคลอน
'ณัฐพงษ์' โพสต์ 2 ปี พรรคประชาชน กับภารกิจสร้างอนาคตใหม่ที่ดีกว่า สร้างประเทศไทยให้ก้าวไกล เพื่ออำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน
สอบท้องถิ่น-ฮั้วสว.-ผลงานไม่ออก บั่นทอนเชื่อมั่น'รัฐบาลอนุทิน'
สัปดาห์ก่อนมีกระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาต้นสัปดาห์นี้มีข่าวลือพลิกขั้วรัฐบาล ส้ม-แดง-เขียว พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม จับมือกัน
'โครงสร้างเก่า-คนใหม่' บีอาร์เอ็น รัฐตรึงกำลังรักษาพื้นที่ปลอดภัย
การก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น“วัฏจักร” ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องภาครัฐพยายามใช้ทุกสูตรในการแก้ไขปัญหา แต่ก็ยังไม่มีแนวโน้มที่ความรุนแรงจะยุติลงได้อย่างสมบูรณ์
ล่มซ้ำซาก สุญญากาศกสทช. สรณไม่ถอย-อนุทินลอยตัว
เป็นไปตามคาด ไม่มีอะไรพลิก กับภาพ ประชุมล่ม คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อวันพุธที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา

