การเมืองไทยในห้วงเวลานี้ เข้าสู่ยุคที่ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” เรืองอำนาจสูงสุด ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทย รวมศูนย์การบริหารประเทศเต็มตัว หลังกวาดที่นั่ง สส.ได้กว่า 192 ที่นั่ง นั่นทำให้รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มีเพียงอำนาจในทางตัวเลข แต่ยังมีอำนาจในเชิงจิตวิทยาการเมือง เพราะเมื่อพรรคอันดับ 1 ทิ้งระยะห่างจากคู่แข่งพอสมควร การต่อรองทางอำนาจภายในรัฐบาลก็ย่อมง่ายขึ้นเป็นเงาตามตัว
เมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้าง รัฐบาลชุดนี้ถือว่ามี “ฐานอำนาจแข็ง” อยู่หลายชั้น ชั้นแรกคือความเป็นแกนนำของพรรคสีน้ำเงินที่ถือแต้มต่อในสภาอย่างเด่นชัด ชั้นที่สองคือการจัดวางพรรคร่วมในลักษณะที่ทำให้แรงเสียดทานลดลง โดยเฉพาะการมีพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาลในฐานะพรรคร่วม มิใช่แกนหลัก ส่งผลให้ดุลอำนาจในคณะรัฐมนตรีเอนมาทางภูมิใจไทยมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การเลือกกระทรวง การกำหนดทิศทางนโยบาย และการควบคุมจังหวะเกมในสภา จึงอยู่ในมือฝ่ายแกนนำแทบทั้งหมด พูดอีกอย่างคือ รัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่รัฐบาลผสมแบบต่างฝ่ายต่างคาน แต่เป็นรัฐบาลผสมที่มี “ศูนย์กลางอำนาจ” ค่อนข้างชัดเจน จึงมีความได้เปรียบในเชิงเสถียรภาพทางการเมืองอยู่พอสมควร
ขณะเดียวกัน หากมองไปที่ฝ่ายค้าน ต้องบอกว่า ยังไร้เอกภาพ ทั้งประชาธิปัตย์ และพรรคประชาชน ที่แย่งซีน ชิงการนำอย่างต่อเนื่อง มีการหักเหลี่ยมเฉือนคมกันตลอด ขณะที่พรรคกล้าธรรม อยู่ในสภาพฝ่ายคอย รอส้มหล่นได้ร่วมรัฐบาล
อย่างไรก็ดี อำนาจที่แข็งแรง ย่อมมาพร้อมความคาดหวังที่หนักหน่วง เพราะทันทีที่รัฐบาลเข้ารับหน้าที่ ก็ต้องเผชิญแรงกระแทกจากวิกฤตพลังงานอันสืบเนื่องจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันที่ขยับขึ้น ไม่ได้ส่งผลเฉพาะต้นทุนการเดินทางเท่านั้น แต่โยงตรงไปถึงค่าขนส่ง ต้นทุนสินค้า และค่าครองชีพทั้งระบบ
นี่จึงไม่ใช่แค่วิกฤตราคาพลังงาน แต่คือวิกฤตเศรษฐกิจการเมืองที่วัดฝีมือรัฐบาลโดยตรง ต่อให้ประชาชนเข้าใจว่าปัญหามีที่มาจากปัจจัยนอกประเทศ แต่ปลายทางของความคาดหวังก็ยังหนีไม่พ้นรัฐบาล เพราะรัฐบาลมีหน้าที่ต้องบริหารผลกระทบไม่ให้ลุกลามจนกระทบชีวิตคนส่วนใหญ่
จุดที่น่าจับตาคือ รัฐบาลอนุทินต่างจากรัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมา ซึ่งปล่อยฝ่ายการเมืองลุยไฟ เพราะรอบนี้มี “เทคโนแครต” เข้ามาเป็นหัวหอกในสมรภูมิเศรษฐกิจ ที่มีชื่อมาตั้งแต่ช่วงเลือกตั้ง ซึ่งเป็นจุดโกยคะแนนก่อนหย่อนบัตร
ทั้ง “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” หัวหน้าทีมเศรษฐกิจตัวจริง เข้าไปกำกับภารกิจแก้วิกฤตพลังงาน ขณะที่ “นางศุภจี สุธรรมพันธุ์” และ “นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” ก็ถูกวางให้เป็นกำลังเสริมในมิติการค้าและต่างประเทศ
สะท้อนว่า ครม.ชุดนี้ต้องการส่งสัญญาณว่า รัฐบาลไม่ได้มีแค่ฐานอำนาจทางการเมือง แต่ยังมีเครื่องมือเชิงนโยบายและบุคลากรสายบริหารมืออาชีพเข้ามาพยุงสถานการณ์ด้วย
แต่ปัญหาก็คือ การมีคนเก่ง ไม่ได้แปลว่าจะได้เวลาฮันนีมูนทางการเมือง เพราะผลสำรวจนิด้าโพลล่าสุดสะท้อนชัดว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่มั่นใจต่อรัฐมนตรีสายมืออาชีพว่าจะเอาอยู่กับวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ
นั่นหมายความว่า แม้รัฐบาลจะหวังใช้ความเป็นเทคโนแครตมาเสริมความน่าเชื่อถือ แต่สังคมยังไม่ได้ให้เครดิตล่วงหน้า ทุกคนต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานจริงเท่านั้น การเมืองจึงยังคงเป็นสนามที่โหดร้ายเหมือนเดิม ต่อให้ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ ก็หนีแรงปะทะไม่พ้น
ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นชัดว่ารัฐบาลเริ่มขยับเกมเร็วมากหลังเข้ารับตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นการประชุม ครม.นัดพิเศษตั้งแต่วันแรก การดันให้เอกนิติลงมาคุมโจทย์พลังงานโดยตรง นับหนึ่งที่การจ้องรื้อโครงสร้างพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน ด้วยการรวมเอาค่าความเสี่ยงสงคราม ค่าการขนส่ง และค่าประกันภัย มารวมไว้ในตัวเดียวกัน ลดการบวกรวมค่าน้ำมันที่ซับซ้อน
ไปจนถึงการขยับบทบาทของรัฐมนตรีพลังงาน เพื่อเดินหน้าทบทวนโครงสร้างราคาพลังงานอย่างจริงจัง ทั้งหมดนี้สะท้อนว่ารัฐบาลรับรู้ดีว่า “คะแนนนิยม” ไม่ได้รอใคร และหากปล่อยให้ภาพลบเรื่องน้ำมันแพงลากยาว ความแข็งแรงทางการเมืองก็อาจถูกบั่นทอนลงได้ แม้ในสภาจะยังแน่น แต่ในทางความรู้สึกของประชาชนอาจไม่แน่นตาม
ประเด็นสำคัญที่สุดจึงอยู่ที่ว่า รัฐบาลจะเปลี่ยนอำนาจที่มี ให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนจับต้องได้หรือไม่
เพราะในทางการเมือง วันนี้รัฐบาลสีน้ำเงินอาจยัง “สุดปึ้ก” ทั้งในแง่เสียงสนับสนุน การจัดวางพรรคร่วม และการควบคุมเกมอำนาจ และลมใต้ปีก
แต่ในทางเศรษฐกิจแล้ว รัฐบาลยังอยู่ในช่วงพิสูจน์ตัวเองเต็มตัว หากแก้ปัญหาราคาพลังงานได้ เห็นผลจริงทั้งน้ำมัน ไฟฟ้า และค่าครองชีพ ก็มีโอกาสสูงที่รัฐบาลจะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นแต้มต่อ สร้างความชอบธรรมใหม่ และต่อยอดไปสู่เป้าหมายการอยู่ครบ 4 ปีได้ไม่ยาก
แต่ถ้าทำได้เพียงแค่ส่งสัญญาณ หรือมีแต่แอ็กชันโดยไม่มีผลเชิงรูปธรรม หรือพูดแล้วทำไม่ได้ กลายเป็นดีแต่พูด อำนาจที่ดูมั่นคงในวันนี้ ก็อาจกลายเป็นดาบสองคมในวันหน้า
เพราะสุดท้ายแล้ว รัฐบาลที่มีอำนาจมาก ย่อมถูกคาดหวังมากเป็นธรรมดา โดยเฉพาะหากแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ หรือล้มเหลว ต่อให้มีเสียงในสภามากเพียงใด ก็ใช่ว่าจะการันตีเสถียรภาพทางการเมืองได้ตลอดรอดฝั่ง เนื่องจากชาวบ้านไม่เชื่อมั่น.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ทักษิณพ้นคุก เข้าถ้ำเลียแผล รอชักใยพท.
ช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 11 พ.ค. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี-ผู้นำพรรคเพื่อไทย จะเดินออกจากเรือนจำกลางคลองเปรม หลังติดคุกนาน 8 เดือน นับแต่ 9 กันยายน 2568 ตามคำสั่งศาลฎีกาจนได้รับการพักโทษ แต่ระหว่างนี้ก็อยู่ในช่วงการคุมประพฤติ โดยจะได้รับอิสรภาพเต็มตัว 9 ก.ย.ปีนี้
‘อนุทิน’ฟิตจัด ลงภูเก็ตขยี้กุ๊ย เย็นลุยระนอง
“อนุทิน” ไปภูเก็ต ลงพื้นที่แก้ปัญหาบุกรุกหาดสาธารณะ ซัดมีแต่กุ๊ยไม่ใช่มาเฟีย เพราะมาถึงก็หางจุกตูด
เปิดคลังแสงจีนเทา พันดาบตร.สายไหม
"อนุทิน" สั่งขยายผลสอบชายชาวจีนเจ้าของคลังอาวุธสงครามให้ลึกที่สุด ลั่น! เชื่อมโยงใครฟันไม่เลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ เปิดคลังแสง "หมิงเฉิน ซัน"
ส้ม-ฟ้าจับมือประสาน ล้มพ.ร.ก.กู้4แสนล้าน หวังโค่นรัฐบาลสีน้ำเงิน
เป็นอันว่า เส้นทางการออก พระราชกำหนดให้กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. ... วงเงิน 4 แสนล้านบาท ของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ต้องเจอสภาวะชะงักงันกลางทาง
ยก21ล้านเสียงจี้แก้รธน. นัดหารือร่างกม.31ฉบับ
"นายกฯ” ส่งหนังสือด่วนขอรัฐสภาพิจารณาร่างกฎหมาย 31 ฉบับ
ชี้‘แลนด์บริดจ์’แพ้สิงคโปร์
"นายกฯ” โต้ฝ่ายค้านตีตนไปก่อนไข้ ปูด “อาม่า” กว้านซื้อที่ดินรองรับแลนด์บริดจ์

