
“คลัง” ฟุ้งจัดเก็บรายได้ 7 เดือน ปีงบประมาณ 2566 เกินกว่าเป้าหมาย 8.9% มั่นใจทั้งปีผลงานฉลุย แจงมาตรการอุ้มราคาน้ำมันคุมเงินเฟ้ออยู่ มองทั้งปีกดเหลือไม่เกิน 3% ด้าน “ธนาคารโลก” แนะปฏิรูปภาษีแบบก้าวหน้า หนุนขึ้น VAT – ขยายการจัดเก็บภาษีที่ดิน – ขยายฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา – ลดเงื่อนไขการลดหย่อน ช่วยปั้มรายได้ภาครัฐรองรับการเติบโตระยะยาว
30 พ.ค. 2566 – นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศาในงานเปิดตัวรายงานเรื่อง “การประเมินรายได้และรายจ่ายภาครัฐของประเทศไทย : การส่งเสริมอนาคตที่ทั่วถึงและยั่งยืน” จัดโดยธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ พบวิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด-19 อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเนื่องจากราคาพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และข้อขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยในภาวะที่ยากลำบากดังกล่าว ต้องยอมรับว่ารายได้ของภาครัฐก็ได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกัน มีผลสำคัญต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ เนื่องจากรัฐบาลจำเป็นจะต้องมีมาตรการผ่อนปรนทางด้านภาษี เพื่อบรรเทาผลกระทบจากโควิด-19 สำหรับรายบุคคลและภาคธุรกิจ ดังนั้นจึงเป็นปัญหากับรายได้ของรัฐบาลในช่วงปี 2563-2564
ทั้งนี้ ในภาวะที่ยากลำบากดังกล่าว รัฐบาลจำเป็นต้องรับมือกับการป้องกันโควิด-19 ด้วยการกระตุ้นให้ประชาชนฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึง ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาการบริโภคภายในประเทศเพื่อให้เศรษฐกิจดำเนินต่อไป ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าโควิด-19 จะยืดเยื้อนานแค่ไหน การบริหารจัดการทั้งหมดจึงค่อนข้างลำบาก เพราะต้องรับมือกับทั้ง 2 ส่วน แต่ก็เป็นสิ่งที่โชคดีว่าประชากรส่วนมากของไทยได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึง และรัฐบาลได้เริ่มกลับมากระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น ด้วยการสนับสนุนให้เกิดการบริโภคภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง จึงได้มีการออกมาตรการต่าง ๆ อาทิ โครงการเราเที่ยวด้วยกัน และโครงการคนละครึ่ง รวมถึงมีการดึงเทคโนโลยีเข้ามาเสริมประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้
โดยหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มดีขึ้น ภาคธุรกิจและรายได้ของรัฐบาลเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ การจัดเก็บรายได้มีการฟื้นตัวขึ้นตั้งแต่ปี 2565 และคิดว่าในปีงบประมาณ 2566 ภาพรวมการจัดเก็บรายได้จะดีขึ้นกว่าช่วงโควิด-19 อย่างชัดเจน แม้ว่าจะมีการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลก็ตาม โดยภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในช่วง 7 เดือนของปีงบประมาณ 2566 (ต.ค.65-เม.ย. 66) สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 7.4% และสูงกว่าเป้าหมายตามเอกสารงบประมาณ 8.9% ทำให้มั่นใจว่าการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2566 จะทำได้ตามเป้าหมายอย่างแน่นอน
นายอาคม กล่าวอีกว่า หลังจากเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 แล้ว สิ่งที่ต้องดำเนินการเพื่อส่งเสริมการเติบโตอย่างทั่วถึงในระยะถัดไป คือ การเพิ่มสวัสดิการให้กับประชากรกลุ่มเปราะบาง การส่งเสริมการลงทุนในอนาคต โดยกระทรวงการคลังจะต้องผลักดันนโยบายการคลังเชิงรุก ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะต้องเดินหน้านโยบายการเงินที่รอบคอบต่อไป และบริการจัดการเศรษฐกิจมหภาคให้เข้มข้นมากขึ้น ประสานนโยบายให้ทั่วถึง
นอกจากนี้ มีประเด็นเร่งด่วนที่ต้องเร่งพิจารณา คือ ราคาพลังงานที่ส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อ โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้วางมาตรการช่วยเหลือที่ตรงเป้า ผ่านการอุดหนุนเงินในวงกว้าง แต่ต้องยอมรับว่าการอุดหนุนใช้งบประมาณค่อนข้างเยอะ แต่ก็สามารถรักษาระดับราคาขายและรักษาอัตราเงินเฟ้อได้ ผลที่เกิดขึ้น คือ คาดว่าในปี 2566 อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ต่ำกว่าระดับ 3% อย่างแน่นอน ส่วนในอนาคตนโยบายการอุดหนุนต่าง ๆ จะต้องถอนตัวออกมา เพราะในระยะปานกลางรัฐบาลมุ่งหวังที่จะใช้นโยบายการคลังแบบรัดเข็มขัด โดยได้มีการกลับมาทบทวนและวางกรอบนโยบายการคลังระยะปานกลาง ปี 2567-2570 โดยในปี 2567 ตั้งเป้าขาดดุลงบประมาณ 3% และลดลงอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ที่คาดว่าจะลดลงจาก 61.78% ในปี 2568 เป็น 61.25% ในปี 2570 และตามรายงานของธนาคารโลกที่นำเสนอเรื่องการปฏิรูปภาษีแบบก้าวหน้า เมื่อนำแต่ละวิธีมารวมกันจะสามารถช่วยเพิ่มรายได้ของรัฐให้ดีขึ้นราว 3.5%
นายฟาบริซิโอ ซาร์โคเน ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยสามารถปฏิรูปเศรษฐกิจให้มีความเท่าเทียมและยืดหยุ่นมากขึ้นได้โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ การเพิ่มการจัดเก็บรายได้ภาครัฐ และการใช้นโยบายช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและนโยบายที่เกี่ยวกับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยธนาคารโลกพร้อมให้การสนับสนุนการปฏิรูปทางการคลังของประเทศไทยเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายเหล่านี้
ซึ่งในระยะยาว การรับมือกับภาระทางการคลังที่จะเกิดจากการใช้จ่ายที่จำเป็น พร้อมกับบริหารหนี้สาธารณะให้อยู่ในระดับที่มีความยั่งยืนนั้น จะต้องอาศัยการจัดเก็บรายได้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ผ่านการปฏิรูปภาษีแบบก้าวหน้า อาทิ การขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และยกเลิกการยกเว้นต่าง ๆ การขยายฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและลดเงื่อนไขการลดหย่อนภาษีและการหักค่าใช้จ่าย การขยายการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยให้มีการดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งการปฏิรูปเหล่านี้จะส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียมและเพิ่มศักยภาพการจัดเก็บรายได้ภาครัฐเพื่อรองรับการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งการปฎิรูปด้านภาษีมีผลต่อผู้มีรายได้น้อยและคนยากจนสามารถรับการทดแทนโดยนโยบายและมาตรการช่วยเหลือทางสังคมต่าง ๆ ซึ่งยังส่งผลให้สถานะทางการคลังของรัฐบาลดีขึ้นด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
รัฐบาลรับเงินช่วยเหลือ 115.5 ล้านจากธนาคารโลก ลุยเมกะโปรเจกต์ 1.65 แสนล้าน ขุด 'เจ้าพระยา 2'
รัฐบาลเตรียมรับเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากธนาคารโลก 115.5 ล้านบาท เร่งเตรียมความพร้อมโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย วงเงิน 1.65 แสนล้านบาท ครอบคลุม 9 จังหวัด มุ่งลดความเสี่ยงน้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง
'ดร.กนก' ยกคำกล่าวปธ.ธนาคารโลก ชี้โจทย์ใหญ่ประเทศไทย สร้างผู้ประกอบการ ไม่ใช่แค่สร้างงาน
ดร.กนก ชี้บทบาทของรัฐบาลไม่ใช่การรับภาระเลี้ยงดูประชาชนไปตลอดชีวิต หรือปล่อยให้ประชาชนต่อสู้ตามลำพัง แต่คือการสร้างโอกาสที่เป็นธรรม
เวทีIMFไทยได้อะไร
“ศุภมาส” ให้กรมประชาสัมพันธ์-อสมท ขยายผลเวที IMF-World Bank สื่อสารให้ชัด “คนไทยได้อะไร” รัฐบาลชูผลเจ้าภาพ เร่งเปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นการลงทุน งาน-รายได้-ดัน AI ถึง SME เกษตรกร ต่อยอดซอฟต์พาวเวอร์ไทย ปูทางเศรษฐกิจสู่การเติบโตรอบใหม่
'ศุภมาส' สั่งกรมประชาสัมพันธ์-อสมท ตีโจทย์ IMF-เวิลด์แบงก์ คนไทยได้อะไร
‘ศุภมาส’ มอบกรมประชาสัมพันธ์และ อสมท ขยายผลประชุม IMF-World Bank 2026 หลังไทยกลับมาเป็นเจ้าภา
เวที IMF-เวิลด์แบงก์ ดึงทุนโลก เสริมแกร่งศก.-กู้ปัญหาปากท้อง
ประเทศไทยอยู่ในห้วงสัปดาห์ของการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปี สภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และ กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ประจำปี 2026

