ttb เปิด 3 ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจปี 65 โควิด - เงินเฟ้อ - นโยบายการค้า

ttb analytics ประเมิน 3 ปัจจัยเสี่ยงปี 65 ที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญ ชี้ผู้ประกอบการปรับตัว วางกลยุทธ์ตามระดับผลกระทบ พร้อมแนะภาครัฐช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจให้ตรงตามความเสี่ยง

28 ม.ค. 2565 การดำเนินธุรกิจภายใต้สถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงรอบด้าน ผู้ประกอบการต้องพยายามประคับประคองรายได้ ของธุรกิจให้อยู่รอด ดังนั้น ความเสี่ยงต่าง ๆ ที่กระทบกับธุรกิจเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องทราบเพื่อเตรียมรับมือให้ทันท่วงที ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics จึงทำการศึกษา 3 ปัจจัยเสี่ยงในปี 2565 ที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญ ได้แก่ 1) การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน 2) การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ 3) ความเข้มงวดของนโยบายการค้าโลกที่มีผลต่อการส่งออก โดยแบ่งผลการวิเคราะห์ความเสี่ยงต่าง ๆ ดังนี้

ปัจจัยเสี่ยงที่ 1 การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ซึ่งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปี 2563 และ 2564 ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างมาก โดยประเมินเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ดังนี้

ปี 2563 เหตุการณ์ระบาดระลอกแรก (เริ่มเดือนเมษายน 2563) ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจภาคการค้า การบริการ และอุตสาหกรรม ลดลงทันทีกว่า 15-25% จากระดับปกติปี 2562 โดยในช่วง 3 เดือนแรกนับจากการแพร่ระบาด ภาครัฐประกาศล็อกดาวน์ประเทศแบบเข้มงวด หลังจาก 3 เดือนของการแพร่ระบาดเริ่มบรรเทาลง ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยและกังวลต่อการแพร่ระบาด ทำให้ฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมยังหดตัว 5% ส่วนภาคบริการยังคงหดตัวถึง 15% จากระดับปกติ
ปี 2564 เหตุการณ์ระบาดระลอก 2-3 (เริ่มมกราคม 2564 และเริ่มเมษายน 2564) การระบาดเกิดขึ้นอีกครั้ง ภาครัฐใช้มาตรการล็อกดาวน์เชิงรุก ด้วยการแยกพื้นที่ควบคุมตามความรุนแรงของการระบาด เพื่อลดผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้น้อยกว่าระลอกแรก กล่าวคือ ดัชนีเศรษฐกิจภาคการค้า บริการ และอุตสาหกรรมลดลงประมาณ 15% และหลังการระบาดผ่านไป 3 เดือน กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวได้เร็วกว่าระลอกแรก โดยในช่วง 8 เดือนหลังการระบาด ดัชนีชี้วัดภาคการค้าและอุตสาหกรรมสามารถกลับมาเท่าระดับเดิมได้เช่นเดียวกับในปี 2562 อย่างไรก็ตาม ภาคบริการยังคงน่าห่วง เนื่องจากมีตัวเลขที่ยังคงหดตัว 15% เช่นเดิม เนื่องจากภาคบริการต้องพึ่งพิงการท่องเที่ยวเป็นหลัก การที่นักท่องเที่ยวต่างชาติขาดหายไป และนักท่องเที่ยวไทยที่ยังกังวลต่อการแพร่ระบาด ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาคบริการโดยภาพรวมยังไม่ฟื้นตัว

ttb analytics ประเมินว่า การระบาดในระลอกล่าสุด จะไม่รุนแรงเท่ากับการระบาดในครั้งก่อน ๆ ที่ผ่านมาและจะใช้เวลา ประมาณ 3 – 4 เดือน เพื่อกลับสู่ระดับปกติ (เทียบกับรายได้ปี 2562 ) ยกเว้นธุรกิจบริการที่ฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากไทยมีประสบการณ์ในการจัดการกับการแพร่ระบาด สามารถป้องกันได้ ทั้งในส่วนภาคเอกชนและประชาชน อีกทั้งมีการฉีดวัคซีนครอบคลุมทั่วประเทศ และเร่งฉีดเข็ม 3 ดังนั้น การใช้มาตรการป้องกันจึงเป็นไปในลักษณะเชิงผ่อนคลาย ไม่รุนแรงจนต้องล็อกดาวน์ ทำให้ภาคธุรกิจค่อย ๆ ปรับตัวที่จะอยู่ร่วมกับการแพร่ระบาด โดยประเมินความเสี่ยงตามรูปแบบการฟื้นตัวหลังการระบาดบรรเทาลงจาก 3 ระลอกที่ผ่านมา พบว่า ธุรกิจที่ยังมีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ท่องเที่ยวและร้านอาหาร ความเสี่ยงปานกลาง ได้แก่ ขนส่งและโลจิสติกส์ น้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ปัจจัยเสี่ยงที่ 2 การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ ณ สิ้นปี 2564 ราคาวัตถุดิบฝั่งผู้ผลิตในกลุ่มพลังงานและอาหารมีการปรับตัวสูงขึ้นกว่า 45% และ 5% จากช่วงเดียวกันของปี 2563 ในขณะที่ราคาสินค้าฝั่งผู้บริโภคกลุ่มขนส่งและอาหาร ปรับเพิ่มขึ้นเพียง 10% และ 1% ตามลำดับ

การที่ราคาวัตถุดิบฝั่งผู้ผลิตปรับตัวสูงกว่าราคาฝั่งผู้บริโภคในกลุ่มสินค้าประเภทเดียวกัน สะท้อนถึงผลกำไรของผู้ประกอบการมีแนวโน้มลดลง ทั้งในกรณีที่ธุรกิจไม่สามารถส่งผ่านราคาวัตถุดิบไปยังผู้บริโภคได้ ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบปรับสูงขึ้น กำไรลดลง และในกรณีที่ธุรกิจสามารถส่งผ่านราคาวัตถุดิบไปยังราคาสินค้าฝั่งผู้บริโภคได้ แต่จะทำให้กำลังซื้อผู้บริโภคลดลง นำไปสู่ยอดขายของผู้ประกอบการลดลงตามไปด้วย

ttb analytics ประเมินว่าแนวโน้มราคาวัตถุดิบอาหารและพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการสูงขึ้น และส่งผลให้กำไรลดลง จากผลการวิเคราะห์ตามตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต (Input-Output Table) พบว่าการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารและพลังงาน ส่งผลทำให้สัดส่วนต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2.2% โดยธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ อาหาร โรงแรมและร้านอาหาร เครื่องดื่ม ขนส่งโลจิสติกส์ และฟาร์มเลี้ยงสัตว์

ปัจจัยเสี่ยงที่ 3 ความเข้มงวดของนโยบายการค้าโลกและการแข่งขันสูง ทำให้ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวโดยเห็นได้จากสัดส่วนการค้าระหว่างประเทศต่อจีดีพีของไทยลดลงจาก 138% ในปี 2554 มาอยู่ที่ 98% ในปี 2563 แนวโน้มดังกล่าวเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก ชี้ว่า การพึ่งพิงภาคการค้าระหว่างประเทศมีทิศทางลดลง ประเทศต่าง ๆ หันมาพึ่งเศรษฐกิจในประเทศของตนเองมากขึ้น ดังนั้น มาตรการการค้าที่เข้มงวดจะถูกนำมาใช้ อาทิ มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti- dumping: AD) มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duty: CVD) การทำประมงผิดกฎหมาย (IUU fishing) การใช้แรงงานผิดกฎหมาย กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ซึ่งจะทำให้ธุรกิจส่งออกไทยจะได้รับผลกระทบตามไปด้วย

ttb analytics ประเมินว่า การกีดกันการค้าที่มิใช่ภาษีดังกล่าวจะยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันอุตสาหกรรมในประเทศตนเอง ทำให้ธุรกิจส่งออกไทยที่อยู่ในข่ายได้รับผลกระทบจากมาตรการเหล่านี้อาจทำให้ยอดส่งออกชะลอลง โดยธุรกิจส่งออกที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ประมง ธุรกิจที่มีความเสี่ยงปานกลาง ได้แก่ อาหาร ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เหล็กและเหล็กกล้า ผลิตภัณฑ์ยางพารา เฟอร์นิเจอร์ แฟชั่น บรรจุภัณฑ์พลาสติก และเกษตรแปรรูป

จาก 3 ปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า ควรจับตามองธุรกิจท่องเที่ยวและร้านอาหาร รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวกับกลุ่มอาหาร โดยเมื่อประมวลผลกระทบรวมของสามปัจจัยเสี่ยงแล้ว ชี้ให้เห็นว่าธุรกิจดังกล่าวเป็นกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบในระดับสูง เนื่องจาก ได้รับความเสี่ยงทั้งจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้น กระทบต่อต้นทุนและรายได้โดยตรง เป็นกลุ่มที่ต้องระมัดระวังในปี 2565 เป็นพิเศษ

แนะผู้ประกอบการปรับตัวและภาครัฐช่วยเหลือตามความเดือนร้อน ทั้ง 3 ปัจจัยเสี่ยงส่งผลกระทบต่อธุรกิจแตกต่างกัน ดังนั้น การที่ผู้ประกอบการทราบถึงแนวโน้มความเสี่ยงที่กระทบต่อธุรกิจของตนเอง จะทำให้วางแผน และ ปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจก่อนที่ความเสี่ยงจะเข้ามากระทบกับธุรกิจได้ เช่น หากความเสี่ยงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อรายได้ลดลง สามารถใช้กลยุทธ์การกระจายตลาดหาช่องทางการตลาดใหม่ ๆ รักษาฐานลูกค้าให้มั่น หากความเสี่ยงกระทบด้านต้นทุน ก็มุ่งเน้นการลดต้นทุนลงในรูปแบบต่าง ๆ โดยที่คุณภาพไม่ลดลง ในขณะที่ภาครัฐ เมื่อทราบถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นต่อภาคธุรกิจ ควรดำเนินมาตรการประคับประคองรายได้และต้นทุนของผู้ประกอบการในธุรกิจที่ได้รับความเดือดร้อนให้ตรงกลุ่ม เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถฝ่าฟันความเสี่ยงที่เผชิญอยู่และกลับมาฟื้นตัวได้ดังเดิม <

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ฟังทางนี้! ทำอย่างไร เมื่อโควิดเป็นโรคติดต่อ ที่ต้องเฝ้าระวัง

เฟซบุ๊ก ไทยรู้สู้โควิด ระบุ ทำอย่างไร ? เมื่อ COVID เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง  ดังนี้ คือ 1. ผู้ที่มีอาการป่วยทางเดินหายใจ ให้ปฏิบัติตนตามมาตรการ DMHT

'อนุทิน' มั่นใจ สธ.รับมือโควิดได้ หลังยุบ ศบค. ขอบคุณยังร่วมมือสวมหน้ากากอนามัย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีที่มีการยกเลิก ศบค. ว่า ปฐมบทของเรื่องนี้ มันเริ่มมาจากคณะกรรมการโรคติดต่อ ที่เขาประเมินแล้วว่าโรคโควิดลดระดับลงมาเป็นโรคติดต่อที่ควรเฝ้าระวัง

มท.1 เผยแต่ละจังหวัดไม่มีปัญหา เปลี่ยนผ่านโควิดสู่โรคเฝ้าระวัง มีแผนรองรับแล้ว

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (ศบค.) ครั้งสุดท้าย ถึงการเปลี่ยนผ่านโรคโควิด 19 เข้าสู่โรคเฝ้าระวัง ว่า แต่ละจังหวัดก็ต้องรับแผนที่ทางกระทรวงสาธารณสุขได้วางไว้

ชง ครม. อังคารหน้า เลิก 'พ.ร.ก.ฉุกเฉิน' มีผล 30 ก.ย.

'เลขาฯสมช.' ยันยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่กระทบคุมโควิด ใช้กม.โรคติดต่อดูแลแทน ชง ครม. 27 ก.ย.นี้ ชี้พื้นที่ไหนกลับมาระบาดหนัก ผู้ว่าฯ ใช้อำนาจจัดการได้

'หมอหนู' ชง ศบค. ไฟเขียวมาตรการรับ 'โควิด' โรคติดต่อเฝ้าระวัง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวก่อนการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)