จับโกงเพิ่ม11ราย ตัดตอนลาสต์บอส

"ผบ.ตร." เร่งมือส่งงานร้อนโกงสอบท้องถิ่น "รองนายกฯ" ศุกร์นี้ เผยเรียก 11 รายเข้ารับทราบข้อกล่าวหา แย้มงานรุดหน้าแล้ว 70% ขณะที่ “ผอ.องค์กรต้านโกง” เขย่านายกฯ “โออีซีดี” จ้องเขม็งทิศทางไทยสางปมใหญ่ประเทศ จี้เร่งมือกิโยตีน กม.ภาครัฐปิดช่องรีดสินบน ด้าน "พรรคส้ม" ยกขบวนเปิดแผลโกงรัฐบาลอนุทิน “ภคมน” ดักคอตัดตอนก่อนถึง "ลาสต์บอส" เสี่ยงถึงขั้นคว่ำรัฐบาล ขอแรง "มท.1" ส่งหนังสือถึง "นายกฯ อนุทิน" กล้าลงดาบขุดเส้นเงินยกยวงขบวนการอัปยศ "โตโต้" ทุบหนักวงจรพ่อทิพย์ภัยมั่นคงชาติ หนุนตรวจดีเอ็นเอตัดไฟต้นลม "เท้ง" จวกคดีฮั้ว สว.ผลัดกันเกาหลัง

เมื่อวันจันทร์ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมร่วมกับคณะทำงานซึ่งประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.), กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เพื่อร่วมตรวจสอบรายละเอียดข้อกฎหมายและพยานหลักฐาน รวมถึงเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องในคดีทุจริตสอบท้องถิ่นให้รัดกุม เพื่อเตรียมส่งมอบรายละเอียดสรุปให้แก่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในวันศุกร์นี้ (24 ก.ค.) เพื่อนำไปประกอบสำนวนคดีของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามอำนาจหน้าที่ภายใน 30 วัน

ขณะที่ความคืบหน้าทางคดี พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามเตรียมพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้เกี่ยวข้องเพิ่มอีก 11 คน โดยทั้งหมดเป็นบุคคลที่ถูกพบอยู่ในบ้านพักแห่งหนึ่งใน จ.นนทบุรี ในวันที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น สำหรับบุคคลทั้ง 11 คนแบ่งเป็นข้าราชการสังกัด สถ. และพนักงานบริษัทเอกชน 2 คน หนึ่งในนั้นคือนายฉัตรพิสุทธิ์ หรือเต้ย ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบปากคำและเตรียมดำเนินคดีในหลายข้อหา

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ระบุว่า ส่วนบุคคลทั้ง 11 รายจะถูกแจ้งข้อกล่าวหาใดบ้างอยู่ระหว่างการพิจารณาในรายละเอียด รวมถึงจะพิจารณาเชิญผู้ทำหน้าที่รับผิดชอบโครงการให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหา หลังจากที่คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) มีมติให้แจ้งความดำเนินคดีกับอาจารย์ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบโครงการดังกล่าวในข้อหาแจ้งความเท็จ ส่วนความคืบหน้าการตรวจสอบเส้นทางการเงินขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ หากพบว่าเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใดก็จะถูกดำเนินคดีทันทีโดยไม่ละเว้น

 พ.ต.อ.อุเทน นุ้ยพิน รองผู้บังคับการอำนวยการ ตำรวจภูธรภาค 6 ในฐานะโฆษกคณะตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กล่าวว่า เบื้องต้นที่ประชุมเห็นชอบกรอบการตรวจสอบมากกว่า 30 ประเด็น โดยแบ่งการพิจารณาออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ขั้นตอนก่อนสอบ ระหว่างสอบ และหลังสอบ พร้อมมอบหมายให้คณะทำงานรวบรวมข้อเท็จจริงและผลการตรวจสอบในแต่ละประเด็น ก่อนนำมาสรุปเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

พ.ต.อ.อุเทนกล่าวว่า คณะทำงานได้เชิญผู้เกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วนเข้ามาให้ข้อมูลแล้ว 7 ปาก ครอบคลุมทุกขั้นตอนของการรับสมัครและสอบแข่งขัน ทั้งหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานที่ดำเนินการสอบ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ทำให้ปัจจุบันการรวบรวมข้อเท็จจริงมีความคืบหน้ากว่า 70 เปอร์เซ็นต์หลังจากนี้ คณะทำงานแต่ละชุดจะนำข้อมูลที่ได้รับไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม

หนุนรื้อโกงปี 64

 ด้านนายวัชระ เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนทราบว่าการสอบทุจริตท้องถิ่นมีการโกงจ่ายเงินเข้ารับราชการตั้งแต่สมัยการสอบปี 2564 แล้ว อยากให้นายปกรณ์รื้อการทุจริตสอบท้องถิ่นปี 2564 ด้วย เพราะไม่เช่นนั้นประเทศเราก็ต้องเลี้ยงดูข้าราชการท้องถิ่นที่ทุจริตเหล่านั้นไปตลอดชีวิต ประเทศชาติจะไม่พังทลายได้อย่างไร

ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ และการเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ที่มีพล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว.เป็นประธาน กมธ. จัดเสวนาเรื่องมาตรฐานองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) การต่อต้านคอร์รัปชันกับเส้นทางประเทศไทย” โดยมีนักวิชาการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

โดยช่วงหนึ่งของเวทีเสวนา นายกิตติเดช ฉันทังกูล ผู้อำนวยการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)  (ACT) กล่าวถึงกรณีการทุจริตสอบคัดเลือกเป็นข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่นว่า เป็นสิ่งที่โอเอซีดีกำลังมองว่ารัฐบาลไทยจะแก้อย่างไร ทั้งนี้ตนเชื่อว่าหากประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกโออีซีดี จะทำให้ประเทศพัฒนาแบบก้าวกระโดด เพราะจัดการการทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งนี้ต้องปรับปรุงกฎระเบียบ กิโยตีนกฎหมาย ให้หน่วยงานภาครัฐกระชับ ทำได้จริง ปิดช่องการจ่ายสินบน รีดไถจากระบบนอกกฎหมาย นอกจากนั้นต้องขจัดความคิดที่ยอมรับการทุจริตออกไปจากหัวคนไทย โดย สส., สว.ต้องช่วยกันสื่อสาร สภาต้องทำให้เห็นเป็นแบบอย่างที่ไม่แต่งตั้งคนทุจริตเป็นทีมงาน คณะทำงานหรือบุคคลใกล้ชิด เพื่อให้ประเทศไทยไปรอด

 “สิ่งที่ต้องจัดการคือกลุ่มตัวกลาง อย่างกรณี สถ. ตัวกลางคือพวกที่หาลูกค้า หาคนจ่ายสินบน ซึ่งตัวกลางในประเทศไทยถือเป็นธุรกิจ ประสานดีล ประสานเคลียร์คือจ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ธุรกิจนำเข้า-ส่งออก เพื่อไม่ให้ถูกเรียกตรวจ ดังนั้นในสังคมมีตัวกลางมาก ต้องจัดการ เพราะเป็นกลุ่มที่เก็บค่าเช่าส่วนเกิน เก็บค่าต๋งทางธุรกิจ แต่ไม่ทำประโยชน์หรือสร้างผลผลิตอะไรให้ระบบในประเทศ ดังนั้นต้องถูกกำจัดออกไป และอาจทำให้ประเทศไทยดูแย่ บางคนเป็นคนถือกระเป๋าแทนผู้หลักผู้ใหญ่ และที่บอกว่าสาวไปไม่ถึงระดับบน โดนตัดตอนเพราะคนพวกนี้ ดังนั้นกฎหมายไทยต้องแก้ให้เอาผิดตัวกลางและตัวหลักให้ชัดเจน บังคับใช้กฎหมายให้เสมอภาคและยุติธรรมเท่าเทียม” นายกิตติเดช กล่าว

นายกิตติเดชกล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบเรื่องโกงสอบท้องถิ่นที่กรรมาธิการของสภาพิจารณาหลายสัปดาห์ ได้ตั้งคำถามและหาความรับผิดชอบ ใครทำข้อสอบรั่วไหลจนไปถึงมือกระบวนการแก้ไขคะแนน พบว่าหน่วยงานทั้ง  สถ.และกรรมการกลางการสอบแข่งขัน พนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) โยนกันไม่มีใครรับผิดชอบ ถือว่าใช้ไม่ได้ เพราะทำให้ปัญหาไม่ถูกแก้ ดังนั้นต้องแสดงออกให้เห็น โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทยต้องทำให้เห็น และนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ต้องทำให้เห็น โดยตนจะรอดูว่าคนที่รับผิดชอบตัวจริงคือใคร เพราะเรื่องนี้ทำลายประเทศและชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ ทำให้ในสายตาชาวโลกประเทศไทยกลายเป็นประเทศใช้ไม่ได้  และข้าราชการไทยถูกตั้งคำถามถึงความซื่อสัตย์สุจริต

ลุ้นถึงลาสต์บอส

ที่โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพฯ สุขุมวิท 20 โครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พบประชาชน ประจำปีงบประมาณ 2569 จัดฟอรัมผู้นำฝ่ายค้าน "เกิด แก่ เจ็บ โกง คนไทยจะออกจากวงจรนี้อย่างไร" ภายใต้แนวคิด "คอร์รัปชันคนไทยจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน"

น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า การทุจริตสอบข้าราชการ ล่าสุดถ้าเปรียบเหมือนหนังน่าติดตามมาก เพราะไม่รู้ตอนจบสุดท้ายจะได้เห็นผู้ร้ายตัวจริงหรือไม่ แต่ระหว่างทางผู้กำกับพยายามตีวงให้แคบกลัวไปถึงลาสต์บอสตัวสำคัญ ซึ่งจะเป็นประเด็นที่ล้มรัฐบาลได้

น.ส.ภคมนกล่าวอีกว่า สิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้เลยคือเป็นเรื่องการเมือง จะเป็นไปได้อย่างไรที่ข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยแค่ 5 คนเท่านั้นที่ถูกสอบวินัยร้ายแรง วันนี้มีผู้ถูกสร้างข้อกล่าวหาดำเนินคดีแค่ 3 คนเท่านั้น ไม่มีการแจ้งใครเพิ่มเติม และยิ่งไปกว่านั้นคือยังไม่มีหน่วยงานไหนทำหนังสือขอให้ตรวจเส้นเงิน ซึ่งก็ต้องถามว่ามีเหตุผลอะไรถึงไม่ตรวจเส้นเงิน

"เรียนท่าน มท.1 ที่ชื่อท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ช่วยทำหนังสือไปหานายกรัฐมนตรีชื่อท่านอนุทิน ชาญวีรกูล แจ้งไปยัง ปปง.ให้สอบเส้นเงินหน่อย อันนี้ไม่น่ามีอุปสรรค อนุทิน 1 โทร.หาอนุทิน 2 ให้หน่อย วันนี้กลายเป็นว่า มท. 1 กับนายกรัฐมนตรีเป็นคนคนเดียวกัน แต่อุปสรรคดูมากกว่าสิ่งอื่นๆ ด้วยซ้ำ ดิฉันคิดว่าวันนี้พี่น้องประชาชนเห็นเจตนา พอที่จะทายออกแล้วว่าตอนสุดท้ายของหนังเรื่องนี้จะจบแบบไหน" น.ส.ภคมนกล่าว

นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. เปิดเผยถึงวิกฤตการณ์การได้มาซึ่งสัญชาติไทยของกลุ่มทุนข้ามชาติที่เข้ามาทำธุรกิจสีเทา โดยระบุว่าสิ่งที่กลุ่มคนเหล่านี้ต้องการมากที่สุดคือสัญชาติไทย เพื่อใช้เป็นตั๋วใบแรกในการทำธุรกรรมต่างๆ ได้เช่นเดียวกับคนไทย ทั้งการซื้อสูติบัตรให้บุตรเพื่อเป็นใบเบิกทางในการออกบัตรประชาชน  มีชื่อในทะเบียนบ้าน และเปิดบัญชีธนาคาร โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการถือครองกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ บ้าน และที่ดินได้ครบ 100% เพื่อสร้างความมั่นคงให้ธุรกิจของตนในอนาคต

นายปิยรัฐกล่าวอีกว่า ปัจจุบันพบโรงพยาบาลในพื้นที่กรุงเทพมหานครมากกว่า 6 แห่ง ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำคลอดเด็กในขบวนการนี้ไปแล้วประมาณ 150-200 คน และจากเบาะแสที่ได้รับคาดการณ์ว่าตัวเลขล่าสุดอาจพุ่งสูงถึงเกือบ 1,000 คน ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติอย่างร้ายแรง หากเปรียบเทียบกับโมเดลภูเขาน้ำแข็ง เงินจำนวน 110,000 บาทคือสิ่งที่มองเห็นเหนือน้ำ

นายปิยรัฐระบุว่า แต่สิ่งที่อยู่ใต้ฐานคือต้นทุนแฝงที่คนไทยต้องแบกรับ ทั้งการสร้างอาณาจักรและเครือข่ายระบบนิเวศของกลุ่มทุนสีเทา ที่ไม่ต้องอาศัยบริษัทนอมินีอีกต่อไป แต่จะเข้ามาทำลายระบบเศรษฐกิจฐานราก จนทำให้ผู้ประกอบการและ SMEs ไทยต้องเผชิญกับความยับเยิน

ทั้งนี้ สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือผลกระทบในระยะยาวอีก 10-20 ปีข้างหน้า เมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตขึ้นมาจะมีสถานะเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์ตามกฎหมาย ซึ่งได้รับสิทธิ์ทั้งการสอบเข้ารับราชการและการลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อเข้ามาบริหารประเทศ

 “รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้ข้าราชการทำงานในเชิงตั้งรับเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีข้อเสนอเชิงรุกด้วยการนำระบบนิติวิทยาศาสตร์ หรือการตรวจ DNA มาใช้ควบคู่กับการพิจารณาในกรณีที่พบกลุ่มเสี่ยง ก่อนที่จะมีการอนุมัติออกสูติบัตร เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์และรักษาอธิปไตยของชาติในระยะยาว” สส.พรรคประชาชนระบุ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวว่า กรณีที่เป็นการพิสูจน์ว่ารัฐบาลจริงจังกับเรื่องนี้แค่ไหนคือกรณีฮั้ว สว. โดยตามไทม์ไลน์ช่วงต้นเดือนกันยายน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องมีมติออกมาอย่างชัดเจน แต่ในตอนนี้กระบวนการเลือกองค์กรอิสระและเสียงส่วนใหญ่ใน กกต.ชุดปัจจุบัน ถูกเลือกมาจาก สว.ที่ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว.เป็นคนตรวจสอบ เรียกได้ว่าเป็นการผลัดกันเกาหลัง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ลงMOU15ฉบับร่วมมือรอบด้าน

จัดเต็ม! "อนุทิน" เยือนจีนวันสุดท้าย หารือ "หลี่ เฉียง" นายกฯ จีน ร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม MOU 15 ฉบับ

เปิดตัว‘Thailand Content Market’ ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่ตลาดโลก

"พาณิชย์" เปิดตัว "Thailand Content Market" เวทีธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติงานแรกของไทย ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยสู่ตลาดโลก ตั้งเป้า 2,000 ล้านบาท