ฝัน12ปีไทยประเทศรํ่ารวย

ธปท.ชี้เศรษฐกิจไทยพ้นจุดต่ำสุด ลุ้นไตรมาส 3 ทยอยฟื้นตัว “เอกนิติ” ถกเอกชนตั้ง 5 คณะทำงานปั้นยุทธศาสตร์ลงทุนใหม่ หวังยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย โตเกิน 3% พลัส  ใน 4 ปี ขีดความสามารถแข่งขันไทยติดท็อป 20 ของโลก 12 ปีก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูง

เมื่อวันที่ 31 ก.ค.2569 น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2569 ว่า มีทิศทางชะลอลงจากไตรมาสก่อน จากผลกระทบราคาพลังงานที่สูงขึ้น และข้อจำกัดด้านการเดินทางจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ประกอบกับการบริโภคภาคเอกชนและการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับลดลง แม้ได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐในช่วงท้ายไตรมาส

 “แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป คาดว่ามีแนวโน้มขยายตัวตามแรงส่งจากการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชน ที่ได้รับผลบวกจากวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ แต่การเติบโตของเศรษฐกิจยังกระจุกตัว ขณะที่การบริโภคของครัวเรือนยังมีแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ แม้ค่าครองชีพโดยรวมอยู่ในระดับสูง และหวังว่าในไตรมาส 3/2569 สถานการณ์จะผ่อนคลายได้ดีกว่าไตรมาส 2 ซึ่งถือว่าเป็นไตรมาสที่ต่ำสุดของปีนี้” น.ส.ชญาวดีกล่าว และว่า ยังต้องติดตามปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อเศรษฐกิจไทย ดังนี้ 1.พัฒนาการของสงครามและนโยบายการค้าสหรัฐ 2.การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว 3.ผลกระทบจากค่าครองชีพและต้นทุนที่สูงต่อครัวเรือนและธุรกิจ 4.ผลของมาตรการภาครัฐ และ 5.พัฒนาการของสถานการณ์เอลนีโญ ที่น่าจะเร็วและแรงขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้

วันเดียวกัน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์หลังประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบให้ตั้งคณะทำงาน 5 ชุด เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ เร่งยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยภายใน 4 ปี ให้เติบโตได้เกิน 3% พลัส โดยผลักดันการลงทุนทั้งของภาครัฐและเอกชนเพิ่มเป็น 30% ของจีดีพี ภายใน 4 ปี หรือในปี 2572 จากปัจจุบัน 22-23% ของจีดีพี รวมทั้งเพิ่มอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยให้ติดท็อป 20 ของโลก ต่อยอดไปสู่การยกระดับประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี หรือภายในปี 2581 ซึ่งเป็นไปตามจุดหมายสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยของ กรอ.

สำหรับคณะทำงานทั้ง 5 ชุด ประกอบด้วย 1.คณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนการลงทุนเพื่อการเติบโตอย่างทั่วถึง มีนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์  เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นประธาน โดยมีหน้าที่หลักในการสนับสนุนเมดอินไทยแลนด์ และข้อกำหนดสัดส่วนการใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานผ่านการใช้เครื่องมือของภาครัฐ เร่งผลักดัน Thailand FastPass และการส่งเสริมและสร้างสภาพแวดล้อมให้เกิดการลงทุนเพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาการอนุมัติการลงทุน โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมถึงเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น

2.คณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนอนาคตด้วยเอไอและเทคโนโลยีขั้นสูง โดยมีนายดนุชา พิชยนันท์ เลขานุการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เป็นประธาน มีหน้าที่หลักในการดึงดูดการลงทุนในเอไอ, เซมิคอนดักเตอร์ และการออกแบบชิป เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ 3.คณะทำงานเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว  สร้างความสามารถในการแข่งขัน โดยมีนายกุลิศ สมบัติศิริ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน มีหน้าที่หลักในการเร่งพัฒนาพลังงานสะอาด ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ โดยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าถึงพลังงานสะอาดมากขึ้น รวมถึงผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้านอีวีและระบบขนส่งสีเขียว

4.คณะทำงานเพื่อพัฒนานวัตกรรมทางการเงิน ขับเคลื่อนการลงทุนและนวัตกรรม โดยมีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน มีหน้าที่หลักในการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านตลาดเงิน ตลาดทุน ประกันภัยและการบริหารสินทรัพย์ 5.คณะทำงานเพื่อพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ และบริการสาธารณสุขมูลค่าสูง โดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน มีหน้าที่หลักในการสร้างระบบนิเวศสุขภาพครบวงจร

“เบื้องต้นได้แจกการบ้านให้ 5 คณะทำงาน ให้กับไปทำแผนควิกบิ๊กวินภายใน 6 เดือน ว่าต้องดำเนินการอะไรบ้างที่เร็ว มีศักยภาพ และมีอิมแพ็กต์ และแผนบิ๊กวินภายใน 2 ปี ว่าจะมีการดำเนินการเรื่องอะไรและแผนลองวินภายใน 4 ปีซึ่งเป็นระยะยาว ว่าจะต้องทำหรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานอะไรบ้าง เพื่อรองรับการเติบโต”

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การประชุมชัดเจนอย่างมาก และรัฐบาลได้แสดงให้เห็นว่าพร้อมดำเนินการในเรื่องอะไรบ้าง รวมถึงเป็นรัฐบาลเดียวที่รับฟังประชาชนและภาคเอกชนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย  (FETCO) กล่าวว่า เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจ จากการเร่งจัดทำแผนปฏิบัติการที่จับต้องได้ มีหมุดหมายชัดเจน มีแผนการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐกับเอกชน มั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถทำตามที่ตั้งใจไว้ได้

ขณะที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศว่า ภาคเอกชนเสนอให้แก้ไขล่าสุดกว่า 100 ฉบับ โดยส่วนใหญ่มาจากสภาอุตสาหกรรมฯ และสภาหอการค้าฯ ซึ่งยังต้องจัดกลุ่มรวมกันให้ชัด เพื่อแยกว่ากฎหมายใดกระทบต่อเศรษฐกิจและการแข่งขันมากที่สุด

“รัฐบาลจะจัดลำดับความสำคัญของกฎหมายตามยุทธศาสตร์ 7 Leading Thailand โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีผลโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น การท่องเที่ยวและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเอกชนสะท้อนตรงกันว่า หากต้นทุนการดำเนินธุรกิจยังสูง ไทยจะแข่งขันกับประเทศอื่นได้ยากขึ้น ซึ่งเดิมคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน แต่ขณะนี้มีความคืบหน้าไปมากแล้ว คาดว่าอีก 1-2 เดือนจะเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น โดยต้องเร่งทำ เพราะเวลาไม่รอ วาระรัฐบาลเดินเร็ว และประเทศต้องการความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้” นายปกรณ์กล่าว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง