อนุทินลั่นไม่ปรับคณะรัฐมนตรี

“อนุทิน” บอกให้โอกาส รมต.จัดทัพ   ขรก. ยันหนักแน่นไม่มีปรับ ครม. ปิดประตูพรรคอื่นร่วม รบ. “วรศิษฎ์” ขีดเส้น สัปดาห์หน้าต้องรู้ผลคดีโกงสอบท้องถิ่น “ผอ.สำนักทดสอบฯ มศว” รับทราบข้อหา “ธีรุตม์” เลื่อนพบพนักงานสอบสวน

เมื่อวันที่ 31 ก.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีจะรีเซตกระทรวงมหาดไทยในช่วงเดือน ส.ค.ว่า  กระทรวงมหาดไทยมีแค่เรื่องโกงข้อสอบ ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องของระบบ แต่เป็นเรื่องของคน เมื่อคนทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ก็ไปจัดการกับคน ซึ่งได้จัดการหมดแล้ว มีการออกหมายจับ ออกหมายเรียก จับกุมดำเนินคดีทั้งกรรมการสอบที่ย้ายออกมาไม่ให้มีอำนาจดูแลเรื่องนี้ มีการยกเลิกผลสอบที่ส่อไปในแนวทุจริต ชัดเจนหมดทุกอย่าง

นายอนุทินกล่าวว่า ตอนนี้เดือน ส.ค. และ ก.ย.เข้าสู่ฤดูโยกย้ายพอดี ไม่ใช่กระทรวงมหาดไทยกระทรวงเดียวเสียเมื่อไหร่ ทุกกระทรวงทยอยแต่งตั้งระดับ 10 และ 11 ต้องเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.)  ตนให้เกียรติรัฐมนตรีทุกกระทรวงในการนำเสนอบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาบริหารกระทรวง ตนบริหารรัฐมนตรี ส่วนรัฐมนตรีไปบริหารกระทรวง

นายอนุทินยังให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการปรับ ครม. หลังรัฐบาลทำงานมา 4 เดือน โดยยืนยันว่า ไม่มี เอามาจากไหน เอามาจากรายการทีวีอีกแล้ว ไม่มีครับ ไม่มี ยังไม่มี นักข่าวก็ถามเองใช่ไหมว่าเพิ่งจะ 4 เดือน ตอนนี้ทุกคนพยายามทำงานให้ตรงกับแนวทางที่ตนได้กำหนดไว้มากขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯ ควรพูดให้ชัดเลยหรือไม่ว่าช่วงเวลาไหนถึงจะเหมาะสมกับการปรับ ครม. 6 เดือน หรือ 1 ปี นายอนุทินตอบว่า ของแบบนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ พูดไปเดี๋ยวจะไปผูกมัด เอาเป็นว่านายกฯ ทรงสิทธิ์เอาไว้ในเรื่องการปรับ ครม.อยู่แล้ว เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ใครทำแล้วประเทศชาติไม่เกิดประโยชน์ ประเทศชาติเสียหาย ไม่จำเป็นต้องไปรอให้ถึงเวลาปรับ ครม.ก่อนแล้วค่อยปรับ

 เมื่อถามว่า ประเมินอย่างไรถึงกระแสข่าวลักษณะนี้ที่ออกมา นายกฯ กล่าวว่า ไม่รู้จะมองอย่างไรแล้ว ทุกคนเดาหมดเลย รายการต่างๆ  ตนพูดได้เลยเข้าไม่ถึงแหล่งข่าวและไม่รู้จริง  พยายามใช้ประสบการณ์ของตัวเองประเมินกันไป ทั้งที่ตัวเองไม่มีข้อมูลใดๆ เลยแม้แต่น้อย ก็ไม่รู้จะแก้อย่างไร แก้ไม่ไหว

เมื่อถามย้ำว่า จะทำอย่างไรเพื่อให้ ครม.ไม่เสียสมาธิกับข่าวที่ออกมา นายกฯ ระบุว่า ไม่ต้องให้คำมั่นอะไรกับใคร นายกฯ เป็นหัวหน้ารัฐบาล  ถึงเวลาปรับก็ต้องปรับ ถ้าใครไม่ทำอะไรผิดก็ไม่ปรับ ถ้าใครไม่ทำอะไรที่เสียหายกับบ้านเมืองและมีผลงานก็ไม่ปรับ

ซักว่า ตำแหน่งรัฐมนตรียังเหลืออีกตำแหน่ง  เป็นไปได้หรือไม่การปรับ ครม.จะมีพรรคอื่นเข้ามาร่วม นายกฯ ตอบว่า ตอนนี้ยังเป็นไปไม่ได้

นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย  (ภท.) กล่าวถึงกระแสข่าวปรับกลุ่มลูกเทพที่ไม่มีผลงานออกว่า สำหรับการปรับ ครม. ต้องมีการพิจารณาผลงานของทุกคน ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มลูกเทพ ตนก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องถูกประเมินผลงานเหมือนกัน เพื่อให้ ครม.ชุดนี้ปฏิบัติหน้าที่ได้ดีที่สุด เพื่อประเทศชาติและพี่น้องประชาชน

 ผู้สื่อข่าวถามว่า ระยะเวลาประเมินผลงานควรต้องใช้เท่าใด 6 เดือนหรือ 1 ปี นายไชยชนกกล่าวว่า คิดว่าควรต้องให้เวลาทำงานหน่อย ตนคิดว่าตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา ครม.มีผลงานเยอะมาก ประเด็นไหนขึ้นมาก็จัดการแก้ปัญหา ไม่ใช่แค่ปรับปรุง แต่แก้ไขในเชิงโครงสร้างหลายๆ ประเด็น มีหลายอย่างที่แก้ไขกันอยู่ แต่คิดว่าต้องให้เวลามากกว่านี้

 เมื่อถามว่า หัวหน้าพรรค ภท.ได้แจ้งหรือไม่ว่าจะใช้เวลาช่วงไหนปรับ ครม. นายไชยชนกตอบว่า ระยะเวลาไม่ได้แจ้ง แต่แจ้งให้รัฐมนตรีทุกท่านทราบตั้งแต่ต้น ทุกคนต้องทำงานมีผลงาน ยิ่งเราเป็นพรรคที่ใหญ่ขึ้น มีบุคลากรที่มีศักยภาพหลายคน ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้

 เมื่อถามอีกว่า มองกระแสข่าวเรื่องดีลจับพวกรัฐบาลใหม่ของสีเขียวและสีแดงอย่างไร นายไชยชนกกล่าวว่า ไม่ให้ความสนใจเรื่องนี้เท่าไหร่ ตอนนี้มีปัญหารุมเร้าหลายอย่าง รัฐมนตรีทุกท่านต้องโฟกัสและเร่งทำ

นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. กล่าวว่า กรณีนายไทกร พลสุวรรณ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองระบุมีดีลลับแดง-เขียวพูดคุยกันที่โมนาโก เพื่อรวบรวมเสียงสนับสนุนในการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีว่า ส่วนตัวไม่ให้น้ำหนักกับคำพูดของนายไทกรอยู่แล้ว และถ้าคนที่มองการเมืองออก เล่นการเมืองเป็น ย่อมรู้ว่าถ้าจะมีการเจรจากันจริง ก็แค่ยกหูหรือไปหาที่บ้านก็ได้ ไม่จำเป็นต้องบินไปคุยกันถึงต่างประเทศ นอกจากนี้ ที่ผ่านมาในหลายๆ ครั้ง นายไทกรมักจะพูดลอยๆ  แต่ไม่เคยแสดงหลักฐานเป็นชิ้นเป็นอันอะไรเลย ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อตัวนายไทกรเอง แล้วสุดท้ายสังคมจะเลิกเชื่อถือคำพูดของนายไทกรในที่สุด

วันเดียวกัน ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายเรืองเดช ศิริกิจ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา คดีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หลังถูกพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกพร้อมพวก 13 ราย โดยเจ้าตัวเดินทางเข้าหลังอาคารศูนย์รับแจ้งความ บช.ก. เพื่อหลีกเลี่ยงกับสื่อมวลชน

เบื้องต้นนายเรืองเดชจะต้องถูกแจ้งดำเนินคดีรวม 7 ข้อหา ได้แก่ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, เป็นเจ้าพนักงานปลอมเอกสารราชการโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่, เป็นเจ้าพนักงานรับรองข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารราชการ, ร่วมกันเอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายซึ่งเอกสารของผู้อื่น, ร่วมกันปลอมเอกสารราชการ, ร่วมกันเปิดผนึกหรือนำเอกสารที่ปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความ และร่วมกันนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

ส่วนนายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ซึ่งเป็นผู้ต้องหาอีกราย ทราบว่าได้ยื่นหนังสือขอเลื่อนการเข้าพบพนักงานสอบสวนออกไปเป็นสัปดาห์หน้า แต่ยังไม่ได้ระบุวันเข้าพบที่ชัดเจน ส่วนกลุ่มบุคคลอีก 11 ราย ที่ถูกพบภายในบ้านพัก จ.นนทบุรี ซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้ต้องหาที่ร่วมกันแก้ไขคะแนนสอบนั้น ทราบว่าบางส่วนจะทยอยเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 31 ก.ค.

ขณะที่ผู้ต้องหาบางรายได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนเข้าพบพนักงานสอบสวน  โดยกลุ่มดังกล่าวถูกแจ้งข้อกล่าวหาในความผิดฐานอั้งยี่ ซ่องโจร ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ 

แหล่งข่าวจากกองบังคับการปราบปรามเปิดเผยว่า นายเรืองเดชพร้อมบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวม 5 คน ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่อยู่ภายในบ้านพัก จ.นนทบุรี เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ตั้งแต่เวลาประมาณ 07.00 น. ก่อนถูกแยกสอบปากคำอย่างละเอียดต่อเนื่องนานกว่า 6 ชั่วโมง

‘เรืองเดช’ ปฏิเสธทุกข้อหา

แหล่งข่าวระบุว่า ตลอดการสอบปากคำ ทั้ง 5 คนให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวน โดยยอมรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์และรายละเอียดบางส่วนที่พนักงานสอบสวนสอบถาม แต่ยังคงให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ซึ่งพนักงานสอบสวนได้บันทึกถ้อยคำของแต่ละคนไว้ เพื่อนำไปประกอบกับพยานหลักฐานอื่นที่รวบรวมได้

แหล่งข่าวระบุอีกว่า นายเรืองเดชยอมรับว่า เป็นผู้ที่นำแฟลชไดรฟ์ไปส่งให้นายวิน ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้จริง แต่เจ้าตัวยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งในฐานะลูกจ้างตามขอบเขตงาน หรือ TOR เท่านั้น โดยอ้างว่าได้รับคำสั่งมาจากนายธีรุตม์ จึงดำเนินการตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างนายเรืองเดชกับนายวินนั้น นายเรืองเดชให้ข้อมูลว่า ทั้งสองรู้จักกันเนื่องจากอยู่ในแวดวงการศึกษาเช่นเดียวกัน

ขณะเดียวกัน พนักงานสอบสวนยังอยู่ระหว่างเรียกบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม  โดยนายธีรุตม์ได้ส่งหนังสือขอเลื่อนการเข้าให้ปากคำออกไป และนัดหมายเข้าพบพนักงานสอบสวนอีกครั้งในวันที่ 6 ส.ค.นี้ ส่วนบุคคลอื่นที่พนักงานสอบสวนเรียกเข้ามาให้ข้อมูล ได้ขอเลื่อนนัดหมายเช่นเดียวกัน โดยมีกำหนดเข้าพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 10 ส.ค. ซึ่งหลังจากนี้พนักงานสอบสวนจะทยอยสอบปากคำบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธาน กมธ.การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ ผ่านมากว่า 40 วันแล้ว แต่มหากาพย์ทุจริตสอบท้องถิ่นมูลค่าทุจริต 5,000 ล้านบาท ที่ควรจะมีความคืบหน้ามากกว่านี้ จนถึงวันนี้ กลับยังไม่มีอะไรมากไปกว่าข่าวการจ่อออกหมายเรียก หรือจ่อออกหมายจับ โดยยังไม่มีท่าทีว่าจะขยายผลไปตรวจเส้นทางการเงินของใครเลยแม้แต่รายเดียว ทั้งที่มีข้อมูลหลายจุดที่ทำให้น่าสงสัยว่า ขบวนการโกงสอบท้องถิ่นนั้นมีการเตรียมการฮั้วกันตั้งแต่เริ่มแรกในระดับ TOR

น.ส.ภคมนตั้งข้อสังเกตตั้งแต่แรกว่า การทุจริตสอบท้องถิ่น 2568 ไม่มีทางสั่งวันนี้เสร็จเมื่อวานแน่ๆ แต่เป็นการสั่งไว้ตั้งแต่เมื่อวานมากกว่า มีการวางแผนทำกันเป็นขบวนการ ซึ่งจะเห็นได้ชัดหากย้อนไทม์ไลน์กระบวนการทั้งหมดว่ามีร่องรอยความไม่ชอบมาพากลตั้งแต่ปี 66.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ฝัน12ปีไทยประเทศรํ่ารวย

ธปท.ชี้เศรษฐกิจไทยพ้นจุดต่ำสุด ลุ้นไตรมาส 3 ทยอยฟื้นตัว “เอกนิติ” ถกเอกชนตั้ง 5 คณะทำงานปั้นยุทธศาสตร์ลงทุนใหม่