“นายกฯ” สั่ง “มท.” จัดระเบียบมูลนิธิทั่วประเทศ คุมเข้มจดทะเบียน เรี่ยไรเงินบริจาค เตือนห้ามใช้เป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์ส่วนตัว กำชับ ตร.หากพบดำเนินคดีฉ้อโกง-ฟอกเงินอย่างเด็ดขาด “พลพีร์” รับลูกส่งกรมการปกครองไล่ตรวจสอบทุกมูลนิธิ ระบุมีเรื่องร้องเรียนอื้อ หนุน ปชช.ผู้บริจาคมีสิทธิ์ตรวจสอบบัญชีมูลนิธิได้ เล็งสังคายนา กม.ล้าหลังหลายฉบับ “บุ๋ม” แจ้งจับ “สามี-ช่างเอ๋” 3 ข้อหา หนักโยงนำเงินบริจาคไปใช้
ที่ศูนย์ประชุมมลฑาทิพย์ ฮอลล์ จ.อุดรธานี วันที่ 3 พ.ย.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ตอนหนึ่งว่า ที่ประชุม ครม.ได้สั่งเรื่องการจัดระเบียบมูลนิธิ โดยให้นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (รมช.มหาดไทย) ที่กำกับดูแลในด้านการจัดระเบียบสังคม รวมถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง และ ผบ.ตร. ไปกำหนดมาตรการกำกับดูแลตรวจสอบการจดทะเบียนตั้งมูลนิธิ และการดำเนินการกิจกรรม ตลอดจนวิธีการเรี่ยไรขอรับบริจาคจากประชาชน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกมูลนิธิมีการดำเนินงานอย่างถูกต้อง มีมาตรฐาน และมีเจตนารมณ์ที่จะนำเงินหรือความช่วยเหลือของพี่น้องประชาชนทุกรูปแบบไปแก้ไขปัญหาที่มีผู้ประสบภัยต่างๆ ตามเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งมูลนิธิ
นายอนุทินกล่าวว่า ได้เน้นย้ำไปว่าไม่ให้มีบุคคลใดหรือกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ใช้ประโยชน์โดยใช้มูลนิธิเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ซึ่งอาจจะเป็นการหลอกลวง ฉ้อโกง ฉ้อฉลประชาชน เพราะฉะนั้นรัฐบาลที่มีกระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลมูลนิธิ สมาคม องค์กรสาธารณประโยชน์ต่างๆ อยู่แล้ว ไปจัดระเบียบติดตามและเฝ้าระวังไม่ให้เกิดการฉ้อฉลกับพี่น้องประชาชนที่มีจิตศรัทธาอยู่แล้ว มีความตั้งใจที่ต้องการจะช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากอยู่แล้ว
“จะต้องไม่ให้มีใครมาทำตัวเป็นคนกลางแล้วฉวยโอกาสนั้นทำประโยชน์ ใช้เงินใช้ทรัพย์สิน ใช้ของบริจาคเหล่านี้ก่อประโยชน์ให้กับส่วนตัวของพวกเขา ซึ่งจะมีความผิดทางอาญาและความผิดในหลายกระทง จึงขอเตือนให้ผู้ที่คิดจะใช้วิธีเหล่านี้ ถ้าทำด้วยเจตนาอารมณ์ที่จะช่วยเหลือผู้ที่จะตกทุกข์ได้ยาก ผมก็ขอขอบคุณและยกย่องสรรเสริญ แต่ถ้าทำเพื่อการแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตัวเองไม่ว่าในด้านใดก็ตาม รัฐบาลก็จำเป็นต้องเข้าไปจัดการเพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำและเอาเปรียบประชาชน” นายอนุทินกล่าว
ถามว่า ต้องถึงขั้นระดับไหนที่จะสามารถเพิกถอนหรือยุบมูลนิธิเหล่านั้นได้ นายกฯ กล่าวว่า ถ้ามูลนิธิใดๆ ก็ตามที่ดำเนินกิจกรรมไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ตอนที่เขาสถาปนาขึ้นมา หรือมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายลักษณะการหลอกลวงประชาชน ไม่ได้นำเงินบริจาคหรือสิ่งของบริจาคไปเพื่อสาธารณกุศล ก็ถือว่าผิดกฎหมายอยู่แล้ว ซึ่งจะมีความผิดตามกฎหมาย ทั้งการควบคุมการเรี่ยไรเงิน กฎหมายอาญาฐานฉ้อโกงประชาชน รวมถึงกฎหมายฟอกเงินต่างๆ หากพบมีการดำเนินการเช่นนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นฐาน เช่น ตำรวจ ปปง. กรมการปกครอง และจังหวัดต่างๆ ก็จะดำเนินการอย่างเคร่งครัดและเด็ดขาด
ซักว่าจำเป็นต้องเปิดเผยรายรับ-รายจ่ายของมูลนิธิให้สังคมได้เห็นหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ทุกมูลนิธิก็ต้องมีการนำส่งผลการดำเนินงานแต่ละปีให้กับกรมการปกครองในฐานะที่เป็นนายทะเบียนอยู่แล้ว
ส่วนนายพลพีร์ กล่าวถึงกรณีการตรวจสอบมูลนิธิองค์กรทำดีของบุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ว่ามูลนิธิและองค์กรต่างๆ จะมีระเบียบและข้อบังคับอยู่แล้วว่าการประชุมประจำปีหรือการส่งงบประมาณหรือรายได้ มาจากที่ใด ตนได้ให้ทางกรมการปกครองและหน่วยงานเกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบอยู่ ซึ่งเราไม่ได้ตรวจสอบแค่มูลนิธิของบุ๋มเพียงมูลนิธิเดียว แต่จะตรวจสอบมูลนิธิอื่นด้วย เพราะมีการร้องเรียนเข้ามาเหมือนกัน ตัวเลขน่าจะถึงตนไม่เย็นวันนี้หรือวันที่ 4 พ.ย. เพราะอยากให้มีความรอบคอบมากที่สุด เนื่องจากเป็นมูลนิธิที่ประชาชนให้ความสนใจ ส่วนกรณีมีผู้ซื้อที่ดินให้มูลนิธินั้นจะมีการตรวจสอบด้วย
ถามว่า มีกระแสข่าวที่ดินที่ตั้งมูลนิธิองค์กรทำดีเป็นที่ดินที่กัน จอมพลัง เป็นผู้ซื้อ นายพลพีร์กล่าวว่า ได้ยินในข่าวอย่างนั้นเหมือนกัน ขอไปดูก่อนว่าในมูลนิธินั้นมีการรับมอบที่ดินมาหรือไม่ และที่ดินที่มูลนิธิไปตั้งเป็นชื่อของใคร ตอนนี้กรมที่ดินกำลังดูอยู่
ซักว่า นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ เสนอการตั้งมูลนิธิต่างๆ ควรจะเปิดเผยให้ประชาชนรับทราบ เพราะเป็นเงินที่ประชาชนบริจาคมา รมช.มหาดไทยกล่าวว่า เห็นด้วยอยู่แล้ว เข้าใจว่าโดยหลักและความตั้งใจในการริเริ่มตั้งมูลนิธิก็ตั้งใจช่วยเหลือประชาชน แต่การที่มาเป็นมูลนิธิหรือสมาคม มีคนอาสามาเป็นคนกลาง แต่เมื่อมีการรับเงินบริจาคมาจากประชาชน ทางประชาชนน่าจะสามารถเข้าไปดูได้หรือตรวจสอบได้เราคงจะทำ ขอดูระเบียบต่างๆ ของกรมการปกครอง จะสามารถแก้อะไรได้หรือไม่ สามารถแก้กฎกระทรวงได้หรือไม่ หากเป็นกฎกระทรวงจะเป็นอำนาจของ รมว.มหาดไทย แต่ถ้าเป็นพระราชกฤษฎีกาหรือพระราชกำหนด ก็ต้องใช้เวลา เนื่องจากต้องเข้าสภา ขอไปศึกษาตรงนี้ก่อน
ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) น.ส.ปนัดดา หรือบุ๋ม ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี พร้อมด้วยนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์ ทนายความ เดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนายอธิป หรือ ก็อต อนันทวรรณ สามี และนายอภิชาติ หรือเอ๋ แซ่หลู่ ผู้รับเหมาก่อสร้าง
น.ส.ปนัดดากล่าวหลังพบตำรวจว่า ขอโทษจากใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของตนเองที่ให้ความไว้วางใจคนใกล้ตัว ซึ่งเป็นบุคคลที่ตนเชื่อใจมากที่สุด จนนำมาสู่ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ พร้อมเดินหน้าเอาทรัพย์สินคืน จะรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นตรงไปตรงมา การเดินทางเข้าแจ้งความในวันนี้ มีจุดประสงค์เพื่อต้องการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง และติดตามทรัพย์สินกลับคืนสู่มูลนิธิองค์กรทำดีให้ได้มากที่สุด
“จะรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา หากพบว่ามีส่วนใดที่ดำเนินการผิดพลาด หรือมีสิ่งใดที่ต้องรับผิดชอบ ก็พร้อมนำทรัพย์สินส่วนตัวเข้ามาจัดการแก้ไข เพื่อให้ทุกอย่างกลับมาถูกต้องมากที่สุด จะไม่ถอยจากปัญหาที่เกิดขึ้น และจะเดินหน้าต่อสู้เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง รวมถึงดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้การบริหารจัดการและทรัพย์สินของมูลนิธิกลับมาอยู่ในความถูกต้อง ไม่หลบหนี ขอต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความถูกต้องในทุกประเด็น” น.ส.ปนัดดาระบุ
ด้าน พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. กล่าวถึงคดีการนำเงินบริจาคองค์กรทำดีไปใช้ประโยชน์ผิดวัตถุประสงค์ว่า ได้เชิญนายพุทธ อภิวรรณ และนายภูดิษ กำเนิดพลอย หรือ หนุ่ม กรรชัย 2 พิธีกรชื่อดัง เกี่ยวกับเงินที่บริจาคให้กับมูลนิธิองค์กรทำดีของ น.ส.ปนัดดา มาให้ข้อมูล
“จากการตรวจสอบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเบื้องต้น ตำรวจวางแนวทางในการดำเนินคดีไว้ 3 ข้อหา คือ ฉ้อโกงประชาชน, ฟอกเงิน และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อาจเข้าข่ายความผิดทั้ง 3 ข้อหา เนื่องจากพบพฤติกรรมเชื่อมโยง ส่วนนายอธิป สามี น.ส.ปนัดดา หากไม่ได้ร่วมกระทำความผิดในข้อหาฉ้อโกง ก็อาจเข้าข่ายความผิด 1 ข้อหาคือฟอกเงิน หลังจากนี้จะมีการพิจารณาเรียกคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิองค์กรทำดี รวมถึงผู้เกี่ยวข้องเข้าให้ปากคำเพิ่มเติม” ผบก.ปอศ.ระบุ
จากนั้นนายกรรชัยพิธีกรชื่อดังเข้าพบตำรวจตามหมายเชิญ ระบุว่า ได้บริจาคเงินเข้ามูลนิธิฯ จำนวน 1 ล้านบาท และช่วยเหลือนอกรอบส่วนตัวอีก 1 ล้านบาท ตอนแรกไม่ได้คิดติดใจหรือคาดคิดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น แต่คงจะรู้สึกผิดหวังหากผลการสืบสวนพบมีการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์จริง
“ยอมรับความรู้สึกหลังเข้าพบพนักงานสอบสวนกับก่อนเข้าพบ เป็นคนละฟีลหรือที่เรียกได้ว่าหน้ามือเป็นหลังเท้า” นายกรรชัยระบุ
วันเดียวกัน พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 มอบหมายให้ พล.ต.ศตวรรษ อินทร์กง ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 12 ใช้โดรนตรวจสอบการบุกรุกที่ราชพัสดุ จ.นครนายก เพิ่มเติม บริเวณพื้นที่ตำบลศรีกะอาง อ.บ้านนา จ.นครนายก หลังตรวจพบการบุกรุกและดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษแล้วจำนวน 14 คดี โดยคดีถึงที่สุดแล้ว 7 คดี และอยู่ระหว่างกระบวนการอีก 7 คดี.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สัญจรเอาใจอีสาน3.5หมื่นล.
"อนุทิน" นำ รมต.สวมเสื้อผ้าหมี่ขิดประชุม "ครม.สัญจร" อุดรธานี ไฟเขียวงบ 3.5 หมื่นล้านบาท ขับเคลื่อน 36 โครงการ
ส้มฉะน้ำเงินกินรวบ ปธ.โสภณโร่ปัดริบอำนาจกมธ./พท.หวานเจี๊ยบไม่แตกแถว
“ปกรณ์” ยันไม่มีรายงานคณะกลั่นกรองนิรโทษกรรมปมคำร้อง “ทักษิณ” “อนุทิน” อวยพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่ดีมีความรู้ความสามารถ
ขวาง‘ศาลฎีกา’รื้อฮั้วสว. กกต.ส่งศาลรธน.ตีความ
กกต.ยื่นศาล รธน.ชี้ขาดศาลฎีกามีสิทธิรื้อคำวินิจฉัยปมคุณสมบัติ สว.หรือไม่
ขึ้นภาษีรถEVดึงลงทุนไทย งบพร้อม‘โซลาร์ภาคปชช.’
นายกฯ เผยสำนักงบฯ เตรียมงบ “โซลาร์ภาคประชาชน”
ทดสอบ“แผนเตรียมพร้อมแห่งชาติ” ระบบรับมือวิกฤตที่ต้องใช้ได้จริง
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามในภูมิภาคอื่น เช่น สงคราม “รัสเซีย-ยูเครน” หรือสัญญาณการโจมตีครั้งใหม่ของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่านกำลังใกล้เข้ามา ทำให้ชาติต่างๆ เพิ่มความระมัดระวังเกี่ยวกับความมั่นคงระดับประเทศและผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน
สั่งเตรียมพร้อม แจ้งรบ.เมียนมา อย่ากระทบไทย
นายกฯ สั่งเตรียมพร้อมสถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมา

