ส้มฉะน้ำเงินกินรวบ ปธ.โสภณโร่ปัดริบอำนาจกมธ./พท.หวานเจี๊ยบไม่แตกแถว

“ปกรณ์” ยันไม่มีรายงานคณะกลั่นกรองนิรโทษกรรมปมคำร้อง “ทักษิณ” “อนุทิน”  อวยพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่ดีมีความรู้ความสามารถ “จุลพันธ์” ย้ำไม่มีแตกแถวแน่  พริษฐ์ยันฝ่ายค้านมุ่งศึกซักฟอกตามมาตรา 151  เป็นหลัก แต่ยังไม่ทิ้ง 152 หากสถานการณ์เปลี่ยน “โสภณ” เปิดใจเหตุคุมเข้มการทำงาน กมธ. บอกเจอพวกหน้าไหว้หลังหลอก ยกปมขอเปิดอภิปรายแฉ ท้าทำผิดจริงยื่นฟันได้ “สส.ส้ม” พาเหรดอัด ไอติมซัดสภาเป็นสาขาย่อยรัฐบาล “โรม” จวกเล่นใหญ่เผาบ้านไล่หนู อัดข้าราชการเป็นหนังหน้าไฟพายเรือให้โจรนั่ง

เมื่อวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ยังคงมีความต่อเนื่องในกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นขอนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข 2569 โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ให้สัมภาษณ์ในเรื่องนี้ว่า ยังไม่ได้รับรายงาน เพราะคณะกรรมการชุดใหญ่ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อกลั่นกรองเรื่องที่ยื่นคำร้องเข้ามาว่าเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่ หากมีมติอย่างไร ก็จะส่งมาให้คณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณา แต่เบื้องต้น ทั้งคำร้องหรือคำวินิจฉัยชี้ขาด สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการจะเป็นผู้รวบรวมข้อมูล และนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการ

 “ตอนนี้ยังไม่เห็นอะไรเลย เห็นตามข่าวว่าจะมีการร้องเข้ามา รวมถึงมีหลายท่านยื่นคำร้องเข้ามาด้วย แต่ยังไม่เห็นรายละเอียด เพราะขณะนี้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีกำลังรวบรวมอยู่” นายปกรณ์ย้ำ

เมื่อถามว่า การที่มีชื่อนายทักษิณจะทำให้เป็นประเด็นทางการเมืองหรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่า ไม่มี ตรงไปตรงมา ไม่มีอะไร และไม่มีใครมาสั่งหรือบอกอะไรทั้งนั้น ก็เจอจากข่าวแค่นี้ และทุกคนก็จับตามองอยู่เหมือนกัน ใครจะไปกล้าทำผิดกฎหมาย

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ในฐานะรองประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข กล่าวเช่นกันว่า เรื่องนี้ต้องผ่านคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่องที่มีปลัด ยธ.เป็นประธาน และคณะกรรมการชุดใหญ่ก็ยังไม่ได้รับเรื่องตรงนี้มา ยังไม่มีรายงานเข้าคณะกรรมการชุดใหญ่ ถ้าจะมีคงเป็นการรายงานเข้าที่ประชุมชุดใหญ่เลยทีเดียว

เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวนายทักษิณกดดันคณะกรรมการเพื่อแลกเสียงโหวตในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า ไม่น่าจะใช่ ไม่น่าจะเกี่ยว เพราะรายละเอียดสาระกฎหมายค่อนข้างชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องทุจริตและความผิดเกี่ยวกับมาตรา 112 ไม่เข้าเงื่อนไขอยู่แล้ว

ขณะที่ นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ว่า ครม.มีมติการยืนยันวาระของสภาผู้แทนราษฎร โดย ครม.มีมติว่า การดำเนินการของ ครม.ให้ความสำคัญกับวาระของสภา ด้วยการไปตอบกระทู้และการร่วมมือในการตอบคำถาม การเข้าชี้แจงในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ด้วยดี และมีปริมาณเข้าไปดำเนินการเป็นอย่างมาก และให้ ครม.ยังคงให้ความร่วมมือกับสภาอย่างต่อเนื่องแบบนี้ต่อไป

หนูอวยพรรคเพื่อไทย

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีร้องเพลงใช่เลย ในงานเลี้ยงอาหารค่ำก่อนการประชุม ครม.สัญจร โดยมีเนื้อหาว่า 70 กำลังดี หมายความว่ารัฐบาลไม่จำเป็นต้องดึงพรรคกล้าธรรม (กธ.) เข้ามาเพิ่มแล้วใช่หรือไม่ ว่าเวลามาพบปะสังสรรค์ในการประชุม ครม.สัญจร ทุกคนต้องมานอนค้างกัน มีเวลารับประทานอาหารร่วมกัน เราก็พยายามสร้างบรรยากาศให้เป็นกันเอง ให้ประชาชนรับทราบว่าข่าวที่บอกพรรคร่วมรัฐบาลมีปัญหา มีการต่อรองยื่นคำขาดอะไรกันนั้นไม่มี วันนี้พวกเราโชคดีมากๆ ที่มีพรรคร่วมรัฐบาลที่ดีมีความรู้ความสามารถอย่างพรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาลสองพรรคที่ทำงานด้วยกัน ไม่มีใครบอกว่าเป็นผลงานของพรรคภูมิใจไทยหรือเพื่อไทยเท่านั้น  เราพูดเสมอไม่ต้องนัดหมายหรือเตี๊ยมว่าต้องพูดนะว่าเป็นผลงานของรัฐบาล เป็นสามัญสำนึกของคณะรัฐมนตรีทุกคนที่บอกกับตัวเองเสมอว่านี่ไม่ใช่รัฐบาลของภูมิใจไทยหรือเพื่อไทยของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นผลงานรัฐบาลของประชาชน ที่ได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนให้เขามาบริหารราชการแผ่นดิน

“เราไม่ทำเพื่อประโยชน์ของคนใดคนหนึ่ง หรือทำไปเพื่อประโยชน์ของความมั่นคงของตำแหน่งนายกฯ เลยจุดนั้นไปแล้วแน่นอน สิ่งที่จะทำคือและความร่วมมือของคณะรัฐมนตรีทุกท่านของพรรครัฐบาล ที่เป็นองค์ประกอบของคณะรัฐมนตรีชุดนี้มีเป้าหมายเดียวคือความผาสุกของบ้านเมือง ความสงบ ความสันติ ความเจริญ คุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน” นายอนุทินระบุ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค พท. กล่าวว่า ระยะเวลาที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลมาเกือบครึ่งปี พิสูจน์ถึงความเข้าขา และการขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งเราเห็นแล้วว่าไปด้วยกันได้ ไม่ใช่พรรคการเมืองที่เพิ่งมาพบหน้าพบปะกัน เรารู้จักกันมาอย่างยาวนาน วันนี้เป็นอีกเครื่องพิสูจน์ที่ยืนยันว่าทั้ง 2 พรรคเป็นพรรคหลักที่จัดขับเคลื่อนการเป็นรัฐบาลร่วมกัน และมีความสามัคคีกันดีอยู่แล้ว

ถามถึงกรณีนายกฯ ร้องเพลงใช่เลย มีท่อนที่ว่า 70 กำลังดี แสดงว่าไม่จำเป็นต้องมีพรรคกล้าธรรมแล้วใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์กล่าวว่า ไม่อยากไปตีความลึกเกินไป แต่ขณะนี้เสถียรภาพของรัฐบาลก็มีเพียงพออยู่แล้ว ส่วนจะมีการตัดสินใจเรื่องพรรคร่วมรัฐบาลเพิ่มเติม ก็เป็นสิทธิ์เด็ดขาดของนายกฯ จะพิจารณาอย่างไร ในฐานะที่เราทำงานร่วมกันเราก็ต้องเคารพกันในการตัดสินใจอยู่แล้ว รัฐธรรมนูญกำหนดชัด การรวบรวมเสียง การขับเคลื่อนรัฐเป็นอำนาจของนายกฯ

 “พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคไม่มีเรื่องของการแตกแถว หลักในการทำงานเราก็ต้องรับฟังการอภิปราย เราเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเราพร้อมที่จะให้การสนับสนุน โดยยึดเป้าหมายหลักคือการแก้ไขปัญหาของประชาชนเป็นตัวตั้ง” นายจุลพันธ์กล่าว

ฝ่ายค้านมุ่งเป้า 151

ส่วนนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ที่ประชุมวิปฝ่ายค้านเห็นตรงกันว่า หมุดหมายที่สำคัญที่สุดสำหรับการทำงานช่วงนี้ คือการเดินหน้าสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ซึ่งเรามีความพร้อมแล้วทั้งด้านเนื้อหา ข้อมูลหลักฐาน และการจัดสรรเวลาระหว่างผู้อภิปราย ส่วนการเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามและเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 แม้เป็นอีกหนึ่งกลไกที่ฝ่ายค้านยังมีสิทธิ์ในการเสนอเพิ่มเติม แต่วันนี้ฝ่ายค้านเรามีข้อสรุปตรงกันว่าเราจะยังไม่มีแผนที่จะดำเนินการตามกลไกดังกล่าว ซึ่งหากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ทางเรายังคงมีโควตาตามรัฐธรรมนูญที่จะเสนอญัตติดังกล่าวได้ 1 ครั้ง ก่อนปิดสมัยประชุมในช่วงสิ้นปี

นายพริษฐ์กล่าวว่า การทำงานในสภาตลอดเดือน พ.ย. ตั้งใจจะใช้กลไกต่างๆ เพื่อตรวจสอบรัฐบาลและผลักดันการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน โดยมีข้อเสนอดังต่อไปนี้ 1.ผลักดันญัตติของผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 2.ผลักดันกฎหมายที่ยังค้างอยู่ในระเบียบวาระประชุมสภาเป็นจำนวนมาก 3.เปิดประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและรัฐธรรมนูญ ที่ค้างพิจารณามาแล้วหลายเดือน และ 4.เพิ่มวันประชุมสภา เพื่อชดเชยวันประชุมที่ถูกเลื่อน เพราะเหตุการณ์น้ำท่วมหรือเหตุอื่นๆ และเพื่อให้สอดคล้องกับข้อตกลงในที่ประชุมสภานัดแรกว่าจะมีการกำหนดวันประชุมสภาเพิ่มเติมในอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ต่อเดือน

วันเดียวกัน ยังคงมีความต่อเนื่องในประเด็นนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกระเบียบการทำงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญทั้ง 35 คณะ โดยนายโสภณชี้แจงว่า ตั้งแต่เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ ได้เห็นบทบาทการวิพากษ์วิจารณ์ของฝ่ายค้านในมุมลบมาโดยตลอด ซึ่งเข้าใจว่าเป็นบทบาทของฝ่ายค้าน แต่ข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นแทบไม่มีข้อเท็จจริง และใช้วาทกรรมต่างๆ ที่พยายามลดเครดิตการทำงานของตนเอง ทั้งในสภาและการบริหารงานสภา

โสภณแฉต้นตอ

นายโสภณกล่าวต่อว่า ต้องการลำดับเหตุการณ์ให้เห็นถึงการทำงานทางการเมืองที่ใช้วาทกรรมเพื่อความสะใจ โดยกรณีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งได้ชี้แจงหลายครั้งแล้วว่า ฝ่ายค้านได้เจรจากับวิปรัฐบาล ก่อนที่ผู้แทนฝ่ายค้าน วิปฝ่ายค้าน และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะเข้าพบตนเองเต็มคณะ เพื่อขอให้เป็นตัวกลางเจรจากับรัฐบาล ซึ่งในวันเจรจาฝ่ายค้านได้ขอบคุณและชื่นชมว่า ขอพึ่งบารมีประธานสภาฯ เพื่อให้สภามีศักดิ์มีศรี แต่ภายหลังกลับออกมากล่าวหาว่ายื้อเวลาและรับใช้ฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึกเสียใจ เพราะการตกลงกันในระดับผู้ใหญ่แล้วกลับเปลี่ยนแปลงไป

“ในวันเจรจายังยืนยันว่า หากเป็นน้ำสาบานก็กล้าดื่ม เพื่อแสดงความจริงใจว่าต้องการทำให้สภามีภาพลักษณ์ที่ดี แต่หลังจากนั้นกลับมีการกล่าวหาว่าเป็นขี้ข้ารัฐบาล และทำให้สภาตกต่ำ ซึ่งเป็นถ้อยคำที่รุนแรงเกินเหตุและรับไม่ได้”

นายโสภณชี้แจงถึงการกำหนดกรอบทำงานของ 35 กมธ.ว่า ที่มาของเรื่องเกิดจากมีผู้ร้องเรียนว่าการทำงานของ กมธ.ซ้ำซ้อน และมีผู้ร้องเรียนว่าประธาน กมธ.ใช้อำนาจไม่เป็นไปตามข้อบังคับ จึงได้เรียกประชุมเพื่อหารือแนวทางปฏิบัติ สุดท้ายจึงได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายของสภาไปตรวจสอบข้อบังคับและแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและเกิดความร่วมมือในการเชิญบุคคลต่างๆ ก่อนที่ฝ่ายปฏิบัติจะจัดทำร่างระเบียบเสนอมาให้พิจารณา ซึ่งได้ลงนามเห็นชอบตามที่ฝ่ายกฎหมายและฝ่ายเลขาธิการสภาฯ เสนอ

นายโสภณกล่าวต่อว่า หากทำผิดกฎหมายก็สามารถร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.ได้ หากทำผิดจริยธรรมก็สามารถร้องเรียนตามกระบวนการจริยธรรมได้  ประเทศปกครองด้วยระบบนิติรัฐ ต้องใช้ระเบียบและกฎหมายในการปฏิบัติงานและบังคับใช้กับทุกฝ่าย ฝ่ายใดกันแน่ที่ไม่เคารพกติกา และหากเห็นว่าทำผิดก็มีช่องทางดำเนินการอยู่แล้ว

“ที่ผ่านมารู้สึกผิดหวังมานานแล้ว และบางเรื่องรู้สึกเหมือนถูกบูลลี่และด้อยค่า โดยมีคำพูดของฝ่ายค้านคนหนึ่งที่กล่าวหาอย่างรุนแรง ซึ่งยังเก็บเป็นความลับไว้ เพราะหากนำออกมาพูดอาจทำให้บุคคลดังกล่าวเสียหายมากกว่านี้ อย่าดูถูกคนอื่น หรือคิดว่าตนเองถูกต้องและยุติธรรมอยู่ฝ่ายเดียว เพราะการจะดีหรือชั่วไม่ได้อยู่ที่คำพูด แต่อยู่ที่การกระทำ”

ด้านสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร  ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า แนวทางการดำเนินงานดังกล่าวมิได้จำกัดอำนาจประธาน กมธ. แต่เพียงการอธิบายบทบัญญัติกฎหมายให้เกิดความชัดเจนทางปฏิบัติ ลดข้อโต้แย้งระหว่าง กมธ.ด้วยกัน ให้การดำเนินงาน กมธ.แต่ละคณะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งนี้ ประธาน กมธ.อาจกำหนดนัดประชุม กมธ.เป็นพิเศษได้หากมีเหตุจำเป็น ส่วนการเรียกบุคคลหรือเอกสารของ กมธ. ต้องเป็นไปตามมติ กมธ.เท่านั้น ถือเป็นการใช้อำนาจเรียกตามรัฐธรรมนูญ ประธาน กมธ.จึงไม่อาจกระทำได้เพียงลำพัง 

นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธาน กมธ.การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ กล่าวว่า รัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยไม่ได้กลัวการตรวจสอบ และไม่ได้เป็นการริบอำนาจสภา แต่การตรวจสอบต้องชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่ใช้อำนาจตามอำเภอใจหรือบ้าอำนาจเพื่อปั่นกระแส สร้างความบันเทิง และกระพือความเกลียดชังในสังคม

ขณะที่นายพริษฐ์กล่าวว่า ชัดเจนว่าเป็นหนึ่งในความพยายามในการทำลายกลไกการตรวจสอบของสภา โดยเฉพาะของฝ่ายค้าน การที่จะกำหนดให้ดำเนินการทุกอย่างของ กมธ.ต้องมีมติที่ประชุมรองรับไม่เพียงแต่ขัดต่อแนวปฏิบัติที่ผ่านมา และทำให้การทำงานของ กมธ.คล่องตัวน้อยลง แต่ไปเปิดช่อง สส.รัฐบาลที่เป็นเสียงข้างมากในทุกคณะอยู่แล้วตามข้อบังคับ สามารถปิดกั้นการตรวจสอบเรื่องต่างๆ ที่ กมธ.จะดำเนินการได้

 “ผมอยากตั้งคำถามดังๆ ไปถึงท่านโสภณ ว่าอยากให้สังคมจดจำสภาภายใต้การนำของท่านอย่างไร เพราะ ณ เวลานี้ ผมมีความกังวลใจเป็นอย่างยิ่งว่า สภาผู้แทนราษฎรภายใต้การนำของท่านกำลังถูกกลายร่างให้เป็นสาขาย่อยของรัฐบาล” นายพริษฐ์กล่าว

เมื่อถามว่า จะใช้ช่องทางไหนให้ประธานสภาฯ  ทบทวนคำสั่งดังกล่าว นายพริษฐ์กล่าวว่า จะนำเรื่องนี้เข้าหารือในวิปฝ่ายค้าน ถ้าทุกฝ่ายเห็นตรงกันคงมีการทำหนังสืออย่างเป็นทางการ ยื่นให้กับประธานสภาฯ เพื่อขอหารือเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ออกมาก่อนบังคับใช้ ซึ่ง สส.พรรคได้ยื่นญัตติไปแล้วเมื่อปลายเดือน ต.ค. เพื่อให้ที่ประชุมสภา เสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงการทำหน้าที่ของประธานและรองประธานสภาฯ สืบเนื่องจากกรณีก่อนหน้านี้ แต่เมื่อมาถึงวันนี้คงต้องรวมคำสั่งของประธานสภาฯ ไปด้วย

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. โพสต์เฟซบุ๊กพร้อมรูปภาพเอกสารฉบับเต็ม ซึ่งเป็นบันทึกข้อความในการนิยามอำนาจของ กมธ.ในสภาระบุว่า เปิดหนังสือฉบับเต็ม กินรวบทำลายอำนาจตรวจสอบ กมธ. คงต้องจารึกเป็นประวัติประวัติศาสตร์ว่ายุคสมัยที่น้ำเงินกินรวบทุกอย่าง วันนี้กำลังกินรวบอำนาจตรวจสอบของฝ่ายค้านผ่านกลไก กมธ.

เล่นใหญ่เผาบ้านไล่หนู

นายรังสิมันต์ระบุว่า ที่ผ่านมาอำนาจของประธานในการบรรจุวาระและเชิญบุคคลต่างๆ ไม่เคยมีปัญหา เพราะดำเนินการตามข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ แต่ยุคนี้ กมธ.คงไปโดนปุ่มกลางหลังของใครเข้า กระทบกระเทือนต่อนกน้อยในกรงทอง ส่งผลให้ฝ่ายรัฐบาลต้องเล่นใหญ่เผาบ้านไล่หนู ถึงขนาดจะวางแนวทางเพื่อทำลายกลไกการตรวจสอบของ กมธ.ทั้งระบบ หวังว่าฝ่ายค้านจะไม่สามารถตรวจสอบรัฐบาลได้อีกแล้วอย่างน้อยที่สุดก็ผ่านกลไกนี้

 “แม้ว่ารัฐบาลจะคิดการใหญ่ แต่ก็ไม่กล้าเพียงพอเผชิญข้อครหาเรื่องนี้ด้วยตัวเอง จึงต้องไปยิ้มมุมปากอยู่หลังข้าราชการให้เป็นหนังหน้าไฟ พายเรือให้โจรนั่ง ทำความเห็นที่สวนทางกับข้อบังคับและกฎหมาย โดยอ้างว่าข้าราชการเป็นคนทำความเห็นมาส่วนพวกนักการเมืองในระบอบน้ำเงินก็ยืนหัวเราะมีความสุข เพราะทำลายกลไกการตรวจสอบได้แล้ว”

น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรค ปชน. โพสต์เฟซบุ๊กว่า ประธานสภาทำตัวเป็นขี้ข้ารับใช้นาย แบบไม่เหนียมอาย กมธ.แทบเป็นอำนาจเดียวของฝ่ายนิติบัญญัติที่มีการตรวจสอบแต่ละประเด็น ก็เพื่อผลประโยชน์พี่น้องประชาชน ซึ่งหากประธานสภาแทรกแซงอำนาจประธาน กมธ. มีคำตอบเดียวคือ ไม่ต้องการให้ตรวจสอบพรรคภูมิใจไทย ปกป้องสีน้ำเงินและบุรีรัมย์แบบยอมตายมันจะบ้าอำนาจไปกันใหญ่แล้ว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวว่า การทำงานในระบบสภาต้องอาศัยประเพณีและวัฒนธรรมทางการเมือง และการยอมรับบทบาทของกันและกัน รัฐบาลต้องมีเสียงข้างมากในสภา รวมถึงเสียงข้างมากในคณะ กมธ.ชุดต่างๆ แต่หลักของการตรวจสอบคือต้องเปิดโอกาสให้เสียงข้างน้อยตรวจสอบได้ ซึ่ง กมธ.แต่ละชุดตามข้อบังคับข้อกำหนดเอาไว้อยู่แล้วว่าพิจารณาเรื่องใดได้ เรื่องใดไม่ได้ อำนาจที่จะใช้ได้ตามกฎหมายก็มีกรอบอยู่ ดังนั้นไม่ควรมีข้อกังวลอะไร สมมติว่าจากนี้ สส.ฝ่ายรัฐบาลไม่อยากให้มีการตรวจสอบเรื่องนั้นเรื่องนี้ กมธ.ก็พิจารณาไม่ได้ คงไม่ใช่วัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่มีกลไกเหล่านี้อยู่

นายศิริโชค โสภา อดีต สส.สงขลา พรรค ปชป. ระบุเรื่องนี้ว่า จะทำให้เสียงข้างมากฝ่ายรัฐบาลคุมได้ทั้งการบรรจุวาระและการเชิญผู้ให้ข้อมูล ทำให้การเปิดวาระตรวจสอบหรือเชิญบุคคลภายนอกมาให้ข้อมูลต้องอาศัยเสียงจากพรรคร่วมรัฐบาล โอกาสที่จะเชิญคนข้างนอกมาชี้แจงคงเป็นเรื่องยาก และน่าเสียดายคงไม่ได้ไปชี้แจงข้อมูลเรื่องเว็บพนันอีก แต่สิ่งนี้จึงยิ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ต้องขุดต่อไปเพื่อที่จะได้เจอว่าใครเป็นไอ้โม่งอยู่เบื้องหลัง เพราะเงินจากธุรกิจสีเทาอาจไหลไปใช้ซื้อเสียงหรือไม่ จากการเลือกตั้งที่ผ่านมามีการใช้เงินซื้อเสียงหัวละ 1,500-2,000 บาท

เมื่อถามว่า จะมีการนำข้อมูลเหล่านี้ให้พรรค ปชป.นำไปซักฟอกรัฐบาลหรือไม่ นายศิริโชคกล่าวว่า หากมีการขอมาก็ให้ ซึ่งก็มีการพูดคุยกันบ้างแล้ว ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเว็บการพนัน ก็มีการให้ข้อมูลไปเมื่อ 2 วันก่อนก่อนที่โทรศัพท์มือถือของนายอภิสิทธิ์จะถูกเจาะข้อมูล แต่ก็โชคดีที่เจาะไม่เข้า เพราะถ้าเจาะเข้าก็จะรู้ว่าข้อมูลที่ส่งไปมีอะไรบ้าง

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ปชน. โพสต์เฟซบุ๊กโดยมีรูปภาพบันทึกหน้าจอจากโทรศัพท์ของตนเอง ซึ่งเป็นข้อความเตือนว่าโทรศัพท์ไอโฟนตกเป็นเป้าหมายความพยายามโจมตีด้วยสปายแวร์ในกลุ่มตระกูลเพกาซัส พร้อมข้อความว่า ความพยายามในการรวบอำนาจใน กมธ. + การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ยืดเวลาออกไป + ข้อความเตือนบนโทรศัพท์ของ 2 หัวหน้าพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ซึ่งจริงๆ อาจมีคนโดนเยอะกว่านี้ เป็นเหตุบังเอิญพลัสจริงๆ

นายณัฐพงษ์ให้สัมภาษณ์สั้นๆ ว่า เชื่อว่ามีความพยายามเข้ามาล้วงข้อมูลในโทรศัพท์แน่นอน เพราะขณะนี้ฝ่ายค้านอยู่ระหว่างการเตรียมข้อมูลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงนายอภิสิทธิ์ถูกสปายแวร์เพกาซัสเจาะเข้าระบบโทรศัพท์มือถือว่า เรื่องนี้ทางบริษัทแอปเปิลได้ออกแถลงการณ์ว่ามีการแฮ็กทั้งหมด 99 ประเทศทั่วโลก และยังไม่ได้มีการระบุว่าเป็นเพกาซัส หรือซอฟต์แวร์อะไร ซึ่งในวันที่ 4 พ.ย. จะมีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะมีเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมด้วย 

น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า เป็นการแจ้งเตือนในหลายประเทศทั่วโลกไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะไทย

 พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการ สมช. กล่าวในเรื่องนี้ว่า ดีอีแจ้งว่ามีการเตรียมการอยู่แล้ว โดยหน่วยใดที่อยู่ในความเสี่ยงผู้เกี่ยวข้องก็เข้าไปดูแล ขณะที่ สมช.เตรียมประชุมในวันที่ 4 พ.ย. พร้อมเชิญหน่วยงานเข้ามารับทราบถึงแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจนยืนยันว่ามีแผนรองรับเรียบร้อย เพียงแต่ว่าจะเรียกมาประชุมเพื่อคอนเฟิร์มถึงรายละเอียดของแผนต่างๆ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สัญจรเอาใจอีสาน3.5หมื่นล.

"อนุทิน" นำ รมต.สวมเสื้อผ้าหมี่ขิดประชุม "ครม.สัญจร" อุดรธานี ไฟเขียวงบ 3.5 หมื่นล้านบาท ขับเคลื่อน 36 โครงการ