'นพดล เภรีฤกษ์' คะแนนท่วมท้น 436 เสียงไฟเขียวนั่ง 'เลขากฤษฎีกา'

'สภา' ไฟเขียว 'นพดล เภรีฤกษ์' นั่งเลขากฤษฎีกา ด้วยคะแนน 436 เสียง ขณะที่ 'ณัฐวุฒิ' สงสัยเลขากฤษฎีกา นั่งใน กก.หน่วยงานของรัฐได้หรือไม่ ด้าน 'ปกรณ์' แจงไปทำหน้าที่อิสระถ่วงดุลกรรมการ

06 พ.ค.2569 - ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เนื่องจากตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ว่างลงตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งต่อมาคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 21 เม.ย. เสนอแต่งตั้งนายนพดล เภรีฤกษ์ ดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาแทนตำแหน่งที่ว่าง และตำแหน่งดังกล่าวเป็นตำแหน่งที่มีลักษณะงานเฉพาะอย่าง ซึ่งมาตรา 63 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2522 กำหนดไว้เป็นการเฉพาะว่าให้เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ครม.จึงขอความกรุณาให้สภาฯ ให้ความเห็นชอบบุคคลดังกล่าว ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาคนถัดไป

จากนั้นนายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า ตนจำเป็นต้องอธิบายให้เห็นถึงความแตกต่างของคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งกับคุณสมบัติเฉพาะบุคคล ซึ่งคุณสมบัติเฉพาะบุคคลตนไม่ติดใจอะไรเพราะนายนพดล ทำงานดีมาก แต่ประเด็นที่ต้องตั้งคำถามคือตกลงแล้วสถานะของเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา สามารถนั่งเป็นประธานในหน่วยงานต่างๆ ที่เป็นหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน ได้หรือไม่ และถ้าได้สมควรหรือไม่เพราะเหตุใดแบบใด โดยข้อกฎหมายอะไร ในฐานะที่กฤษฎีกาเป็นผู้ดูแลกฎหมาย เรียกกันว่าระบบกฎหมายมหาชน เช่น ขณะที่นายปกรณ์ ดำรงตำแหน่งเลขากฤษฎีกา ก็นั่งเป็นกรรมการในธนาคารแห่งประเทศไทย กพร. กลต. ประธานกรรมการตรวจสอบและประธานกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) อย่างนี้จะเป็นกลางได้อย่างไร ขณะที่นายนพดล เป็นคณะกรรมการนโยบายสถานะการเงิน กรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งก่อนหน้านี้นายนพดล นั่งเป็นกรรมการตลอด แต่เมื่อรู้ว่านายปกรณ์ต้องไปเป็นรองนายกฯ ต่อมาวันที่ 8 เม.ย. นายนพดล ก็ลาออกแล้วเปลี่ยนตำแหน่งเป็นกรรมการอิสระ และตรวจสอบบริษัท ไทยออยล์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวในการตั้งรัฐบาลชุดใหม่อย่างบังเอิญและน่าประหลาดใจ

“จึงเกิดคำถามว่าตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ไปนั่งเป็นกรรมการในหน่วยงานต่างๆของรัฐมีกฎหมายอะไรให้อำนาจกระทำได้ หรือเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งประเทศชาติอย่างไรที่อนุญาตให้ทำได้ และในกรณีของผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา มีกฎหมายอะไรที่อนุญาตให้เข้าไปเป็นกรรมการในหน่วยงานที่เรียกว่ากึ่งรัฐวิสาหกิจได้ และหากมีกฎหมายควรหรือไม่ควรอย่างไร รวมถึงในกรณีเห็นชอบตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกามีความแตกต่างระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา ซึ่งทางวุฒิสภามีหมวด 5 ให้อำนาจในการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบประวัติต่างๆ ได้แต่ในกรณีของสภาผู้แทนราษฎรไม่มีการให้อำนาจในการตรวจสอบประวัติได้ ”นายณัฐวุฒิ กล่าว

ขณะที่นายปกรณ์ ชี้แจงว่า ตามมาตรา 63 วรรคสามของพ.ร.บ. คณะกรรมการกฤษฎีกา กำหนดไว้ชัดว่าเลขาธิการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ เมื่อเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ จึงอยู่ภายใต้บังคับของพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน ซึ่งมาตรา 83 (6) บัญญัติว่า ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการหรือตำแหน่งที่บริหารจัดการในลักษณะเดียวกัน ในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทเอกชน ซึ่งกฎหมายไม่ได้ห้ามถึงขนาดว่าห้ามไม่ให้อะไรเลย แต่ห้ามไม่ให้เป็นส่วนร่วมในการบริหารจัดการ ซึ่งการบริหารจัดการบริษัทเอกชนจริงๆ มีกรรมการ 2 ลักษณะ คือ 1. กรรมการไม่อิสระ และ 2. กรรมการอิสระ ซึ่งกรรมการอิสระนั้นทำหน้าที่ในการตรวจสอบและถ่วงดุล การตัดสินใจของกรรมการที่ไม่เป็นอิสระ นั่นคือหลักกฎหมายทั่วไปในการบริหารจัดการ

นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า ไม่ใช่เฉพาะเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา แต่ข้าราชการท่านอื่นก็สามารถที่จะเป็นกรรมการ ซึ่งไม่ใช่ลักษณะที่เป็นกรรมการผู้จัดการหรือผู้มีอำนาจในการบริหารบริษัทต่างๆได้ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเอกชนหรือมหาชน ถ้ากฎหมายต้องการห้ามไม่ให้ข้าราชการไปดำรงตำแหน่งใดๆ เลย จะต้องพิจารณาถึงความได้สัดส่วนว่าเป็นความจำกัดสิทธิเสรีภาพของข้าราชการเกินไปหรือไม่ และหากจะประสงค์จำกัดเช่นนั้นจริงต้องมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มเติมลักษณะนี้เข้าไปเพื่อความชัดเจน

นายปกรณ์ กล่าวต่อว่า ตนขออนุญาตให้แยกในส่วนของที่เกี่ยวข้องกับการดำรงตำแหน่ง กับการปฎิบัติหน้าที่ ซึ่งทุกวันมีการสับสนอยู่ในระบบอย่างมากว่าเมื่อดำรงตำแหน่งนั้นแล้วจะต้องเป็นลูกน้องของคนนั้นหรือคนนี้ ต้องทำตามที่คนนั้นหรือคนนี้สั่ง ตนขอเรียนว่าจริงๆ ข้าราชการ ไม่ถูกบังคับอยู่ภายใต้อาณัติใดๆ มีระเบียบวินัย กฎเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติ แต่เรื่องการปฏิบัติหน้าที่ข้าราชการมีอิสระอย่างเต็มที่ ที่จะตัดสินใจดำเนินการในสิ่งที่ถูกต้องและชอบธรรม ตนทำเรื่องแบบนี้บ่อยๆ จนเป็นข่าวหลายรัฐบาล ตนตรงไปตรงมาในแบบของตน ฉะนั้น ขอความกรุณาต้องแยกกันระหว่างเรื่องการดำรงตำแหน่งและการปฎิบัติหน้าที่ในการพิจารณาว่าใครปฎิบัติหน้าที่อย่างไร นอกจากการดำรงตำแหน่งแล้วต้องดูว่า เขาปฎิบัติหน้าที่อย่างเป็นอิสระตรงไปตรงมาตามหลักวิชาการหรือไม่ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อทำงานเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญก็จริงแต่เราทำงานร่วมกับสภาฯ มาตลอด ตนทำงานร่วมกับสภาฯ ทั้งหมด 36 ปี ซึ่งกฤษฎีกาต่างประเทศไม่ได้ทำแบบประเทศไทย เขาทำหน้าที่ร่างกฎหมายและให้ความเห็น ในฝ่ายบริหารอย่างเดียวไม่ต้องมาสภาหรือชี้แจง แต่ของเราทำทุกอย่าง

“เมื่อเวลาเราสวมหมวกได้เรามาเป็นกรรมาธิการที่สภาถึงแม้เราจะอยู่ในหมวกมาจากการแต่งตั้งโดยรัฐบาลเป็นกรรมาธิการจากฝ่ายรัฐบาล แต่เมื่อเราปฏิบัติหน้าที่ท่านสมาชิกคงเห็นว่าเรายึดตรงไปตรงมาตามหลักวิชาการ ตรงไหนได้ก็ได้ ตรงไหนไม่ได้ก็จะท้วงว่าไม่ได้ ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาแก่ท่านอยู่บ้าง ว่าทำไมกฤษฎีกาถึงไม่ค่อยยอม ผมคิดว่าตรงนี้คือสิ่งที่แสดงเห็นว่าความเป็นกลางและอิสระของเรา เราไม่ได้ดื้อตามรัฐบาลตลอด“นายปกรณ์ กล่าว

ทำให้นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ประเด็นที่อยากฝากคือมีความลักลั่น เนื่องจากกรณีที่ให้ความเห็นต่อการดำรงตำแหน่งต่างๆวุฒิสภามีหมวด 5 อยู่ในข้อบังคับ 105-114 ว่าต้องสามารถตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาตรวจสอบประวัติหรือส่งให้คณะกรรมาธิการสามัญในการตรวจสอบประวัติก่อน แต่สภาผู้แทนของเราไม่มี จึงอยากฝากประธานรัฐสภาอาจมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายของสภา ได้พิจารณาว่าสมควรมีหมวดนี้เพิ่มเข้าไปในข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่

จากนั้นเป็นการขอมติว่าจะให้ความเห็นชอบให้นายนพดล เป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือไม่ ด้วยการออกเสียงลงคะแนนเป็นการลับ โดยใช้เครื่องลงคะแนนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เป็นการให้สมาชิกเข้าคูหา กดปุ่มหมายเลขที่จะลงคะแนน หากเห็นชอบให้กดปุ่มหมายเลข 1 ไม่เห็นชอบ กดปุ่มหมายเลข 2 งดออกเสียงกดปุ่มงดออกเสียง เมื่อประกาศผลแล้ว ประธานฯจะส่งให้เจ้าหน้าที่ลบข้อมูลกรออกเสียงลงคะแนนทันที

ผลปรากฎว่าที่ประชุมเห็นชอบ 436 คะแนน ไม่เห็นชอบ 8 คะแนน งดออกเสียง 5 คะแนน ทำให้นายปกรณ์ ได้ลุกขึ้นขอบคุณที่ประชุมสภาฯที่เห็นชอบให้นายนพดล ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ตามที่ครม.เสนอ

 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สภาเดือด! ประธานสภาซัด สส.ส้มพูดเอาแต่ได้

สภาเดือด สส.ปชน.ประท้วงไม่ให้หารือ 'โสภณ' สวน 'พูดเอาแต่ได้' ยันทำตามระเบียบ เผยเสนอชื่อ 'ณัฐพงษ์' เป็นผู้นำฝ่ายค้านแล้วไม่ล่าช้า แต่ต้องรอตามขั้นตอน

เอาแน่! สิริพงศ์ตอบกระทู้สดยันรัฐบาลลุยแลนด์บริดจ์เพราะเป็นเวลาที่ใช่

'สิริพงศ์' ตอบกระทู้สด 'สส.กล้าธรรม' ยันรัฐไฟเขียวลงทุน 'แลนด์บริดจ์' คือเวลาที่ใช่-คุ้มค่า-ลดเวลาผ่านช่องแคบมะละกาได้ถึง 5 วัน เตรียมคลอด พ.รบ. SEC สงวนอาชีพให้คนไทย ควบคู่การทำ EHIA ใหม่

สภาเดือด! เท้งฉะ 5 บังเอิญพลัสปมกักตุนน้ำมัน 'มาร์ค-ไอติม' ประสานเสียงบี้ รมต.เบี้ยวกระทู้

สภาประท้วงวุ่น 'เท้ง' แฉ 5 เหตุบังเอิญพลัส พบจิ๊กซอว์น้ำมัน-ทุนเทา โยงคนระดับสูงในรัฐบาล จี้ 'อนุทิน-พิพัฒน์' มาตอบเอง 'น้า-หลาน' ผนึกกำลังรุม 'โสภณ' จี้ขอหนังสือแจ้งเหตุผล 'นายกฯ-รัฐมนตรี' เบี้ยวตอบกระทู้

เพิ่งตื่น! 'รอมฎอน' ชง 'โสภณ' ใช้อำนาจตั้ง กกต.ติดตามคดียิง 'กมลศักดิ์'

'รอมฎอน' ขอ 'โสภณ' ใช้อำนาจตั้งกรรมการ ติดตามคดีลอบยิง 'กมลศักดิ์' ชี้ถือเป็นการโจมตีสถาบันทางการเมือง ด้านประธานสภาแจงคดียังไม่มีอุปสรรค ปล่อยให้หน่วยงานดำเนินการ

'อนุทิน' ควง 'เอกนิติ-พัฒนา' หม่ำข้าวต้มปลา สตรีทฟู้ดร้านโปรด

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง และนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ได้รับประทานข้าวต้มปลากิมโป้