“นพ.สรณ” บนทางแพร่งแห่งเกมโค่นอำนาจ กสทช. เมื่อข้อพิพาทเรื่องคุณสมบัติ กลายเป็นภาพสะท้อนวิกฤตองค์กรอิสระไทย  

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กสทช. ถูกจับตามองมากกว่าองค์กรกำกับดูแลด้านคลื่นความถี่ โทรคมนาคม และสื่อ เพราะบทบาทขององค์กรแห่งนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับผลประโยชน์ขนาดใหญ่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี และอำนาจรัฐ การตัดสินใจแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรคลื่นความถี่ การกำกับธุรกิจโทรคมนาคม หรือการวางกรอบดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล ล้วนส่งผลต่อเม็ดเงินระดับแสนล้านบาท และทิศทางเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อเข้ามารับตำแหน่งใน กสทช. แนวคิดเหล่านั้นถูกต่อยอดในอีกบริบทหนึ่ง เพราะสำหรับ นพ.สรณ โทรคมนาคมไม่ใช่เพียงเรื่องสัญญาณมือถือหรือการแข่งขันทางธุรกิจ แต่คือ “โครงสร้างพื้นฐานของคุณภาพชีวิต” ทั้งด้านการแพทย์ การศึกษา ระบบเตือนภัย และโอกาสของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

แนวคิดนี้สะท้อนผ่านการผลักดัน Telemedicine หรือระบบแพทย์ทางไกล ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในภาพจำสำคัญของเขาในช่วงดำรงตำแหน่งสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยเรื้อรังในต่างจังหวัด การเดินทางเข้าเมืองเพื่อพบแพทย์เฉพาะทางอาจหมายถึงค่าใช้จ่าย เวลา และความเสี่ยงจำนวนมาก

แต่หากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและ 5G สามารถเชื่อมโรงพยาบาลชุมชนเข้ากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ นั่นย่อมไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือ “โอกาสในการรักษาชีวิต” เช่น การช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน

นี่คือเหตุผลที่ทำให้หลายคนในแวดวงสาธารณสุขยังมองว่า แม้จะมีข้อถกเถียงทางกฎหมายหรือการเมือง แต่ในอีกด้านหนึ่ง นพ.สรณ ก็เป็นบุคคลที่มีผลงานและมีคุณูปการต่อสาธารณะอย่างปฏิเสธได้ยาก

อย่างไรก็ตาม แม้ นพ.สรณ ได้ผ่านกระบวนการสรรหาและแต่งตั้งตามกฎหมายครบทุกขั้นตอน แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ กสทช. เขาก็ต้องเผชิญแรงปะทะทางการเมืองและแรงกดดันจากกลุ่มผลประโยชน์มาอย่างต่อเนื่อง แม้อีกเพียง 2 ปีก็จะครบวาระการดำรงตำแหน่งแล้วก็ตาม

ข้อพิพาทที่ถูกหยิบยกมาแบบไม่จบสิ้น คือประเด็นเรื่อง “คุณสมบัติ” และสถานะความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐและองค์กรต่างๆ ในช่วงเข้ารับตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นการยังตรวจรักษาคนไข้ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย, สถานะทางวิชาชีพในฐานะแพทย์, การมีชื่อเกี่ยวข้องกับตำแหน่งกรรมการบริษัทเอกชนรวมถึงคำถามว่า การลาออกหรือการแจ้งไม่รับตำแหน่งนั้น “สมบูรณ์ตามกฎหมายแล้วหรือไม่”

ประเด็นเหล่านี้นำไปสู่การตรวจสอบทั้งจากกรรมาธิการวุฒิสภา ผู้ร้องเรียน และ ป.ป.ช. ฝ่ายคัดค้านมองว่า องค์กรอิสระอย่าง กสทช. ต้องไม่มีข้อกังขาแม้แต่น้อย เพราะเป็นองค์กรที่มีอำนาจกำกับดูแลอุตสาหกรรมมูลค่ามหาศาล และเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์สาธารณะโดยตรง

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีข้อมูลและผลการตรวจสอบที่ถูกนำมาชี้แจงโต้แย้งข้อกล่าวหาเหล่านี้เช่นกัน

 หนึ่งในข้อมูลสำคัญ คือรายงานตรวจสอบของมหาวิทยาลัยมหิดลซึ่งจัดทำตามคำสั่งของสำนักงานปลัดกระทรวง อว. เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะของ นพ.สรณ ในช่วงก่อนและหลังเข้ารับตำแหน่ง กสทช.

ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวสรุปว่าช่วงก่อนวันที่ 8 มกราคม 2565 นพ.สรณ ยังมีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย, แต่ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 เป็นต้นมา สถานะได้เปลี่ยนเป็น “แพทย์ตอบแทนรายชั่วโมง” ซึ่งมหาวิทยาลัยตีความว่าเป็นการประกอบวิชาชีพอิสระ ไม่ใช่พนักงานมหาวิทยาลัย และเมื่อได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2565 ไม่ปรากฏว่าอยู่ในสถานะพนักงานมหาวิทยาลัยแล้ว

รายงานยังระบุเพิ่มเติมว่า ภายหลังเข้ารับตำแหน่ง กสทช. ไม่มีข้อมูลการรับค่าตอบแทนจากคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี และบทบาทหลังจากนั้นเป็นลักษณะ “อาจารย์แพทย์จิตอาสา” โดยไม่รับค่าตอบแทน

ในอีกประเด็นหนึ่ง กรณีการมีชื่อเกี่ยวข้องกับธนาคารกรุงเทพ ก็มีหนังสือชี้แจงจากธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า แม้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นจะมีมติแต่งตั้ง นพ.สรณ เป็นกรรมการ แต่ต่อมาได้มีหนังสือแจ้ง “ไม่ขอรับตำแหน่ง” และธนาคารไม่ได้จดทะเบียนชื่อเป็นกรรมการต่อหน่วยงานนายทะเบียนแต่อย่างใด

ทั้งหมดนี้ทำให้ข้อถกเถียงของกรณี นพ.สรณ มีลักษณะพิเศษกว่าคดีคุณสมบัติทั่วไป เพราะแก่นสำคัญของปัญหาอาจไม่ได้อยู่เพียง “มีการลาออกหรือไม่” แต่คือ สถานะใดจึงถือว่า “พ้นจากลักษณะต้องห้ามโดยสมบูรณ์” ในทางกฎหมาย

หากมีปัญหาด้านคุณสมบัติอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น นพ.สรณ ย่อมไม่อาจผ่านทั้งกระบวนการสรรหาและการให้ความเห็นชอบจากวุฒิสภาได้ เพราะข้อเท็จจริงสำคัญคือ เขาไม่ได้มาจากฝ่ายการเมือง หน่วยงานกำกับด้านสื่อสาร หรือธุรกิจโทรคมนาคมที่อยู่ภายใต้การกำกับของกสทช.โดยตรงแต่อย่างใด

แม้จะมีความพยายามรื้อการตีความมาตรา 8 แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เพื่อตั้งคำถามต่อคุณสมบัติของเขา แต่เจตนารมณ์สำคัญของกฎหมายมาตราดังกล่าว คือการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนและรักษาความเป็นอิสระของกรรมการ กสทช. โดยเฉพาะในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับอำนาจกำกับดูแลด้านสื่อสาร คลื่นความถี่ และกิจการโทรคมนาคม เช่น กระทรวงดิจิทัลฯ กรมประชาสัมพันธ์ หรือหน่วยงานด้านคลื่นและดาวเทียม ซึ่งแตกต่างจากกรณีของ นพ.สรณ ผู้เป็นแพทย์โรคหัวใจในโรงพยาบาลรัฐโดยสิ้นเชิง

ขณะเดียวกัน มาตรา 18 ยังสะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายรับรู้ถึง “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” ของผู้ที่ได้รับเลือกเป็นกรรมการ กสทช. แล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการจัดการสถานะต่างๆ ที่อาจเข้าข่ายตามมาตรา 8 โดยกำหนดให้ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนเข้ารับหน้าที่ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด กล่าวคือ ในช่วงระหว่างได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาและรอการโปรดเกล้าฯ บุคคลดังกล่าวยังไม่ถือว่าเข้าปฎิบัติหน้าที่เป็นกรรมการกสทช.โดยสมบูรณ์ กฎหมายจึงวางกลไกรองรับไว้เพื่อให้การดำเนินการในส่วนนี้เป็นไปอย่างถูกต้องตามขั้นตอน

ด้วยเหตุนี้ หลายฝ่ายจึงมองว่า กระบวนการทางกฎหมายได้ดำเนินการครบถ้วนแล้วตั้งแต่ขั้นตอนสรรหา การตรวจสอบคุณสมบัติ และการเห็นชอบจากวุฒิสภา ขณะที่ข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นภายหลัง สะท้อนแรงกดดันและอิทธิพลจากภายนอกที่พยายามเข้ามากระทบองค์กรอิสระ มากกว่าจะเป็นปัญหาคุณสมบัติที่มีน้ำหนักทางกฎหมายเพียงพอ

 และนี่เอง คือจุดที่ทำให้กรณีนี้มีความซับซ้อนมากกว่าการกล่าวหาทางจริยธรรมทั่วไปเพราะแก่นสำคัญของข้อถกเถียงอาจไม่ได้อยู่เพียงว่า นพ.สรณ ถูกหรือผิด หากแต่อยู่ที่คำถามว่า กฎหมายองค์กรอิสระของไทย กำลังนิยามคำว่า “ความเป็นอิสระ” ไว้อย่างไร

ในอดีต กฎหมายเหล่านี้ถูกออกแบบขึ้นบนแนวคิดสำคัญ คือ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต้อง “ตัดขาด” จากผลประโยชน์และสถานะอื่นๆ อย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันการครอบงำหรือผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ในโลกปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงจำนวนมากกลับมีหลายบทบาทพร้อมกันไม่ว่าจะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย, เป็นแพทย์, เป็นนักวิจัย, เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาองค์กรต่างๆ เพราะยิ่งมีความเชี่ยวชาญสูง ก็ยิ่งมีความเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วนมากขึ้น

คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า การยังปฏิบัติวิชาชีพ เช่น หมอที่ช่วยชีวิตคนป่วย หรือยังมีความเกี่ยวข้องทางวิชาการ เท่ากับ “ขาดความเป็นอิสระ” โดยอัตโนมัติหรือไม่และเส้นแบ่งระหว่าง “การทำงานวิชาชีพ” กับ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ควรถูกวางไว้ตรงไหน

คำถามที่ใหญ่กว่า “ตัวบุคคล”

สิ่งที่น่าสนใจคือ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาความขัดแย้งของ กสทช. ในประเด็นบุคคลไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับ นพ.สรณ เท่านั้น แต่ยังมีกรรมการกสทช.คนอื่นๆ แต่สิ่งที่น่าจับตาคือทำไมคนอื่นไม่โดนตามล้างตามเช็ดแบบไม่เลิก

หากย้อนดูประวัติศาสตร์ขององค์กรนี้ จะพบว่าแทบทุกยุคต่างเผชิญข้อครหาและแรงปะทะในรูปแบบคล้ายกันไม่ว่าจะเป็นการเมืองแทรกแซง, กระบวนการสรรหาที่ถูกตั้งคำถาม, อำนาจทับซ้อน, ความขัดแย้งระหว่างกรรมการ, การกำกับกลุ่มทุน,แรงกดดันจากสภาผู้บริโภค และ NGOรวมถึงการตีความกฎหมายที่แตกต่างกันอย่างรุนแรง

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า กสทช. ไม่ได้เป็นเพียงองค์กรกำกับดูแลด้านเทคนิคอีกต่อไป แต่กลายเป็น “จุดตัด” ของผลประโยชน์มหาศาลทางเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี และความมั่นคงของประเทศ ทุกการตัดสินใจขององค์กรนี้ ตั้งแต่การประมูลคลื่นความถี่ การวางหลักเกณฑ์ ไปจนถึงการกำกับแพลตฟอร์มดิจิทัล ล้วนเกี่ยวข้องกับเม็ดเงินระดับแสนล้านบาท และส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทยโดยตรง

ดังนั้น ไม่ว่าใครจะเข้ามานั่งเก้าอี้นี้ ก็แทบหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญแรงปะทะจากหลายฝ่ายพร้อมกัน

ในมุมนี้ กรณีของ นพ.สรณ จึงอาจสะท้อนปัญหาที่ใหญ่กว่าตัวบุคคล นั่นคือ ประเทศไทยยังไม่มีระบบสรรหาองค์กรอิสระที่ทำให้ทุกฝ่ายเชื่อมั่นร่วมกันได้อย่างแท้จริงเพราะเมื่อระบบยังเต็มไปด้วยทางแพร่ง คนที่เข้ามาดำรงตำแหน่งเหล่านี้ ไม่ว่าจะมีผลงาน มีความเชี่ยวชาญ หรือมีเจตนาดีเพียงใด ก็ อาจกลายเป็นเป้าความขัดแย้งได้เสมอ

แหล่งข่าวในวงการโทรคมนาคมกล่าวว่า หากลองหลับตานึกถึงผลงานประทับใจของกสทช.ชุดนี้มีอะไรบ้าง บางทีหลับตาจนเผลอหลับจริงๆ ยังนึกไม่ออก เพราะหากคิดเร็วๆก็อาจเห็นภาพการควบรวมกิจการของผู้ประกอบกิจการรายใหญ่ในธุรกิจโทรศัพท์มือถือ และผู้ประกอบการรายใหญ่ในธุรกิจบรอดแบนด์ ที่เป็นความอยู่รอดของผู้ประกอบการ ที่ทุกวันนี้ผู้บริโภคคงสาแก่ใจดีแล้วว่า ผลประโยชน์ที่ตัวเองได้รับมีอะไรบ้าง

การเมืองที่รุนแรงในกสทช.ที่ผนึกองค์กรภายนอกบีบคั้นและกดดัน หวังกำจัด “หมอไห่หรือนพ.สรณ” ให้กระเด็นหลุดจากตำแหน่งประธานกสทช.ด้วยข้อหาการขาดคุณสมบัติที่พยายามมา 2-3 ปีแล้วเพียงเพราะคิดว่าหากสัมฤทธิ์ผล ก็สามารถชี้นำอุตสาหกรรมหลายแสนล้านบาทให้เดินตามเส้นทางที่ต้องการได้

 หารู้ไม่ว่า ไม่ใช่แค่นพ.สรณที่เป็นเหยื่อกับกลเกมอำนาจครั้งนี้ แต่อนาคตอุตสาหกรรม อนาคตของประเทศ ก็วนอยู่ในอ่าง รับเคราะห์กรรมกับเกมอำนาจในครั้งนี้ไม่ต่างกัน

ผลไม้พิษย่อมเกิดจากต้นไม้พิษฉันใด การทำงานในรูปแบบคณะกรรมการที่วุ่นวาย ทะเลาะเบาะแว้ง สร้างแต่ปัญหา การสรรหาที่มีวาระ มีใบสั่ง มีการขีดเส้นใต้ให้เลือกคนของตนเองก็ฉันนั้น

แทนที่จะเลือกเดินข้ามความผิดพลาด หลังได้เหยื่อ 7  คนจากกระบวนการสรรหาที่พิสูจน์แล้วว่าหากได้คนที่ถูกฝาถูกตัวก็น่าจะทำงานได้ราบรื่น ด้วยการหาทางออกให้กรรมการกสทช. 7 คนสามารถทำงานให้ลุล่วงได้ภายใต้ความขัดแย้งที่ไม่มีใครยอมใคร แต่กลับใช้วิธีการเลือกข้าง หาวิธีกำจัดคนที่ขวางทางให้กระเด็นตกเก้าอี้ไป

โดยมองข้ามไปว่าการใช้วิธีให้อดีตกรรมการสรรหา 7 คน (ศาลฎีกา, ศาลปกครองสูงสุด, ศาลรัฐธรรมนูญ, กรรมการป.ป.ช.,กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน, ผู้ตรวจการแผ่นดิน, ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไืทย) มาประชุมใหม่เพื่อให้ตัวเองมีอำนาจเรื่องพิจารณาการขาดคุณสมบัติของนพ.สรณ อาจทำให้โดนคดีอาญามาตรา 157 ปฎิบัติหรือละเว้นการปฎิบัติโดยมิชอบ

อดีตกรรมการสรรหา 7 คนที่ประชุมวันนั้น หนึ่งในสองคนที่ไม่มาประชุม แว่วว่าไม่อยากโดนม.157 เพราะตามกฎหมายกรรมการสรรหาได้สิ้นสภาพ หมดอำนาจหน้าที่ไปแล้ว”

แหล่งข่าวในวงการโทรคมนาคมกล่าวว่า หากจะใช้เกณฑ์การขาดคุณสมบัติเพื่อจัดการหมอไห่ ต้องเดินอีกแบบหนึ่งซึ่งหากพูดไปเหมือนการชี้โพรงให้กระรอก แต่การใช้วิธีที่กำลังทำกันอยู่ อาจโดนม.157 แน่ๆ แล้วก็ทำอะไรไม่ได้ ดีไม่ดีหมอไห่อยู่จนครบวาระด้วยซ้ำ

หากมองข้ามความขัดแย้ง แล้วใช้สมองให้เต็มศักยภาพเพื่อหาทางให้ 2 ปีที่เหลือของกสทช.ชุดนี้ ทำงานให้เกิดประโยชน์โภคผลกับประเทศชาติและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน สามารถทำได้ภายใต้หมวด 7 ความสัมพันธ์กับรัฐบาลและรัฐสภา มาตรา 74 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 ที่ระบุว่าในการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่กสทช.ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายที่คณะรัฐมนตรีแถลงไว้ต่อรัฐสภา และต้องสอดคล้องกับนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม”

แหล่งข่าวกล่าวว่า ตามพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ระบุชัดเจนว่ากสทช.ไม่ใช่องค์กรอิสระแต่ต้องดำเนินการสอดคล้องนโยบายรัฐบาล เพราะฉะนั้นรัฐบาลเพียงนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี กำหนดเป็นนโยบายรัฐบาลเป็นเรื่องๆให้ชัดเจน เช่น เรื่องแผนเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิทัลที่ใบอนุญาติจะสิ้นสุดในปี 2572 แต่ยังไม่รู้อนาคตว่าจะไปต่ออย่างไร เรื่องการจัดระเบียบสายสื่อสาร เรื่องการกระจายบรอดแบนด์ให้ลงไปถึงหน่วยงานสาธารณสุขห่างไกลทั่วประเทศ เรื่องการประมูลคลื่นความถี่ เรื่องอื่นๆอีกมากมายที่กสทช.คั่งค้างอยู่ เพื่อให้ทะลุทลวงให้เกิดผลในช่วง 2 ปีที่เหลือ

แล้วหลังจาก ค.ร.ม.พิจารณาเห็นชอบตามนั้น ก็นำไปแถลงเป็นนโยบายรัฐบาลเพิ่มเติมต่อรัฐสภา เพื่อให้ผูกพันกับกสทช.แล้วใช้กลไกลของสภาฯเพื่อตรวจสอบการทำงานกสทช.ว่าเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลหรือไม่

รวมทั้งยังสามารถกำกับดูแลและตรวจสอบว่ากสทช.ทำงานตามที่รัฐบาลกำหนดไว้หรือไม่ผ่านกระบวนการงบประมาณ เพราะก่อนที่สำนักงานกสทช.จะเสนอให้บอร์ดกสทช.อนุมัติ จำเป็นต้องเสนอร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (นายกฯเป็นประธาน) เพื่อพิจารณาให้ความเห็น และให้สำนักงานกสทช.พิจารณาดำเนินการแก้ไข

 กสทช.อาจคิดว่าตัวเองเป็นองค์กรอิสระ แต่ไม่ใช่ ต้องทำตามนโยบายรัฐบาล โดยรัฐบาลต้องระบุเป็นรายละเอียดลงไปในแต่ละเรื่องให้ชัดเจนลงไปเลย เพราะตอนแถลงนโยบายก่อนเริ่มทำงาน คนจะคิดว่าเป็นเรื่องของกระทรวงดีอีเท่านั้น แล้วใช้กลไกของสภาฯกำกับว่ากสทช.ทำตามนโยบายหรือไม่ รวมทั้งให้คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่นายกฯเป็นประธาน ดูว่ากสทช.ตั้งงบประมาณเรื่องที่รัฐบาลให้ทำหรือไม่” แหล่งข่าวกล่าวและย้ำว่า “หากกสทช.ยังเลือกทะเลาะกันมากกว่าทำงานตามนโยบายรัฐบาล ก็แก้ปัญหาด้วยการออกพ.ร.ก.ยุบกสทช.ทั้งคณะแล้วสรรหาใหม่ เหมือนในอดีตวิกฤตตุลาการสมัยยุคนายกฯอานันท์ ปันยารชุน และท่านประมาณ ชันซื่อ”

อีกประเด็นที่ต้องปุจฉาไว้คือ ถ้าโค่นเก้าอี้ นพ.สรณ แล้วประเทศจะได้ประโยชน์ หรือถอยหลังลงคลอง เพราะบางที นพ.สรณ อาจไม่ใช่ “ต้นเหตุ” ของปัญหาทั้งหมด แต่เป็นเพียงคนที่เดินเข้าไปอยู่กลางสนามอำนาจที่ซับซ้อนที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศและในวันที่ทุกฝ่ายต่างหยิบกฎหมายขึ้นมาตีความเข้าหาตัวเอง ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บมากที่สุดในท้ายที่สุด อาจไม่ใช่ตัวบุคคล เช่น นพ.สรณ ที่ถูกจับแขวนขึ้นมาเป็นเหยื่อก็ได้

สิ่งที่ควรคำนึงถึงมากที่สุดควบคู่กันไปคือการบ่มเพาะสร้างต้นไม้ที่สวยงามและปราศจากพิษภัย เพื่อให้ได้ผลไม้เนื้อดี รสชาติกลมกล่อม สมใจทุกฝ่ายเพราะนาทีนี้เรารู้แล้วว่าต้นไม้พิษมันหน้าตาเป็นอย่างไร เราคงไม่อยากเดินซ้ำรอยบทเรียนราคาแพง ที่ทำประเทศชาติเสียเวลาเหมือนทุกวันนี้

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สภาฯ ชำแหละงบ กสทช. ปี 66 ฝ่ายค้านซัด 16 ปี สุดล้มเหลว คุ้มครองผู้บริโภคไม่ได้ ปล่อยทุนยึดองค์กร

“สภา” ถกรายงานงบ กสทช. ปี 66 สตง. ชำแหละหลายประเด็นต้องเร่งปรับปรุง ทั้งงบกลางคงเหลือสูง เงินกันเหลื่อมปีเกินพันล้าน กองทุนสะสมเกินจำเป็น คุรุภัณฑ์สูญหาย-เสื่อมสภาพอื้อ ชี้การติดตามประเมินผลยังเน้นเชิงปริมาณจากการเบิกจ่ายมากกว่าผลสัมฤทธิ์ของโครงการ “สาทิตย์” ซัด 16 ปีล้มเหลว ปล่อยทุนยึดองค์กร-คุ้มครองผู้บริโภคไม่ได้ จี้ถึงขั้นยุบตั้งใหม่

'นักวิชาการสื่อ' ชำแหละ อินฟลูฯเล่าข่าว-ดาราพิธีกรเล่าข่าว แต่ใช้ ข่าวคนอื่น ทำกันมานานแล้ว

ดร.นันท์วิสิทธิ์ ตั้งแสงประทีป (นิพนธ์) อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และสื่อมวลชนอิสระ โพสต์ข้อความ ว่า อินฟลูฯเล่าข่าว-ดาราพิธีกรเล่าข่าวแต่ใช้ข่าวคนอื่นทำกันมานานแล้ว?

'โรม' ติงรัฐปราบสแกมเมอร์ 'ลดเสา-ตัดเน็ต' แก้ปัญหาผิดจุด ทำคนชายแดนเดือดร้อนหนัก

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อดีตประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนถูกลดเสาสัญญาณตามมาตรการรัฐ ทำให้ไม่สามารถใช้โทรศัพท์ได้ จะมีวิธีการที่จะให้ทางรัฐแก้ไขอย่างไร

กสทช. เตรียมพักใบอนุญาตบริษัทส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตไปเขมร

ตามที่องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ส่งจดหมายไปยัง กสทช. เมื่อวันที่ 24 ม.ค.69 เพื่อขอให้เร่งเพิกถอนใบอนุญาตบริษัทเอกชนเจ้าใหญ่ของไทยที่ลักลอบส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้ประเทศกัมพูชา