
'เจ้าคุณโซลาร์เซลล์' ข้องใจโครงการโซลาร์ 1 ล้านหลังคารัฐอุดหนุนครัวเรือนละ5หมื่นบาท ใช้เงินสาธารณะ 5 หมื่นล้านบาท ปชช.อีกประมาณ 25 ล้านครัวเรือนที่ไม่ได้รับอุดหนุนได้รับประโยชน์อย่างไร ยันโซลาร์เซลล์เป็นเรื่องดี ตั้งคำถาม 5 ข้อ เพื่อให้การใช้เงินสาธารณะมีความรอบคอบ โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุด แนะควรติดตั้งในหน่วยงานรัฐอย่างจริงจัง
28 ต.ค.2569 - พระปัญญาวชิรโมลี (นพพร ธีรปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดป่าศรีแสงธรรม จังหวัดอุบลราชธานี ผู้ก่อตั้งโรงเรียนศรีแสงธรรม หรือ โรงเรียนเสียดายแดด ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "เจ้าคุณโซลาร์เซลล์" โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า
แรก ๆ ก็น่าสนใจ พอพิจารณาลึกลงไปช่างน่าสงสัย
รัฐบาลอุดหนุนโซลาร์ 1 ล้านหลังคา 50,000 ล้านบาท แล้วอีก 25 ล้านครัวเรือนจะได้อะไร?
เปรียบเทียบความคุ้มค่าของเงินสาธารณะ ระหว่างการอุดหนุนโซลาร์ครัวเรือน กับการลงทุนในโรงพยาบาลและหน่วยงานราชการ เพื่อประโยชน์ของคนทั้งประเทศ
วันที่ 27 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดตัวโครงการโซลาร์ภาคประชาชน โดยมีรายงานว่าคณะรัฐมนตรีเห็นชอบกรอบวงเงินอุดหนุน 50,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์จำนวน 1 ล้านครัวเรือน วงเงินสนับสนุนสูงสุดครัวเรือนละ 50,000 บาท
รัฐบาลประกาศเปิดลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2569 ถึง 31 มกราคม 2570 พร้อมประเมินว่าโครงการจะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนได้มากกว่า 24,500 ล้านบาทต่อปี และเปิดโอกาสให้ประชาชนจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบไฟฟ้า
นับเป็นนโยบายที่น่าสนใจในการส่งเสริมพลังงานสะอาด
อาตมาไม่ได้คัดค้านการสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพราะได้ส่งเสริมและลงมือติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้วัด โรงเรียน โรงพยาบาล และภาคเกษตรกรรมมานานแล้ว
แต่สิ่งที่อาตมาอยากตั้งคำถามต่อรัฐบาลคือ
เมื่อรัฐบาลใช้เงินสาธารณะจำนวน 50,000 ล้านบาท สนับสนุนประชาชน 1 ล้านครัวเรือน แล้วประชาชนอีกประมาณ 25 ล้านครัวเรือนที่ไม่ได้รับเงินอุดหนุนโดยตรง จะได้รับประโยชน์อย่างไร?
โดยเฉพาะหากเงินดังกล่าวมีที่มาจากการกู้ยืม รัฐบาลยิ่งต้องแสดงให้เห็นว่าการใช้เงินวันนี้จะสร้างประโยชน์คุ้มค่ากับภาระทางการคลังที่ประเทศต้องรับผิดชอบในอนาคตอย่างไร
ลองพิจารณาตัวเลขเปรียบเทียบกัน
1. รัฐบาลบอกว่าประหยัดค่าไฟได้ 24,500 ล้านบาทต่อปี แต่ประเทศประหยัดได้จริงเท่าไร?
หากโครงการสนับสนุน 1 ล้านครัวเรือน และสามารถลดภาระค่าไฟรวมกันได้ 24,500 ล้านบาทต่อปี เท่ากับเฉลี่ยครัวเรือนละ 24,500 บาทต่อปี หรือประมาณ 2,042 บาทต่อเดือน
แต่ตัวเลขนี้เป็นค่าเฉลี่ยตามเป้าหมายของโครงการ ไม่ได้หมายความว่าทุกครัวเรือนจะประหยัดค่าไฟได้เท่ากัน
สิ่งสำคัญที่ประชาชนต้องเข้าใจคือ การผลิตไฟฟ้าใช้เองกับการขายไฟฟ้าส่วนเกิน มีความคุ้มค่าไม่เท่ากัน
ตัวอย่างเช่น หากค่าไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้าเฉลี่ยหน่วยละ 3.89 บาท ขณะที่สมมติให้ขายไฟฟ้าส่วนเกินได้หน่วยละ 2.20 บาท
การผลิตไฟฟ้าใช้เอง 1,000 หน่วย จะมีมูลค่าประหยัดค่าไฟประมาณ 3,890 บาท
แต่หากนำไฟฟ้า 1,000 หน่วยไปขายทั้งหมด จะมีรายรับเพียง 2,200 บาท
ดังนั้น ครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าในเวลากลางวันมาก เช่น บ้านที่มีผู้พักอาศัยอยู่ตลอดวัน หรือมีกิจการที่ใช้ไฟฟ้ากลางวัน ย่อมมีโอกาสได้รับความคุ้มค่าสูงกว่าครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่ในเวลากลางคืน
หากครัวเรือนต้องกู้เงินมาติดตั้งโซลาร์เซลล์ แล้วใช้ไฟฟ้าเองได้น้อย การขายไฟฟ้าส่วนเกินเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อภาระผ่อนชำระเงินกู้
ทั้งนี้ อัตรา 2.20 บาทต่อหน่วยเป็นตัวเลขสมมติสำหรับเปรียบเทียบ ต้องตรวจสอบอัตรารับซื้อและเงื่อนไขจริงของโครงการอีกครั้ง
นอกจากนี้ ยังต้องแยกให้ออกระหว่าง
ค่าไฟที่ครัวเรือนประหยัดได้ กับต้นทุนไฟฟ้าที่ประเทศประหยัดได้จริง
เพราะเมื่อประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เอง ค่าไฟที่จ่ายให้การไฟฟ้าจะลดลง แต่ระบบไฟฟ้าของประเทศยังมีต้นทุนโครงข่าย สายส่ง หม้อแปลง การรักษาความมั่นคงของระบบ และการลงทุนรองรับพลังงานหมุนเวียน
ขณะเดียวกัน ประเทศก็อาจประหยัดต้นทุนเชื้อเพลิง ลดการนำเข้าพลังงาน และลดมลพิษได้จริง ซึ่งควรนำมาคำนวณรวมด้วย
รัฐบาลจึงควรเปิดเผยว่า ตัวเลขประหยัดค่าไฟ 24,500 ล้านบาทต่อปี มาจากการใช้ไฟฟ้าเองเท่าไร การขายไฟฟ้าส่วนเกินเท่าไร และได้หักต้นทุนที่เกี่ยวข้องแล้วหรือยัง
เพราะ ค่าไฟของประชาชนบางส่วนที่ลดลง ไม่ได้หมายความว่าต้นทุนไฟฟ้าของประเทศลดลงเท่ากันทั้งหมด
2. ถ้านำเงินไปลงทุนให้โรงพยาบาลและหน่วยงานราชการ จะใช้เงินเท่าไร?
อาตมาลองคำนวณทางเลือกหนึ่ง โดยนำโซลาร์เซลล์ไปติดตั้งในหน่วยงานราชการ 4 ประเภท ได้แก่
1. โรงพยาบาลของรัฐ ประมาณ 1,035 แห่ง ติดตั้งแห่งละ 200 กิโลวัตต์ ใช้งบประมาณ 4,140 ล้านบาท
2. ศาลากลางจังหวัด 76 แห่ง ติดตั้งแห่งละ 200 กิโลวัตต์ ใช้งบประมาณ 304 ล้านบาท
3. ที่ว่าการอำเภอ 878 แห่ง ติดตั้งแห่งละ 100 กิโลวัตต์ ใช้งบประมาณ 1,756 ล้านบาท
4. สถานีตำรวจ ประมาณ 1,484 แห่ง ติดตั้งแห่งละ 100 กิโลวัตต์ ใช้งบประมาณ 2,968 ล้านบาท
รวมหน่วยงานราชการประมาณ 3,473 แห่ง
กำลังติดตั้งรวม 458.4 เมกะวัตต์
ใช้งบประมาณประมาณ 9,168 ล้านบาท
ตัวเลขนี้คำนวณจากต้นทุนติดตั้งสมมติ 20,000 บาทต่อกิโลวัตต์ โดยเป็นการประมาณการเบื้องต้น ไม่ใช่ผลสำรวจอาคารจริง
บางแห่งอาจใช้ไฟฟ้าไม่มากพอ มีพื้นที่ติดตั้งไม่เหมาะสม หรือมีระบบโซลาร์เซลล์อยู่แล้ว จึงต้องสำรวจและปรับขนาดให้เหมาะสมก่อนลงทุน
แต่ตัวเลขดังกล่าวทำให้เห็นว่า หากรัฐบาลจัดสรรเงินประมาณ 9,168 ล้านบาท หรือเพียง 18.34% ของวงเงินอุดหนุนโซลาร์ครัวเรือน 50,000 ล้านบาท ก็อาจเริ่มพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดในหน่วยงานราชการจำนวนมากได้
อย่างไรก็ตาม โครงการภาครัฐตามแบบจำลองนี้มีกำลังติดตั้งน้อยกว่าโครงการครัวเรือน จึงไม่ใช่การเปรียบเทียบผลผลิตไฟฟ้าจากโครงการที่มีขนาดเท่ากัน แต่เป็นการแสดงให้เห็นทางเลือกในการจัดสรรงบประมาณ
3. เงินลงทุน 9,168 ล้านบาท ให้ผลตอบแทนอย่างไร?
ใช้สมมติฐานแสงแดดเฉลี่ย 4.5 ชั่วโมงต่อวัน ประสิทธิภาพระบบสุทธิ 80% และค่าไฟเฉลี่ย 3.89 บาทต่อหน่วย
ระบบโซลาร์เซลล์รวม 458.4 เมกะวัตต์ จะผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 602 ล้านหน่วยต่อปี
หากหน่วยงานสามารถใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้เองทั้งหมด จะมีมูลค่าค่าไฟที่ลดลงประมาณ 2,343 ล้านบาทต่อปี
หรือคิดเป็นระยะเวลาคืนทุนอย่างง่ายประมาณ 3.9 ปี ก่อนหักค่าใช้จ่ายอื่น
นอกจากนี้ ยังมีศักยภาพลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 286,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี เมื่อใช้ค่าการปล่อยจากไฟฟ้า 0.475 กิโลกรัมต่อหน่วย
หากคำนวณตลอดอายุโครงการ 25–30 ปี โดยสมมติผลผลิตไฟฟ้า ค่าไฟ และค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคงที่ จะมีมูลค่าค่าไฟที่หลีกเลี่ยงได้ประมาณ 58,600–70,300 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวเป็นมูลค่าเบื้องต้นก่อนหักการเสื่อมสภาพของแผง ค่าบำรุงรักษา ค่าเปลี่ยนอุปกรณ์ ดอกเบี้ย และต้นทุนอื่น จึงไม่ใช่กำไรสุทธิของโครงการ
อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ที่สำคัญไม่ได้มีเพียงตัวเลขค่าไฟ แต่ยังอยู่ที่โอกาสในการลดรายจ่ายประจำของหน่วยงานรัฐตลอดระยะเวลาหลายสิบปี
4. ความคุ้มค่าของเงินสาธารณะ ไม่ควรวัดเพียงค่าไฟที่ประหยัดได้
ลองพิจารณาว่า หากโรงพยาบาลของรัฐประหยัดค่าไฟได้ปีละหลายแสนหรือหลายล้านบาท และรัฐบาลกำหนดให้เงินที่ประหยัดได้กลับไปพัฒนาบริการของโรงพยาบาล
เงินจำนวนนี้อาจนำไปซื้อยา เวชภัณฑ์ ซ่อมแซมเครื่องมือแพทย์ หรือพัฒนาคุณภาพการรักษาพยาบาล
ผู้ได้รับประโยชน์จึงไม่ได้มีเพียงเจ้าของอาคาร แต่เป็นประชาชนที่เข้ารับบริการโรงพยาบาล
หากศาลากลาง ที่ว่าการอำเภอ และสถานีตำรวจสามารถลดรายจ่ายด้านพลังงานได้ ก็มีโอกาสนำทรัพยากรไปพัฒนาการบริการประชาชนเช่นเดียวกัน
แต่ต้องมีระบบบริหารจัดการที่ชัดเจนว่าเงินที่ประหยัดได้จะกลับคืนสู่การบริการประชาชนจริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขลดค่าใช้จ่ายในบัญชีราชการ
นี่คือความแตกต่างที่ควรพิจารณา
โซลาร์ครัวเรือนช่วยลดรายจ่ายของผู้ได้รับสิทธิ ส่วนโซลาร์หน่วยงานรัฐมีโอกาสลดรายจ่ายของบริการสาธารณะที่ประชาชนจำนวนมากใช้ร่วมกัน
ทั้งสองแนวทางมีประโยชน์ แต่ลักษณะการกระจายประโยชน์ไม่เหมือนกัน
5. แล้วประชาชนอีก 25 ล้านครัวเรือนจะได้อะไร?
หากใช้จำนวนครัวเรือนทั่วประเทศประมาณ 26 ล้านครัวเรือน การสนับสนุน 1 ล้านครัวเรือน หมายความว่ายังมีอีกประมาณ 25 ล้านครัวเรือนที่ไม่ได้รับเงินอุดหนุนโดยตรงในระยะแรก
คนเหล่านี้อาจเป็นผู้เช่าบ้าน ผู้พักอาศัยในอาคารชุด ผู้มีรายได้น้อย หรือประชาชนที่ไม่มีความพร้อมลงทุนเพิ่มเติม
แม้รัฐบาลจะมีแนวทางสินเชื่อช่วยเหลือ แต่สินเชื่อก็ยังเป็นภาระที่ผู้กู้ต้องชำระคืน
การสนับสนุนโซลาร์ครัวเรือนอาจก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศโดยรวม ทั้งการลดการนำเข้าเชื้อเพลิงและการลดมลพิษ แต่รัฐบาลควรแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่าประโยชน์เหล่านี้กระจายไปถึงผู้ไม่ได้รับสิทธิอย่างไร
ในทางกลับกัน ประชาชนไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของบ้าน ไม่ต้องมีเงินลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ และไม่ต้องได้รับสิทธิจากโครงการ ก็สามารถมีโอกาสได้รับประโยชน์จากโรงพยาบาลและหน่วยงานบริการสาธารณะที่มีต้นทุนดำเนินงานลดลง
ความเป็นธรรมไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องได้รับเงินเท่ากัน แต่หมายถึงการใช้เงินสาธารณะให้ประชาชนมีโอกาสได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึงที่สุด
6. เงินกู้ของประเทศ ต้องพิจารณาความคุ้มค่าของประเทศ
หากเงินอุดหนุน 50,000 ล้านบาทมาจากการกู้ยืม เงินจำนวนนี้ย่อมมีต้นทุนดอกเบี้ยและภาระชำระคืนในอนาคต
เมื่อนำวงเงิน 50,000 ล้านบาทมาเฉลี่ยกับประมาณ 26 ล้านครัวเรือน จะเท่ากับประมาณ 1,923 บาทต่อครัวเรือนในเชิงเปรียบเทียบขนาดภาระทางการคลัง ไม่ใช่หนี้ที่เรียกเก็บจากทุกบ้านโดยตรง
ดังนั้น รัฐบาลควรตอบคำถามให้ชัดเจนว่า
1. เงินอุดหนุนครัวเรือน 50,000 ล้านบาท สร้างผลประโยชน์สุทธิให้ประเทศเท่าไร เมื่อรวมต้นทุนระบบไฟฟ้าและภาระทางการคลัง?
2. หากลงทุนในโรงพยาบาล โรงเรียน และหน่วยงานรัฐ จะลดค่าใช้จ่ายสาธารณะได้เท่าไรตลอดอายุโครงการ?
3. รัฐบาลมีหลักเกณฑ์อย่างไรให้ผู้มีรายได้น้อย ผู้เช่าบ้าน และประชาชนที่ไม่ได้รับสิทธิ ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านพลังงาน?
4. สามารถจัดสรรงบประมาณให้ทั้งโซลาร์ครัวเรือนและโซลาร์บริการสาธารณะ โดยคัดเลือกโครงการที่คุ้มค่าที่สุดก่อน ได้หรือไม่?
5. ใครเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุนโครงข่ายไฟฟ้า ดอกเบี้ยเงินกู้ และค่าบำรุงรักษาระยะยาว?
คำถามเหล่านี้ไม่ได้มีเป้าหมายขัดขวางนโยบายของรัฐบาล แต่เพื่อให้การใช้เงินสาธารณะมีความรอบคอบ โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุด
บทสรุป : โซลาร์เซลล์เป็นเรื่องดี แต่เงินสาธารณะต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุด
อาตมาสนับสนุนให้ประเทศไทยใช้พลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น เพราะเป็นพลังงานสะอาดที่ช่วยลดต้นทุนพลังงานและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลได้
แต่การสนับสนุนพลังงานสะอาดไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เพียงหลังคาบ้านของประชาชนที่ได้รับสิทธิ
ประเทศไทยยังมีโรงพยาบาล โรงเรียน สถานีตำรวจ ที่ว่าการอำเภอ ศาลากลาง และหน่วยงานบริการสาธารณะอีกจำนวนมาก ที่ควรได้รับการสำรวจศักยภาพติดตั้งโซลาร์เซลล์อย่างจริงจัง
รัฐบาลอาจดำเนินโครงการครัวเรือนควบคู่กับโครงการหน่วยงานรัฐ โดยใช้ผลการศึกษาต้นทุนและประโยชน์สุทธิเป็นเกณฑ์ตัดสินใจ ไม่ใช่ดูเพียงจำนวนผู้ได้รับสิทธิหรือจำนวนหลังคาที่ติดตั้ง
การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ดี ไม่ควรทำให้คนมีโอกาสเข้าถึงเงินอุดหนุนมากขึ้นเพียงบางกลุ่ม แต่ควรทำให้คนทั้งประเทศได้รับประโยชน์จากพลังงานสะอาดอย่างเป็นธรรม
เงินกู้เป็นภาระของประเทศ ประโยชน์จากเงินกู้ก็ควรกลับคืนสู่ประชาชนให้กว้างขวางที่สุด
“บ้านคุ้มทุน ไม่ได้แปลว่าประเทศคุ้มทุน”
— เจ้าคุณโซลาร์เซลล์
หมายเหตุ: ตัวเลขจำนวนหน่วยงานราชการ ต้นทุนติดตั้ง ผลประหยัด และการลดก๊าซเรือนกระจกเป็นแบบจำลองเพื่อเปรียบเทียบเชิงนโยบาย ต้องตรวจสอบข้อมูลสถานที่จริงและศึกษาความคุ้มค่าก่อนลงทุน ส่วนเงื่อนไขเงินสนับสนุน สินเชื่อ และการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน ให้ยึดประกาศทางการที่มีผลใช้จริง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เจ้าคุณโซลาร์เซลล์ ตั้ง 6 คำถามคาใจ 'โซลาร์ล้านหลังคา' อย่าให้ชาวบ้านเป็นหนี้เพราะแสงแดด
พระปัญญาวชิรโมลี (นพพร ธีรปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดป่าศรีแสงธรรม จังหวัดอุบลราชธานี ผู้ก่อตั้งโรงเรียนศรีแสงธรรม หรือ โรงเรียนเสียดายแดด ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "เจ้าคุณโซลาร์เซลล์" โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ตอนนี้ทำนาบนหลังคา แต่ก่อนเคยแต่ทำนาบนหลังคน! โซลาร์ล้านหลังคา ใครจะรวยจากแสงแดด และใครจะเป็นหนี้เพราะแสงแดด?
"กฟผ. ผนึกกำลัง 8 พันธมิตรเบอร์ 5 ส่งมอบพลังงานสะอาด หนุนภารกิจอนุรักษ์เต่าทะเลกองทัพเรือสัตหีบ"
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จัดกิจกรรม “No.5 Forward รวมพลังความดี ส่งต่อสู่สังคม” โดยมี นายไชยยศ ตั้งวรกุลชัย
เจ้าคุณโซลาร์เซลล์ ชี้ 6 ข้อกังวล โครงการเงินกู้หนุนติด Solar Rooftop หลังละ 5 หมื่น หนักกว่ารถเกี่ยวข้าวอีวี
พระปัญญาวชิรโมลี หรือ "เจ้าคุณโซลาร์เซลล์" ตั้งคำถามถึงโครงการแจกโซลาร์หลังละ 5 หมื่น หากขยายถึง 2 ล้านหลัง รัฐต้องใช้แสนล้าน หนักกว่ารถเกี่ยวข้าว EV ไหม? ชาวบ้านจะรวยไม่ไหว หรือใช้หนี้ไม่ไหวกันแน่?
โครงการนาทับพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ NSP-I เริ่มก่อสร้างอย่างเป็นทางการ ตอกย้ำกลยุทธ์ขยายธุรกิจพลังงานสะอาด
โครงการนาทับพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการ 1 (NSP-I) ก้าวสู่ระยะก่อสร้างอย่างเป็นทางการ โดยมี นายศิริเมธ ลี้ภากรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี
เจ้าคุณโซลาร์เซลล์ ชำแหละยิบ 'รถเกี่ยวข้าว EV' งบ 8 พันล้าน คุ้มค่าเงินกู้จริงหรือ
พระปัญญาวชิรโมลี ตั้งข้อสังเกตกรณี รมว.เกษตรฯ เตรียมของบ 8,000 ล้านบาท จัดหารถเกี่ยวข้าวไฟฟ้า 500 คัน ชี้ตัวเลขประหยัด 10,000 ล้านบาทยังคลุมเครือ ชี้สมมติฐานการใช้งานและตัวเลขความคุ้มค่าตลอด 14 ปีมีจุดที่ต้องเคลียร์ พร้อมจี้รัฐเปิด
นายกฯ หารือ Temasek Trust ผนึกพลังขับเคลื่อน นวัตกรรมพลังงานสะอาด-สาธารณสุข
นายกฯ หารือ Temasek Trust ผนึกพลังภาครัฐ–เอกชน–ภาคการกุศล ขับเคลื่อนนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสาธารณสุข มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

