26 พ.ย.2565 - ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านการตลาดและการสื่อสาร โพสต์เฟซบุ๊กว่า พูดออกมาได้ว่าการชุมนุมเป็นสิทธิ แต่พวกเขาไม่ได้ชุมนุมอย่างสันตินะ พวกเขาใช้ความรุนแรง ก่อให้เกิดการปะทะ และทำให้มีคนบาดเจ็บ
จ้อออกมาได้ว่าพวกที่มาชุมนุมไม่ได้มีผลกระทบการประชุม APEC ถ้าหากตำรวจไม่สกัดไว้ คิดว่าเขาจะไปป่วนถึงศูนย์ประชุมไหมล่ะ ถ้าเขามาถึงศูนย์ประชุมได้ จะเกิดอะไรขึ้น
การสกัดไม่ให้ผู้ชุมนุมไปถึงศูนย์ประชุม เป็นผลงานของ คฝ. พวกเขาไม่ใช่คนผูก แต่ต้องมาแก้ คนที่อนุญาตนั่นแหละเป็นคนผูก แต่ไม่คิดจะแก้ เดือดร้อนคนอื่น
คฝ. นอกจากบาดเจ็บกันบ้างแล้ว ยังถูกคนประณาม ถูกคนฟ้อง แล้วคนที่อนุญาตให้ชุมนุม ช่วยอะไรพวกเขาได้บ้าง นอกจากออกมายืนยันว่าตัวเองทำถูกต้อง
อยากตั้งคำามจริงๆว่า การที่คุณอนุญาตนั้น นอกจากการใช้เสรีภาพตามหลักประชาธิปไตยอย่างที่คุณอ้างนั้น คุณมีจุดยืนทางการเมืองเหมือนผู้ชุมนุมด้วยหรือเปล่า
ถามนะคะ ไม่ได้กล่าวหานะคะ แค่สงสัยจึงอยากถามค่ะ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ของใหม่ไม่ได้ดีเสมอไป
ในความทันสมัย เราจะเห็นภาษาอังกฤษว่า “neo” ที่แปลว่าใหม่ และภาษาไทย เราก็จะเจอคำว่า “นว” (อ่านว่า “นะวะ” ซึ่งก็แปลว่าใหม่เหมือนกัน นอกจากนี้ในวิชาการจัดการที่จะต้องสอนเรื่องการวาง
คิดจะฟ้องไทย...ไงกลายเป็นหมาหัวเน่า
สันดานโจร สันดานคนโกหก กล่าวหาไทยด้วยข้อความเป็นเท็จ พูดจาด้วยท่าทีที่รุนแรง หวังที่จะฟ้องประชาคมโลกให้ช่วยรุมประณามไทย ดรามาว่าข้อพิพาทระหว่างเขากับเราในเวลานี้ ไทยเราเป็นคนเริ่มต้น ไทยเราเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็กอย่างไร้มนุษยธรรม ดรามาทำตัวเป็นผู้ถูกกระทำที่น่าสงสาร ใช้คนแก่
แสนคนด่า...แต่ว่าล้านคนรัก
เมื่อนักการเมืองคนหนึ่งทำตัวชั่วร้ายแบบมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจนจนกลายเป็นคดีความและผ่านการไต่สวนของศาล จนถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงต้องติดคุกติดตาราง แต่เขาก็ใช้อำนาจทางการเมืองและทางการเงินเอาชนะกระบวนการยุติธรรมของไทย ทำให้กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คำตัดสินของศาลไร้ความหมาย ประชาชนผู้รักความยุติธรรม
วิกฤตในคราวนี้...สามัคคีคือพลัง
ด้วยความรักและความห่วงใยบ้านเมือง เมื่อเราติดตามสถานการณ์ของบ้านเมืองเรา ก็จะเห็นว่าบ้านเมืองเรากำลังเผชิญกับวิกฤตทั้งศึกนอกและศึกในที่พวกเราต้องสามัคคีและร่วมมือกันในการฝ่าวิกฤตครั้งนี้
ใครทำให้เสือกลายเป็นแมวขี้เซา
ตอนเด็กๆ จำได้ว่าคุณครูบอกว่าประเทศไทยเป็น 1 ในเสือ 3 ตัวของ ASEAN ร่วมกับสิงคโปร์และมาเลเซีย บัดนี้ 2 ประเทศนั้นก็ยังคงเป็นเสือ มีความเจริญก้าวหน้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
กว่าจะรู้ตัวก็เกือบจะสาย
จำได้ว่าเมื่อจบปริญญาตรีน้ำหนักตัว 49 กิโลกรัม เอว 22 รู้สึกว่าตัวเองผอมเกร็ง ไปเรียนต่อปริญญาโทที่อเมริกาครั้งแรก กลับมาน้ำหนักตัว 55 กิโลกรัม ก็รู้สึกว่าดูดีขึ้นไม่อ้วนไม่ผอม สอนอยู่ 2 ปี

