14 พ.ค.2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “เจาะลึกคำร้องศาลรัฐธรรมนูญ: พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน กับเส้นขนานของ “นโยบายที่ดี” และ “วิธีการที่ถูกต้อง”” ระบุว่า กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงกฎหมายมหาชน เมื่อพรรคฝ่ายค้านยื่นคำร้องผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎรไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้วินิจฉัยว่า พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงาน พ.ศ. 2569 นั้น "ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่?"
บทความนี้จะสรุปสาระสำคัญของคำร้อง พร้อมวิเคราะห์ผ่านแว่นตากฎหมายเปรียบเทียบ เพื่อให้เห็นว่ากรณีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องของ "หลักการแบ่งแยกอำนาจ" และ "วินัยการเงินการคลัง"
สรุปสาระสำคัญของคำร้อง: "แผนงานที่ 2" คือจุดตาย?
อันที่จริง การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าตามแผนงานที่ 1 ในวงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาค่าพลังงาน ช่วยเกษตรกร และประคองเศรษฐกิจจากราคาพลังงานโลกที่ผันผวน ก็มีเหตุให้โต้แย้งได้ว่า เศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ของไทย มีความมั่นคงมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว หากรัฐบาลต้องการจะช่วยแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นมาก ก็สามารถทำได้ที่ต้นทางด้วยการลดภาษีสรรพสามิต และควบคุมกำไรส่วนเกินของบริษัทน้ำมันได้ ไม่ใช่เหวี่ยงแหแจกเงินไปปลายทางซึ่งเป็นผู้ใช้จ่ายเงิน 20 ถึง 30 ล้านสิทธิ ซึ่งมีแต่จะส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อขึ้น ไม่สามารถรักษา “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” อันเป็นเงื่อนไขในการออก พ.ร.ก. ได้
แต่ฝ่ายค้านไม่ได้โต้แย้งในแผนงานที่ 1 คงโต้แย้งแผนงานที่ 2 ในวงเงิน 200,000 ล้านบาท เช่นกัน อันเป็นหัวใจของคำร้อง ซึ่งระบุถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ฝ่ายค้านมองว่าขัดต่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 อย่างชัดเจนด้วยเหตุผล 3 ประการ:
ขาดความฉุกเฉิน (Lack of Urgency): การสร้างโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเป็นโครงการระยะยาว (4-10 ปี) ไม่ใช่ภัยพิบัติทางเศรษฐกิจที่ต้องแก้ไขในทันที
มีทางเลือกอื่นที่ไม่ละเมิดหลักการ: ตลาดพลังงานทดแทนกำลังเติบโตตามกลไกปกติ การไม่ใช้ พ.ร.ก. กู้เงิน ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจล่มสลายอย่างเฉียบพลัน
เลี่ยงการตรวจสอบ (Avoiding Oversight): การกู้ผ่าน พ.ร.ก. ทำให้รัฐบาลหลบเลี่ยงการชี้แจงรายละเอียดรายโครงการต่อสภาตามกระบวนการ พ.ร.บ. งบประมาณปกติ
วิเคราะห์เชิงลึก: เมื่อ "นโยบายที่ดี" ต้องใช้ "วิธีการที่ถูกต้อง"
ในทางกฎหมายมหาชนมีหลักการสำคัญคือ "วัตถุประสงค์ที่ดี ไม่ได้ทำให้อำนาจที่มิชอบกลายเป็นชอบ"
หากศาลยอมให้รัฐบาลอ้าง "ความสำคัญ" มาแทนที่ "ความฉุกเฉิน" เพื่อออก พ.ร.ก. กู้เงินได้ ต่อไปเราอาจเห็นการออก พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อสร้างโรงเรียนหรือโรงพยาบาล ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องดี แต่จะทำให้ระบบงบประมาณที่ตรวจสอบโดยรัฐสภาล่มสลายลงทันที
ข้อสังเกตจากคณะกรรมการกฤษฎีกา (เรื่องเสร็จที่ 373/2569):
คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ยังตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้งบประมาณแผ่นดินในการดำเนินการในเรื่องนี้มาโดยตลอด ประกอบกับขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 อันแสดงให้เห็นว่า การดำเนินการตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ได้มีการดำเนินการมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง มิใช่มาตรการเร่งด่วนเฉพาะหน้าที่จะต้องรีบดำเนินการ โดยการตราพระราชกำหนดฉบับพิพาท แทนที่จะดำเนินการโดยการตราเป็นพระราชบัญญัติ
บรรทัดฐานสากลที่สนับสนุนคำร้อง
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เราสามารถเปรียบเทียบกับหลักการในต่างประเทศได้ดังนี้:
เยอรมนี (คดี KTF 2023): ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันตัดสินว่า การโยกงบฉุกเฉินไปใช้ในกองทุนลดโลกร้อน "ขัดรัฐธรรมนูญ" เพราะความเร่งด่วนของปัญหาภูมิอากาศไม่มีความเชื่อมโยงที่ใกล้ชิดพอ (Strict Connection) กับเหตุฉุกเฉินทางการคลังเฉพาะหน้า
หลัก Power of the Purse (อังกฤษ): ยึดถือว่าฝ่ายบริหารไม่มีอำนาจกู้เงินตามลำพังหากไม่ใช่ภาวะสงครามหรือวิกฤตสุดวิสัย การเลี่ยงตรวจสอบจากสภาถือเป็นการทำลายรากฐานประชาธิปไตย
หลักความได้สัดส่วน (Proportionality): หากมีวิธีอื่นที่กระทบน้อยกว่า (เช่น พ.ร.บ. งบประมาณปกติ) รัฐบาล "ต้อง" เลือกวิธีนั้น การใช้ พ.ร.ก. ซึ่งเป็นอาวุธสุดท้ายจึงต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ
บทสรุป: การต่อสู้เพื่อบรรทัดฐานใหม่
คำร้องนี้จึงเป็นการตั้งคำถามสำคัญต่อสังคมไทยว่า เราจะยอมให้ "ความสะดวกของฝ่ายบริหาร" รุกล้ำเข้าไปใน "อำนาจนิติบัญญัติ" หรือไม่?
หากศาลรัฐธรรมนูญวางบรรทัดฐานตามคำร้องนี้ จะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ระบบการคลังของประเทศ เพื่อประกันว่า "เงินแผ่นดิน" จะถูกใช้ผ่านการตรวจสอบอย่างรัดกุมโดยผู้แทนราษฎร ไม่ใช่ผ่านทางลัดทางกฎหมายที่ตรวจสอบได้ยาก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ศาลรัฐธรรมนูญ นัดชี้ขาด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน 9 ก.ค.นี้
ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในคดีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 133 คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้า ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธาน สภาผู้แทนราษฎร
ราชกิจจาฯ ประกาศ 15 รายชื่อตรวจสอบประวัติผู้ได้รับเสนอชื่อเป็นตุลาการศาลรธน.
ราชกิจจานุเบกษษ เผยแพร่ประกาศวุฒิสภา เรื่อง ตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอ
ดร.ณัฎฐ์ ชี้ยึดคำวินิจฉัยศาล รธน. ปมเลือกตั้ง สสร. ความเห็นส่วนตัวไม่มีผลผูกพัน
“ดร.ณัฏฐ์” ระบุกรณีมีกระแสอ้างว่าประธานศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าสามารถเลือกตั้ง สสร.จากประชาชนได้ 100% ว่า หากเป็นเพียงความเห็นส่วนตัว ย่อมไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย พร้อมย้ำต้องยึดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ซึ่งกำหนดให้รัฐสภาไม่มีอำนา
'อดีตผู้พิพากษาอาวุโส' สะท้อนคดีคุกอดีตผู้ว่าอุบลฯ 'งบภัยพิบัติ' ไม่ใช่ตู้เอทีเอ็ม 'นักการเมือง-ขรก.'
วัส ติงสมิตร อ่านคดีอดีตผู้ว่าฯ อุบลฯ คุก 27 ปี เมื่อ 'ภัยพิบัติ' ถูกใช้เป็นใบเบิกทางสู่การทุจริต
'วัส ติงสมิตร' วิเคราะห์เมื่อคดีฮั้ว สว. บอกเราว่าปัญหาอาจไม่ใช่ 'คนโกง' แต่เป็น 'ระบบที่ชวนให้โกง'
นักวิชาการอิสระชี้ปัญหาไม่ใช่แค่ใครโกง แต่คือ ระบบถูกออกแบบมาอย่างไร จึงทำให้การโกงเป็นทางเลือกที่ได้เปรียบ ดังนั้นหากสังคมไทยต้องการปิดช่อง ฮั้ว สว. อย่างจริงจัง สิ่งที่ควรถูกหยิบขึ้นมาปฏิรูปมีอย่างน้อย 5 เรื่อง
'เพื่อไทย' นัดถกปรับโมเดล 'สสร.' หลังประธานศาลรธน. ยันเลือกตั้ง 100% ทำได้
พรรคเพื่อไทยเตรียมหารือผู้บริหารพรรค 23 มิ.ย. เพื่อพิจารณาปรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังประธานศาลรธน. ระบุเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จากประชาชนสามารถทำได้ 100%

