ปฏิรูปเศรษฐกิจไทย: สร้างสมดุลเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

หากเปรียบเศรษฐกิจไทยเป็นบ้านสักหลัง ก็คงเป็นบ้านที่ทรุดโทรม ขาดการดูแลให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป อาการต่างๆ ที่เห็นชัด ไม่ว่าจะเป็นปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย หนี้ภาคครัวเรือน หรือปัญหาโลกสองใบ ล้วนทำให้เศรษฐกิจไทยอ่อนแอ เปราะบางต่อปัจจัยเสี่ยงและความไม่แน่นอน ปัญหาเหล่านี้ล้วนมีรากฐานมาจากการ ‘ขาดสมดุล’ ในเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ 

ความไม่สมดุล 3 ประการของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

1. ความไม่สมดุลระหว่างรายได้-รายจ่าย : ครัวเรือนจำนวนมากมีรายได้ไม่แน่นอน เติบโตช้า แต่รายจ่ายจำเป็นยังคงสูง ทำให้ต้องพึ่งพิงการกู้ยืม นำไปสู่ปัญหาหนี้สิน นอกจากนี้ ระบบการเงินไทยยังสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการบริโภคมากกว่าการลงทุน ซึ่งไม่เอื้อต่อการสร้างรายได้ระยะยาว

2. ความไม่สมดุลระหว่างภายนอก-ภายใน : เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกและการลงทุนจากต่างประเทศ โดยกิจกรรมการผลิตส่วนใหญ่ผูกติดกับสายพานการผลิตโลก แต่มักเป็นการนำเข้าวัตถุดิบหรือสินค้าขั้นกลางมาประกอบเพื่อส่งออก โดยไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มมากเท่าที่ควร ลักษณะการเติบโตแบบ “Outside-in” นี้ ทำให้ผลประโยชน์กระจุกตัวกับธุรกิจขนาดใหญ่และบริษัทต่างชาติ แทนที่จะกระจายไปสู่ภาคส่วนอื่นภายในประเทศ โดยเฉพาะ SMEs

3. ความไม่สมดุลระหว่างผลตอบแทน-ความเสี่ยงในภาคการเงิน : ภาคการเงินไทยเติบโตแข็งแกร่ง แต่ไม่สามารถส่งผ่านการเติบโตไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริงได้เต็มที่ ปัญหาคือสัดส่วนสินเชื่อเพื่อการบริโภคสูงกว่าสินเชื่อธุรกิจ และธุรกิจ SMEs เข้าไม่ถึงสินเชื่อ โครงสร้างแรงจูงใจของสถาบันการเงินให้น้ำหนักกับการบริหารความเสี่ยงและขาดข้อมูลเกี่ยวกับ SMEs ทำให้หลีกเลี่ยงการปล่อยสินเชื่อ

สร้างสมดุลใหม่ด้วย ‘Inside-Out’ และ Inclusiveness

เพื่อแก้ไขความไม่สมดุลภายนอก-ภายใน เศรษฐกิจไทยต้องเปลี่ยนจากการเติบโตแบบ ‘Outside-in’ ไปสู่โมเดลใหม่แบบ ‘Inside-out’ หรือ “ระเบิดจากข้างใน” ซึ่งหมายถึงการเพิ่มผลิตภาพจากภายในประเทศโดยยกระดับการผลิตสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นจากทุกภาคส่วน การเติบโตต่อไปจะไม่ใช่จากการสะสม ‘จำนวน’ ปัจจัยการผลิต แต่จะมาจาก ‘คุณภาพ’ และการเพิ่มคุณค่า อย่างไรก็ตาม ไทยยังขาดกลไกที่เอื้อให้เกิดการโอนย้ายทรัพยากรและองค์ความรู้ไปยังภาคเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงในมิติต่างๆ การพัฒนาแบบ Inside-out ยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้าน เช่น ผลิตภาพแรงงานที่ไม่เติบโตทันการพัฒนาอุตสาหกรรมที่พึ่งพิงเทคโนโลยีต่างชาติ ข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา คุณภาพการศึกษาและทักษะแรงงานที่ไม่ตรงความต้องการ กฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขัน โครงสร้างพื้นฐานขนส่งและโลจิสติกส์ที่ยังไม่เชื่อมโยงและมีต้นทุนสูง และที่สำคัญคือข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินทุนและบริการทางการเงินที่มีประสิทธิภาพของ SMEs

ทั้งนี้ แบบจำลองการเติบโตใหม่ต้องการโครงสร้างเชิงสถาบันที่สนับสนุนให้เกิดการ ‘ปรับสมดุล’ โดยเฉพาะ ‘ระบบการเงินที่ทั่วถึง’ (Inclusive) ซึ่งหน่วยเศรษฐกิจในทุกระดับความเสี่ยงจะต้องสามารถเข้าถึงกลไกการเงินในระบบได้ ผ่านช่องทาง เครื่องมือ และราคาที่เหมาะสมกับลักษณะทางเศรษฐกิจนั้น เป้าหมายคือกลุ่ม MSME ซึ่งมีจำนวนมากแต่เข้าถึงเงินทุนระยะยาวได้ยาก ระบบการเงินที่ดีจะต้องสามารถจัดสรรทรัพยากรจากผู้ที่มีเงินเหลือไปยังผู้ที่เห็นโอกาสแต่ขาดเงินทุน สนับสนุนการระดมทุนในทุกลำดับขั้นของธุรกิจและควรมีเครื่องมือทางการเงินที่หลากหลาย ซึ่งจะสร้าง ‘ความเท่าเทียมกันของโอกาส’ ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ตลาด และการแข่งขัน เอื้อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ “ระเบิดจากข้างใน” และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

กุญแจสู่การปฏิรูปที่สัมฤทธิผล

การปฏิรูปทางเศรษฐกิจคือการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง โดยเฉพาะเชิงสถาบัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและกระจายผลประโยชน์ให้ทั่วถึง การปฏิรูปเป็น ‘Collective Action’ ที่ต้องอาศัยการตัดสินใจและการมีส่วนร่วมของคนในระบบเศรษฐกิจ ความท้าทายของการปฏิรูปคือความไม่เสมอกันสองประการ 1) ความไม่เสมอกันระหว่างผู้ได้และผู้เสียประโยชน์ : การปฏิรูปมักมีผู้เสียประโยชน์ในระยะสั้น ทั้งกลุ่มผลประโยชน์เดิมที่กลัวสูญเสียสถานะและอิทธิพล และผู้ที่ขาดความสามารถในการปรับตัว และ 2) ความไม่เสมอกันระหว่างเงื่อนเวลาในการจ่ายต้นทุนกับการรับประโยชน์ : ต้นทุนมักต้องจ่ายทันที แต่ผลประโยชน์เกิดขึ้นในอนาคตและมีความไม่แน่นอน ความไม่แน่นอนนี้ทำให้คนสนับสนุนการปฏิรูปน้อยลง แม้กระทั่งคนที่น่าจะได้รับประโยชน์ก็ตาม นอกจากนี้ วัฏจักรทางการเมืองมักสั้นกว่าระยะเวลาที่การปฏิรูปจะเห็นผล ทำให้ผู้ดําเนินนโยบายมีแรงจูงใจเน้นนโยบายระยะสั้นมากกว่าการปฏิรูปที่ต่อเนื่องยาวนาน

ดังนั้น การปฏิรูปที่สัมฤทธิผลได้จึงควรมีคุณลักษณะ 3 ประการเพื่อเอาชนะความไม่เสมอกันเหล่านี้:

1.  มาจากการยินยอมและการมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง : ต้องมีกลไกสื่อสารและทำงานร่วมกันระหว่างผู้ปฏิรูปและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การสื่อสารที่ดีช่วยปรับแรงจูงใจและสร้างการสนับสนุน

2. ผู้ปฏิรูปมีแรงจูงใจและอำนาจในการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง : แรงจูงใจควรอยู่เหนืองานวัฏจักรเศรษฐกิจและการเมือง และผู้ขับเคลื่อนต้องมีอำนาจในการประสานงาน คานอำนาจกลุ่มผลประโยชน์ และมีความน่าเชื่อถือ

3.  มีเครื่องมือปฏิรูปที่หลากหลาย ทรัพยากรเพียงพอ และหน่วยปฏิบัติการที่มีกำลังขับเคลื่อน : ต้องมีเครื่องมือที่เหมาะสมกับบริบท มีเงินทุนสนับสนุนที่ไม่กระทบฐานะการคลัง และหน่วยงานระดับปฏิบัติการที่มีแรงจูงใจและศักยภาพ

ในการออกแบบและขับเคลื่อนการปฏิรูป ต้องวางกลยุทธ์ที่เอื้อต่อความสำเร็จ เช่น การเรียงลำดับความสำคัญ เน้นโครงการที่มีผลประโยชน์ส่วนเพิ่มมากกว่าต้นทุนส่วนเพิ่ม และโครงการที่ส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโดยรวมซึ่งมีผลกระทบกว้างขวาง อาจจับคู่การปฏิรูปที่ง่ายเข้ากับการปฏิรูปที่ยากเพื่อชดเชยต้นทุน จังหวะเวลา มักเริ่มต้นหลังการเลือกตั้ง หรือในช่วงวิกฤตและต่อเนื่องในช่วงฟื้นตัว เพื่อใช้เป็นโอกาสชี้ปัญหาและสร้างการยอมรับ ความเร็ว การเร่งปฏิรูปช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จ เพราะทำให้คนเห็นประโยชน์เร็วขึ้นและสร้างความเชื่อมั่น อย่างไรก็ตาม ต้องสื่อสารชัดเจนและต่อเนื่อง ไม่ข้ามขั้นตอนสำคัญ หรือไม่รอให้คนปรับตัว การช่วยเหลือผู้เสียประโยชน์ ประสบการณ์ต่างประเทศชี้ว่า การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบช่วยให้การปฏิรูปได้รับการสนับสนุนมากขึ้น แต่วิธีที่เหมาะสมคือการชดเชยทางอ้อมผ่านการให้โอกาสทางเศรษฐกิจและสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสม เช่น การเข้าถึงบริการสาธารณสุข การศึกษา หรือระบบประกันสังคมที่ทั่วถึงขึ้น ซึ่งไม่บิดเบือนกลไกตลาดและช่วยให้คนสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อปรับตัวได้ดีขึ้น

บริบทไทยในปัจจุบันสู่การปฏิรูปที่เป็นจริง

จากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน สังคมไทยกำลังเคลื่อนเข้าสู่ ‘ความเข้าใจร่วมกัน’ ว่าการยอมสละผลประโยชน์ระยะสั้นเพื่อกระจายการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจให้คนส่วนใหญ่ จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าและยั่งยืนกว่าในระยะยาว การจำกัดโอกาสไม่ให้คนส่วนใหญ่มีส่วนร่วมกับการเติบโตจะทำให้เศรษฐกิจ ‘ติดหล่ม’ ไม่สามารถจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและไปไม่ถึงศักยภาพสูงสุดได้ การยอมให้เกิดการปฏิรูปจะเปิดโอกาสให้เศรษฐกิจเติบโตและกระจายผลประโยชน์ได้อย่างทั่วถึง เป็นการสร้าง ‘เค้กก้อนที่ใหญ่ขึ้น’ แทนที่จะแย่งชิงส่วนแบ่งจากก้อนเค้กที่ขนาดเท่าเดิม

เศรษฐกิจไทยต้องการการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อแก้ไขความไม่สมดุล นำไปสู่การเติบโตแบบ ‘Inside-out’ และ ‘Inclusive Growth’ ที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม แต่การเปลี่ยนแปลงจะไม่เกิดขึ้นถ้าเราทุกคนคิดว่ามันเป็น ‘งานของคนอื่น’ ทุกคนในระบบเศรษฐกิจไทย – ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน จนถึงภาควิชาการ — ต้องร่วมกันลุกขึ้นมาทบทวนบทบาทของตน กล้าปรับเปลี่ยนวิธีคิด และขับเคลื่อนการปฏิรูปที่ยึดโยงกับผลประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม วันนี้ จึงไม่ใช่คำถามว่าเรารู้หรือไม่ว่าควรทำอะไร แต่เราจะเริ่มลงมือทำกันได้แล้วหรือยัง.

บทความ คอลัมน์ พิจารณ์นโยบายสาธารณะ กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

ดร สมประวิณ มันประเสริฐ
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปูทาง FTA เชื่อมความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย–บังกลาเทศ

ITD จัดประชุมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการค้า การลงทุน ไทย–บังกลาเทศ เร่งปูทาง FTA เชื่อมเศรษฐกิจอ่าวเบงกอล–อาเซียน ย้ำความร่วมมือระหว่างกันมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง หวังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ

'เอกนิติ' เปิดเบื้องหลัง 'มูดี้ส์' ปรับเครดิตไทย ไม่กังวลกู้ 4 แสนล้าน

'เอกนิติ' เปิดเบื้องหลังดึงความเชื่อมั่นไทย 'มูดี้ส์' ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยสู่ระดับ Stable แจงแผนมุ่งสร้างการเติบโต เร่งเครื่องการลงทุน ย้ำจุดยืนวินัยการคลัง

ครม. ตั้งบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจ รับมือผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ว่า เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสำคัญของรัฐบาลตามที่แถลงต่อรัฐสภา ให้ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และสอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นักวิชาการอัดทุนผูกขาดสามานย์เอาเปรียบคนไทย แนะ 'อนุทิน' ยึดพลังงานมาทำเอง

เวทีสัมมนาวิพากษ์เดือด !! เตือนวิกฤตน้ำมันฉุดเศรษฐกิจไทยดิ่งเหว แนะอนุทินยึดพลังงานมาทำเอง ปลดแอกประเทศไทย เสนอ 5 มาตรการเร่งด่วนให้รัฐบาลรับมือน้ำมันราคาแพง

นายกฯ ยืนยันรับมือได้ ผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

นายกฯ ยอมรับไทยได้รับผลกระทบ สงครามตะวันออกกลาง เผยราคาน้ำมันสูงแต่ไม่มากนัก ชี้สถานการณ์ยังไม่มีอะไรแน่นอน แต่ยังรับมือได้ สำรองน้ำมัน-พลังเชื้อเพลิง ไว้แล้ว