การแก้ปัญหาความขัดแย้ง.. ด้วยวิธีการไม่ขัดแย้ง.. อย่างไร!?

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา... พระพุทธเจ้าของเราได้ประทานหลักธรรมเป็นไป.. เพื่อความรัก.. ความระลึกถึงกัน.. ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ที่เรียก หลักสาราณียธรรม โดยมีสาระสำคัญ คือ การตั้งความเมตตาในการคิด พูด ทำ.. มีความกรุณาต่อกันในการเกื้อกูลแบ่งปันทรัพย์สินอันได้มาโดยความสุจริต.. และหัวใจสำคัญยิ่งขึ้นของการอยู่ร่วมกัน เพื่อความรักกัน เพื่อความระลึกถึงกัน.. มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ว่าในระดับจุลภาคหรือมหัพภาคนั้น จะต้องให้ความสำคัญกับการปรับรากฐานของสังคมให้ดำรงอยู่ในความมี ศีลธรรม เสมอกัน (สีลสามัญญตา).. และมี ทิฏฐิ เสมอกัน (ทิฏฐิสามัญญตา)

โดยแปลความสู่มิติทางสังคมว่า ศีล คือ ข้อปฏิบัติหรือพฤติกรรม และ ทิฏฐิ คือ ความคิด ความเห็น ที่จะต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งสามารถกล่าวสรุปเพื่อความเข้าใจโดยทั่วไปได้ว่า.. คนชั่วเสมอคนชั่ว.. คนดีเสมอคนดี.. จึงจะคบค้าสมาคมอยู่ร่วมกันได้อย่างไม่ขัดแย้งกัน

ดังหลากหลายเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศและนอกประเทศ ที่เป็นปัญหาความขัดแย้งกันอยู่ อย่างยากอยู่ร่วมกันด้วย สันติวิธีที่อ้างอิงสันติธรรม ได้..  ทั้งนี้ เพราะคนในสังคมนั้นๆ ล้วนมีการปฏิบัติ (ศีล) และความเห็น (ทิฏฐิ) อันไม่เสมอกัน มีความแตกต่างกันเป็นส่วนใหญ่ อันเป็นปกติวิสัยของปุถุชน .. ชาวโลก

จึงเป็นธรรมดาที่จะเกิดการแบ่งข้าง จับขั้วกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน.. เป็นหมู่คณะ โดยหากมีการปฏิบัติและความเห็นที่ใกล้กัน ก็จะโน้มเอียงไปสู่ความเป็นพวกเดียวกัน.. และจะอยู่ตรงข้ามกัน เมื่อความเห็นและข้อปฏิบัติแตกต่างกัน

สังคมมนุษยชาติในปัจจุบัน จึงยากจะเข้าสู่โหมดสันติธรรม.. ดำรงอยู่ด้วยสันติวิธีได้ ทั้งนี้ ด้วยอำนาจแห่งความต้องการอันเกิดจาก โลภจิต ที่ก่อเกิด ตัณหา ความทะยานอยาก จนยากจะหยุดยั้งด้วยภาวะ “ภูมิคุณธรรม-ความดี” บกพร่องในจิตใจของสัตว์โลกทั้งหลายเหล่านั้น

จึงมีการนำพาสังคมไปสู่ความประมาท อันเป็นปกติวิสัยของคนในสังคมปัจจุบัน ที่เกลื่อนกลาดไปด้วยการหลอกลวง ต้มตุ๋น.. ปล้นทรัพย์กัน ด้วยวิธีแบบหน้าด้านๆ ไร้ยางอาย ที่มีการใช้วัตถุเทคโนโลยีชั้นสูงยุคไอทีเป็นเครื่องมือในการกระทำการทุจริต.. เพื่อให้ได้มาซึ่งยศถาบรรดาศักดิ์ อำนาจหน้าที่ ตำแหน่ง และทรัพย์สินเงินทอง อย่างไม่เกรงกลัวต่อบาปกรรม.. จนดูเสมือนว่า กฎแห่งกรรม ได้เลือนหายไปจากใจของสัตว์สังคมในยุคนี้ ดังได้เห็นปรากฏการณ์ของ อกุศลธรรม ประเภท “โมหะ-อหิริกะ-อะโนตตัปปะ-อุทธัจจะ” ที่สำแดงกำลังอย่างบ้าคลั่ง จนนำไปสู่การเพิ่มพูน “โลภะ-มานะ-ทิฏฐิ” ที่ผิดเพี้ยนไปจากธรรมอย่างรุนแรง ก่อเกิด “อธรรมราคะ-วิสมโลภะ-มิจฉาธรรม” ที่มีกำลังกล้าแข็งมากกว่าทุกยุคทุกสมัย และเป็นเหตุให้นำไปสู่การเพิ่มพูน “โทสะ-ริษยา-มัจฉริยะ-กุกกุจจะ”.. อย่างไม่เคยปรากฏ.. ที่สะท้อนยุคสมัยความเสื่อมของโลกอย่างแท้จริง

เมื่อสัตว์โลก.. ดำเนินเข้าสู่โซน อกุศลธรรมขั้นวิกฤตการณ์.. จึงไม่แปลกที่การแสดงออกในส่วนการกระทำและความเห็นของหมู่ชนทุกเผ่าพันธุ์ที่คบค้าสมาคมกัน จะเป็นไปในฝ่ายเป็น พวกบาปมากกว่าพวกบุญ.. พวกชั่วมากกว่าพวกดี..

แม้ว่า ในหมู่ชน.. ในทุกสังคม จะมีกฎหมาย ระเบียบการ ข้อตกลง หรือสนธิสัญญาต่างๆ.. เพื่อช่วยกำกับดูแลการอยู่ร่วมกันด้วยสันติวิธี.. แต่ดังที่เห็น เมื่อมนุษยชาติขาดคุณธรรมความดีหล่อเลี้ยงกล่อมเกลาจิตใจ จึงดำเนินชีวิตกันไป อย่างไร้ความเมตตากรุณาต่อกัน.. ในการคิด พูด ทำ!!

ในที่สุด.. จึงนำไปสู่ การใช้ศาสตรา อาวุธ และการใช้คำพูดว่ากล่าวเบียดเบียนกัน.. ทำร้ายทำลายกัน สังคมของมนุษยชาติเข้าสู่โหมดการ ไม่เอื้อเฟื้อต่อกันตามความเหมาะควร.. ไม่เคารพต่อกันตามฐานะดังที่เคยถือปฏิบัติกันมา...

ความเสื่อมโทรมของ ศีลธรรมและสัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) จึงเกิดปรากฏในสังคมมนุษยชาติสมัยปัจจุบัน อย่างเห็นได้ชัดเจนในทุกซอกทุกมุมของหมู่ชน ไม่ว่าประเทศใด.. ศาสนาใด.. ดังได้เห็นความอ่อนล้าเสื่อมถอยของคุณธรรมความดีของประชาชน ในประเทศ.. ในศาสนานั้นๆ ที่ยากจะผ่านพ้น วิกฤตการณ์ศีลธรรม.. และวิกฤตการณ์สัมมาทิฏฐิ.. ไปได้

จึงไม่แปลก หากคนในสังคมปัจจุบัน จะไม่ใส่ใจ.. จะไม่เกรงกลัวในบาปกรรม.. บุญกรรม... และ ไม่เชื่อมั่นในกฎแห่งกรรม.. ดังบรรพชนที่เคยถือปฏิบัติสืบกันมาในยุคสมัยอารยธรรมเจริญในโลกนี้..

เมื่อ คนเราปฏิเสธ ศาสนาที่บรรพชนเคยเคารพนับถือกันมา จนก่อร่างสร้างประเทศชาติ สืบเนื่องแผ่นดินมาได้ ด้วยการมีศาสนาเป็นหลักยึด.. เป็นศูนย์รวมของจิตใจ..

..อะไรๆ จึงเกิดขึ้นได้ในสังคมที่ไร้ความเคารพธรรม.. การไม่เอื้อเฟื้อต่อกัน.. การไม่เคารพต่อกันตามฐานะ ดังปรากฏให้เห็นเป็นธรรมดา.. ในสังคมที่เข้าสู่ ยุคความแห้งแล้งในน้ำใจ.. ซึ่งเป็นธรรมดาที่คนในยุคนี้ จะ “แก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยวิธีการแห่งความขัดแย้ง” .. จะไม่แก้ปัญหา... “ความขัดแย้งด้วยวิธีการแห่งความไม่ขัดแย้ง”...

..การแก้ไขปัญหาด้วยการเผชิญหน้ากันโดยตรง จึงเกิดขึ้น.. พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อการสังหารกัน.. การทำลายกัน.. โดยจะไม่เน้น การหลีกเลี่ยง (Avoidance) ซึ่งเป็นเทคนิคการแก้ปัญหาเพื่อความไม่ขัดแย้ง

..จะไม่พยายามใช้ วิธีการปรองดอง.. การยอมตาม (Accommodation) ที่มีธรรมเนียมนิยมให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้จักคำว่า เสียสละ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน.. ด้วยวิธีการร่วมกันปรึกษาหารือกัน พูดคุยกันด้วย สันติไมตรี

..จะไม่ยอมรับการใช้ คนกลาง (Mediator) ที่อาสาเข้ามาไกล่เกลี่ย เพื่อหาหนทางปรองดองกัน.. เพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างเคารพกัน ในสิทธิ หน้าที่ และผลประโยชน์โดยชอบธรรม ของแต่ละฝ่าย

..ที่สุด.. จะไม่ ร่วมมือกัน (Collaboration) และจะไม่มีการประนีประนอม (Compromise) เพื่อหาทางออกที่ ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ (Win-Win) โดยวิธีการสื่อสารอย่างเปิดเผย ตั้งใจฟัง และมีข้อมูลที่เป็นจริงชัดเจน.. เพื่อการใช้เหตุผลเหนืออารมณ์

จึงไม่แปลกหากหมู่ชนในสังคมแบบนั้น จะต้องเดือดร้อน วุ่นวาย สูญเสีย.. ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งนี้ เพราะพวกเขาเหล่านั้น.. ไม่นิยม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยวิธีการแห่งความไม่ขัดแย้ง.. หรือ โดยการหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง.. เพื่อลดวิธีการเผชิญหน้าด้วยการหาวิธีการถอยห่างจากความขัดแย้ง.. คำนึงถึงการกระทำที่นำไปสู่ความปรองดอง.. และยอมรับวิธีการไกล่เกลี่ยที่มีบุคคลที่สามเข้ามาให้คำแนะนำ ช่วยหาทางออกร่วมกัน ด้วยการสื่อสารที่เป็นกลาง ไม่ติดขัด ไม่ซับซ้อน จนน่าหวาดระแวง.. โดยคนกลางจักต้องไม่มีอำนาจตัดสินใจหรือชี้นำใดๆ แบบที่ชาติมหาอำนาจนิยม..

จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่มนุษยชาติผู้ปรารถนาสันติสุข จะต้องหาวิธีการแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์ มุ่งลดความรุนแรง ด้วยการหาทางออกร่วมกันในคู่กรณี โดยมุ่งเน้น การประนีประนอม (Compromise) หาจุดกึ่งกลางที่ทั้งสองฝ่ายรับได้ แม้จะได้บ้างเสียบ้างในบางส่วน เมื่อนำไปสู่การร่วมมือกันใน การแก้ไขปัญหา (Problem Solving) ด้วยวิธีดีที่สุด คือ Win-Win ด้วยการเผชิญหน้ากับปัญหาอย่างจริงจัง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเปิดเผย เพื่อหาทางออกที่ตอบสนองความต้องการของทุกฝ่าย.. ได้จริง อย่างเป็นรูปธรรม!

ดังนั้น.. จึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องมีผู้นำ.. ผู้ปกครองของสังคม.. ที่มี ความปกติทางจิตใจ.. มี สติปัญญา.. ดำรงอยู่ใน ศีลธรรม มีความเห็นชอบโดยธรรม.. เชื่อมั่นใน กฎเกณฑ์ของกรรม เพื่อการทำงานอย่างเป็นธรรม.. โดยคำนึงถึงความเสมอภาคโดยธรรมของทุกหมู่ชนที่มีคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน แม้ในสัตว์ทั้งหลาย... ที่ควรยุติปัญหาความขัดแย้งโดยวิธีการที่ไม่ขัดแย้ง.. ที่เป็นไปได้จริง ด้วยการสร้างสรรค์สังคมของมนุษยชาติให้มี ศีลธรรม และ สัมมาทิฏฐิ อันเสมอกัน...!!.

 

เจริญพร

dhamma_araya@hotmail.com

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ระเบียบใหม่ตะวันออกกลาง อิหร่าน คือชาติมหาอำนาจ

สงครามตะวันออกกลางที่เป็นการสู้รบกันระหว่าง สหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่าน ถึงขณะนี้ก็ยังไม่แน่ชัดว่า หลังจากนี้ จะกลับมาเปิดฉากสู้รบ-ปะทะกันอย่างหนักอีกหรือไม่

ดร.เอนก เตือนสังคมศาสตร์ไทย ไร้รากเหง้า ระวังกลายเป็น 'ศาสตร์ไร้จิตวิญญาณ'

ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ชวนสังคมศาสตร์ไทยกลับมาศึกษารากเหง้าตัวเอง ชี้ใช้ทฤษฎีตะวันตกได้ แต่ต้องรู้ประวัติศาสตร์-วัฒนธรรม-ภูมิปัญญาไทยให้พอกัน เตือนหากเอาแต่เป็

ปมเสี่ยง จุดสลบ รัฐบาลสีน้ำเงิน-อนุทิน

แม้รัฐบาล "อนุทิน ชาญวีรกูล" หรือ "อนุทิน 2" จะเป็นรัฐบาลมาแค่ 3 เดือนกว่า แต่เห็นชัดว่าเจอหลายปมร้อนการเมืองโหมเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง อย่างเช่นช่วงหลายวันที่ผ่านมา

สู่พรรษาปี ๒๕๖๙ .. ณ วัดป่าฯ สกลนคร!!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เข้าถึง วันเข้าพรรษาปีพุทธศักราช ๒๕๖๙ ตรงกับ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๙ พระภิกษุ-สามเณร และชาววัด ต่างมีกิจอันสำคัญยิ่งที่ถือปฏิบัติสืบกันมา ได้แก่ การแสวงหาที่พักจำพรรษา.. ซึ่งปีที่ผ่านมาได้รับนิมนต์ไปพักอยู่จำพรรษาที่ วัด DVMP (Dhamma Vinaya Monastery of Pune - India) ที่ศรัทธาชาวพุทธอินเดียสร้างถวาย ด้วยมูลค่าที่มากกว่า ๑๐๐ ล้านบาท ไม่นับรวมราคาที่ดินที่ถวายโดยเศรษฐีที่ดินอินเดียชาวฮินดู ตั้งอยู่ในนครปูเน่ รัฐมหาราษฏระ บนทำเลที่เหมาะควรต่อการเป็น สัปปายสถาน

'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'สนธิระบบอุปถัมภ์แบบไทย เข้ากับคุณธรรมและนวัตกรรมสมัยใหม่'

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความเรื่อง "สนธิระบบอุปถัมภ์แบบไทยเข้ากับคุณธรรมและนวัตกรรมสมัยใหม่"