
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. กำลังจะเข้าสู่ วันแห่งสันติภาพ.. ที่ผ่านกระบวนการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย โดยอ้างอิงเสียงประชาชนเป็นใหญ่ หมายถึง อำนาจในการปกครองที่มาจากปวงชน.. อันเป็นที่มาของคำถามว่า อะไรคืออำนาจ, อะไรคือหน้าที่.. และ หน้าที่กับอำนาจ จะใช้สัมพันธ์กันอย่างไรให้เกิดประโยชน์ เป็นไปเพื่อ สันติภาพของมนุษยชาติแท้จริง... ดังที่จะได้มีการใช้อำนาจ (อธิปไตย) ผ่านหน้าที่ตามสิทธิในการเลือกตั้งตามระบอบ ให้อำนาจและหน้าที่แก่ประชาชนใช้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่จะเกิดมีขึ้นในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ นี้ ในประเทศของเรา..
เรื่องการใช้ หน้าที่ตามกฎหมายเป็นอำนาจ (อธิปไตย) .. กับ การใช้อธิปไตยหรืออำนาจตามธรรมเป็นหน้าที่.. ดูออกจะเป็นเรื่องสับสนในคนเราทุกยุคสมัย ถ้าขาดความเข้าใจในธรรม.. จึงไม่แปลก หากจะทำให้ ระบอบประชาธิปไตย ตามแนว ระบอบธรรมาธิปไตย.. ผกผันกลับไปเป็นแนว อัตตาธิปไตย.. (เอาตัวเองเป็นใหญ่) หรือ คณาธิปไตย (เอาคณะเป็นใหญ่) โดยหลงเข้าใจว่า เสียงข้างมากเป็นเสียงจากสวรรค์ ซึ่งออกจะขัดแย้ง หากเสียงข้างมากมาจากเสียงที่ไร้ศีลธรรม!
ความผิดเพี้ยนในเจตนารมณ์ของระบอบประชาธิปไตย จึงเกิดขึ้นจาก จุดตัดของหน้าที่และอำนาจ.. หากพูดให้เข้าสู่กระแสธรรม ก็ต้องกล่าวว่า.. เกิดขึ้นจากจุดตัดของ ศีลธรรมกับมนุษยชาติ (โลก)
จึงทำให้ขาดการสร้างสรรค์ในการใช้อำนาจ เมื่อหน้าที่ไม่มีธรรมคุ้มครอง.. หรือขาดศีลธรรมค้ำชู..
การใช้หน้าที่เป็นอำนาจ.. เพื่อให้ได้มาตามความต้องการจึงเกิดขึ้น ในสังคมที่มีแต่เปลือก ขาดแก่นแห่งธรรม.. จึงนำไปสู่การประกอบ เหตุอกุศลเข้ากับจิต.. ในการตั้งเจตนาอันเป็นไปตามกระแสของกิเลส.. ที่เร่าร้อนและเศร้าหมอง.. ส่งผลต่อการกระทำที่วิบัติไปจากธรรม.. จึงมีการใช้หน้าที่ไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นในสังคม..
ในทางตรงข้าม หากการใช้อำนาจเป็นหน้าที่ ด้วยการมีหิริโอตตัปปะ กำกับดูแล.. หมายถึง มีศีลธรรมคุ้มครองบุคคลผู้กระทำนั้น.. ย่อมเชื่อมั่นได้ว่า อำนาจที่ถูกใช้ด้วย สัตบุรุษ (คนมีศีลธรรม) ย่อมเป็นไปเพื่อธรรม.. เป็นธรรม.. ถูกธรรม.. ตรงธรรม.. และสร้างธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมได้จริง
การทำอะไรเพื่อธรรม.. ด้วยการยกย่อง เชิดชู นอบน้อม ต่อธรรม.. จึงเป็นเรื่องของบุคคลมีธรรมในกระบวนการ ธรรมาธิปไตย ที่จะต้องมาจากผู้ประพฤติธรรม สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ธรรม...
จะไม่เกิดกับ คนที่หัวใจไร้ธรรม, คนพาล, คนชั่ว ที่ปัจจุบันว่า.. คนสีเทา คนสีดำ.. ด้วยคนพวกนี้จะปฏิเสธธรรม.. เหตุเพราะจิตวิปลาสธรรม.. สู่ความเป็น ทิฏฐิวิปลาส...
การยกตนเป็นใหญ่.. ยึดหมู่คณะเป็นยอด.. เชิดชูโลกเป็นสรณะ จึงเป็น มิจฉาคติ ของพวกเทาๆ ดำๆ.. พวกนี้จะประกาศเชิญชวนชักชวนให้หมู่ชนคล้อยตามผลประโยชน์ต่างตอบแทนที่จะได้รับ.. โดยจะไม่พูดถึงเรื่องธรรม.. ที่แสดงความเป็นจริง อันเป็น สัจธรรม ที่ควรเคารพ.. นั้นหมายถึง ปฏิเสธสันติโดยธรรม..
การโน้มน้าวด้วยการประกาศนโยบาย ประชานิยม อันเป็นอุบายในการปลุกเร้าล่อใจให้เกิด ความอยาก.. ความต้องการ ในประโยชน์จากโลกนิยม เพื่อผลต่างตอบแทนจากโลกธรรม (ลาภ.. ยศ.. สรรเสริญ.. สุข) จะเป็นพฤติกรรมของ คนพวกนี้..
วิธีการมอมเมาด้วย การพูดให้เกิดความคาดหวัง.. ปลุกเร้าเพื่อให้เกิดความอยาก.. กระตุ้นต่อมโลภะให้กำเริบเสิบสานจนยากควบคุม.. จึงเป็นงานถนัดของคนเทาๆ ดำๆ พวกนี้ที่นิยมมารในการผูกใจสัตว์ทั้งหลายให้ติดกับโลกด้วยอำนาจของเครื่องผูก คือ ตัณหา....
พวกมารหรือคนสีเทา/ดำ.. จะรู้จุดอ่อนของคนเราที่ว่า จิตใจพ่ายแพ้ความอยาก (ตัณหา).. อำนาจโลภะมีแต่เพิ่ม ไร้คำว่าพร่อง.. จึงรู้วิธีการเอาชนะคนทั้งหลายด้วยการปลุกเร้ากิเลสที่มีอยู่แล้ว ให้ระเบิดเถิดเทิงในจิตใจของคนเหล่านั้น จนยากต่อการควบคุม.. อัตราเร่งของความโลภ..
เมื่อคนมีความต้องการ.. ความอยาก เกินการควบคุม.. สติปัญญา.. และต่อมศีลธรรม ก็ย่อมจะสูญหายไป.. การจะใช้ให้ทำอะไร.. จะหลอกล่อให้ไปทางไหน.. จะให้ไปเชื่ออะไร.. ยึดถือสิ่งใดว่าศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธิ์เดชอำนาจ ยิ่งกว่าเทพเจ้าทั้งปวง จึงย่อมเกิดขึ้นเป็นไปได้... อย่างกินกล้วยไม่ต้องปอกเปลือก (ไม่เชื่อไปถามอดีตเณรคำ..ดู!!)
จึงได้เห็นวิธีการซ้ำเติมแบบมารๆ.. จากคนพาลหรือหมู่มารทั้งหลาย ด้วยการนำสิ่งที่เลวร้ายต่อชีวิต มาใช้ซ้ำเติมชีวิตที่เหลวไหลของคนเราเพื่อประโยชน์แห่งตนในทาง อธรรม..
การศึกษาให้รู้ถึงเหตุปัจจัยของปัญหาเหล่านี้.. จึงเป็นวิธีการศึกษาในพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า กระบวนการพิจารณาโดยแยบคาย หรือ วิธีแห่งปัญญา ที่คนเราควรใส่ใจศึกษา เพื่อให้รู้เข้าใจ จะได้นำมาใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหา.. พัฒนาชีวิต.. ออกจากความทุกข์.. ที่เรียกโดยสรุปว่า วิธีแห่งอริยสัจธรรม
ประเด็นของการเรียนรู้ เพื่อเข้าใจในความเป็นจริงที่ตรงธรรมนั้น.. จึงมิใช่การเพ่งรู้ไปสู่วัตถุ สิ่งของ บุคคล ภายนอก แต่กลับมาสู่การเพ่งพิจารณาภายใน ด้วย การตรวจสอบตนเอง (จิตใจ) ว่า มีความรู้.. ความดี ถูกต้องเป็นธรรม บ้างหรือไม่ มีคุณสมบัติพร้อมหรือไม่ ในการที่จะใช้อำนาจให้เป็นธรรม.. ไม่ใช้ธรรมเป็นอำนาจ หรือใช้อำนาจให้เป็นหน้าที่.. ไม่ใช้หน้าที่เป็นอำนาจ
โดยคำนึงเสมอว่า.. หน้าที่ เป็นกิริยาที่ต้องทำ (กัมมะในบทบาท) และ อำนาจ คือ ศักยภาพที่ให้ผลต่อผู้อื่น (พลังของกรรม)
จึงต้อง ไม่ใช้หน้าที่.. ทำลายธรรม.. ด้วยการใช้ อำนาจเป็นหน้าที่.. เพื่อการใช้ธรรมเป็นอำนาจ.. ที่จะได้เกิดผลสัมฤทธิ์ ด้วยเจตนาที่ไม่เป็นไปตาม อำนาจของกิเลส หมายถึง “ความอยาก.. ที่ขาดสติปัญญา”
การใช้อำนาจให้เป็นธรรม จึงเป็นเรื่องของบุคคลผู้ใช้ ที่จะต้องมีอินทรีย์สมบูรณ์ มีสติปัญญาที่มีประสิทธิภาพ ในการรู้เท่าทัน.. สามารถละวางอัตตา ตัวตน ได้ในระดับการรู้จักพิจารณา.. เพื่อไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของมาร.. ที่ใช้ โลภะ โทสะ โมหะ เป็นเครื่องมือ
ดังนั้น จะทำอย่างไรหนอ.. ที่จะพัฒนาให้จิตใจของคนเรา มีสตินำ ปัญญาคุม มีศีลธรรมเป็นเกราะคุ้มครองป้องกัน.. เพื่อการดำรงอยู่ได้ในสังคมเคารพธรรม.. ที่มีการใช้อำนาจเป็นหน้าที่.. เพื่อการใช้อำนาจที่เป็นธรรม.. จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องรู้จักคิด.. ไม่ใช่เรื่อยเปื่อยไปวันๆ...
อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจเสมอว่า.. แม้ว่าการทำความดี.. การเคารพธรรม ความเข้าใจธรรม จะเริ่มต้นที่ตัวเรา แต่การทำดีอยู่เพียงคนเดียว.. โดยไม่ชักชวน.. ชักนำให้คนอื่นๆ ได้เข้าสู่การทำความดีด้วย.. ไม่ใช่ฐานะที่จะทำให้สังคมพ้นภัยไปได้... เพราะ สังคมประเทศชาติเป็นเรื่องของมหาชน “เป็นเรื่องของกระแสจิตหมู่...”
คติธรรมที่ว่า.. น้ำน้อย ย่อมแพ้ไฟ ฉันใด.. คนดีจำนวนน้อย เมื่ออยู่ในสังคมที่แน่นหนาด้วยคนเลว.. ก็ยากจะดำรงตนอยู่ได้... ย่อมพ่ายแพ้ไปตามเหตุปัจจัยนั้น.. นับเป็นสัจธรรมที่อยู่เหนือกาลเวลา
การแก้ปัญหาทั้งปวง.. ในวิถีพุทธ จึงต้องแก้ที่เหตุ หมายถึง จิตใจของทุกคนที่ร่วมดำเนินอยู่ในวิถีสังคมเดียวกัน.. ทั้งนี้ เพื่อการสร้างกระแสจิตหมู่ ให้มีสติปัญญา เคารพธรรม เกิดขึ้นมาในสังคม.. ไม่ใช่คิดสร้างแต่ระบบที่ดีเพียงอย่างเดียว.. เพราะปัญหาของสังคมในวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่ระบบ.. แต่อยู่ที่คนผู้ใช้ระบบ
จึงต้องยอมรับอย่างเข้าใจในความเป็นจริงเสมอว่า.. แม้สังคมจะมีระบบดี.. กติกาที่ดี แต่หากคนในสังคมขาดสติปัญญา.. ความหายนะก็ย่อมเกิดขึ้นในสังคมนั้น...
ในทางกลับกัน แม้ระบบไม่ดี กติกาไม่บริบูรณ์ หากคนในสังคมมีสติปัญญาพอตัว ก็ยังพอประคองเอาตัวรอดกันไปได้.. สำคัญยิ่งคือ จะต้องสร้างคนดีให้เข้มแข็ง.. แน่วแน่.. กล้าหาญ และเคารพในธรรม.. ถึงแม้จะมีจำนวนน้อยกว่าคนเลว ก็ไม่ใช่ปัญหา หากคนดีเกาะกลุ่มกันได้จริง อย่างมีเอกภาพ.. ไม่ใช่กระจัดกระจาย.. แตกฉานซ่านเซ็น.. เช่นที่เป็นอยู่
การเร่งสร้างคนดีให้ถึงพร้อมด้วยสติปัญญาและศีลธรรม.. ตั้งแต่เบื้องต้น โดยเริ่มที่ เด็กๆ เยาวชน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดจริงๆ ต่อการออกแบบสังคมเพื่อการสร้างกระแสจิตหมู่ภาคสังคมที่เป็นฝ่ายกุศล เพื่อให้เกิด กุศลจิตภาคสังคม .. ที่ได้รับการปลูกฝังให้ยอมรับใน.. วัฒนธรรมไม่โกง.. ความละอายในความผิดแม้เล็กน้อย เพื่อแสดงความรับผิดชอบ และการฝึกฝนให้เป็นคนกล้าหาญ ยอมรับผลการกระทำ.. เพื่อการสร้างสังคมคุณธรรมที่ยั่งยืนแท้จริง (ในสังคมมนุษยชาติที่ปรารถนาสันติโดยธรรม)...
เจริญพร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
3 ทศวรรษไทยโพสต์ ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร พลังงานอนาคต สู่ความยั่งยืน
ในโอกาสที่ปีนี้ 21 ตุลาคม 2569 จะครบรอบ30 ปีของการก่อตั้งหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ทางทีมงานไทยโพสต์ ได้สัมภาษณ์พิเศษ "ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร นายกสภาสถาบันวิทยสิริเมธี
28 ก.ย.รู้ผลคดีบัตรเลือกตั้ง ศาลรธน.ต้องตีความโดยเคร่งครัด
วันจันทร์นี้ 28 กันยายน ศาลรัฐธรรมนูญนัด9 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญลงมติในคำร้องคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเมื่อ 8 ก.พ.2569
พระพุทธศาสนา .. ในอุ้งมือมาร!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธามั่นคงในพระพุทธเจ้า.. ข่าวฉาวโฉ่ในแวดวง นักบวชห่มจีวรพระ ไม่เคยสร่างซาไปจากสังคมไทย ก่อเกิด วิกฤตศรัทธา ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนดูเหมือนในแวดวงพระสงฆ์จะไร้ “พระแท้” ปรากฏตัวออกมาเพื่อช่วยกันแก้ไขป้องกันอธิกรณ์ปัญหาเหล่านั้น จนก่อเกิดภาวะวังเวง ไร้ฟากฝั่งขอบเขตของความสิ้นไป ในดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ทางจิตวิญญาณดังเคยมีมา..
สีน้ำเงิน ยังคุมสภาสูง เดิมเกมดูดสว.เติมเสียง
หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีมติส่งคำร้องไปศาลฎีกาฯ และดำเนินคดีอาญาผู้เกี่ยวข้องกับคดีฮั้วสว.จำนวน 77 รายชื่อ โดยมีสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันรวมอยู่ด้วย 26 รายชื่อ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองและข้อกฎหมายตามมามากมาย
ทุกปัญหา .. ในกระแสสังคมที่ผันแปร... แก้ได้ด้วยตัวเรา!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ปรากฏการณ์ “ข่าวฉาวพระทุศีล กระทำบาปสมาจาร..” ในระหว่างจำพรรษาปี ๒๕๖๙
พยานหลักฐานชัด ส่งศาลฎีกา แต่ถ้าไม่พอฟังได้ว่ามีการฮั้ว กกต.ก็ยกคำร้อง
ก่อนจะรู้ผลการลงมติชี้ขาดคดีฮั้ว สว.ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นัดลงมติในวันจันทร์ที่ 14 กันยายนนี้ "ไทยโพสต์" ได้สัมภาษณ์ "สุโรจน์ จันทรพิทักษ์ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์-นักกฎหมายอิสระ" ถึงมติ กกต.ที่จะออกมา โดย "สุโรจน์"

