'ระบอบสีน้ำเงิน'

มาเป็นสเตปครับ...

จากวิจารณ์องคมนตรี กระทบไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์

จากแถลงการณ์ที่สรุปเอาว่าสถาบันพระมหากษัตริย์แทรกแซงรัฐบาลผ่านองคมนตรี

วานนี้ (๒๒ พฤษภาคม) วันครบรอบรัฐประหาร ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ "หัวหน้าเท้ง" โพสต์ข้อความ หัวข้อ "จากรัฐประหาร ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ สู่การเมือง 'ระบอบสีน้ำเงิน' ผ่านเพจเฟซบุ๊ก 'ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ' " เนื้อหาชวนให้ตะลึง!

--------------

วันนี้ (๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗) ๑๒ ปี นับจากการรัฐประหาร ยึดอำนาจโดยกองทัพได้สำเร็จเป็นครั้งสุดท้าย

ถึงแม้เป็น ๑๒ ปีที่เราไม่ได้เห็นภาพรถถังบนท้องถนน แต่ขบวนการยึดอำนาจไปจากมือประชาชน ยังไม่หยุดลง แต่กำลังเกิดขึ้นทุกวัน มีการดำเนินคดีเพื่อปิดปากประชาชนไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ คดี มีการล้อมปราบประชาชนที่ชุมนุมอย่างสันติอย่างน้อย ๗๔ ครั้ง และมีการยุบพรรคการเมืองสำคัญอย่างน้อย ๗ พรรค

นี่คือหลักฐานที่บ่งชี้ว่า ขบวนการยึดอำนาจไปจากมือประชาชนในยุคสมัยนี้ ไม่ได้เบาบางลง แต่กำลังหนักหน่วง และแนบเนียนขึ้น

แม้ว่าวันนี้ประเทศไทยจะไม่อยู่ภายใต้รัฐบาล คสช.อีกแล้ว แต่สังคมการเมืองไทยยังอยู่ภายใต้ "ระบอบสีน้ำเงิน" ที่ถือกำเนิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ ๖๐ ซึ่งเป็นมรดกของการรัฐประหาร และระบอบนี้กำลังกัดกินอนาคตของสังคมไทย

ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมืองและระบบกฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อทำให้อำนาจของชนชั้นนำที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน อยู่เหนือกว่าอำนาจที่มาจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ

พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมือง และระบบกฎหมายใหม่เพื่อทำให้ผลประโยชน์ของชนชั้นนำอยู่เหนือกว่าผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ

พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมือง และระบบกฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อทำให้อนาคตของประเทศถูกกำหนดโดยกลุ่มชนชั้นนำส่วนน้อย ไม่ได้ถูกกำหนดโดยความต้องการของประชาชนคนส่วนใหญ่

ภายใต้ระบอบนี้ ใครก็ตามที่กล้าลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจและผลประโยชน์ของพวกเขา จะถูกขัดขวาง ถูกโดดเดี่ยว หรือถูกทำลายด้วยกลไกของศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ วุฒิสภา หรือกระบวนการยุติธรรม

ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และวุฒิสภา จึงไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องระบอบประชาธิปไตย แต่กำลังทำลายหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ทำลายหลักที่ยึดถือให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ทำลายหลักที่รัฐต้องเคารพสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมือง

ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และวุฒิสภา พร้อมจะใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล บิดเบือน เพราะประชาชนตรวจสอบหรือถอดถอนพวกเขาไม่ได้

ผู้มีอำนาจใน “ระบอบสีน้ำเงิน” ไม่จำเป็นต้องตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ เพราะพวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน แต่พวกเขามีความมุ่งหมายในการ “กินรวบประเทศ” ทั้งในทางการเมืองและในทางเศรษฐกิจ

พวกเขากินรวบในทางการเมืองผ่านการแต่งตั้งศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ ผู้นำกองทัพ ตำรวจ ผู้พิพากษา และข้าราชการ

พวกเขากินรวบในทางเศรษฐกิจด้วยการสนับสนุนกลุ่มทุน ที่เป็นเสาค้ำยันให้กับ “ระบอบสีน้ำเงิน” ผ่านการเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง ผ่านการใช้จ่ายงบประมาณ และการดำเนินนโยบายรัฐโดยผลักภาระให้ประชาชน  

การเมืองในระบอบนี้ จึงไม่มีเจตจำนง ไม่มีศักยภาพในการตอบสนองความต้องการของประชาชน การปฏิรูปเชิงโครงสร้างไม่เดินหน้า กระบวนการยุติธรรมไม่เป็นที่เชื่อมั่น การศึกษาและการพัฒนาคนในชาติล้าหลัง มีแต่การผูกขาดของกลุ่มทุนใหญ่ การทุจริตคอร์รัปชันและความเหลื่อมล้ำ ที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้วันนี้ พวกเขาจะสามารถยึดกุมอำนาจรัฐ สถาบันการเมืองในระบบได้แทบทั้งหมด แต่นั่นคือสนามของพวกเขา

สนามของพวกเรา คือสนามการเมืองแห่งความหวังและสนามการเอาชนะใจประชาชน มีแต่สนามนี้ที่ไม่มีใครเป็นผู้ “ผูกขาด” กติกา เพราะไม่มีระบอบใดจะห้ามความคิดของประชาชนให้หวังถึงอนาคตที่ดีกว่าได้

ถึงเวลาที่เราต้องร่วมกันสร้าง “พลังของประชาชน” เพื่อนำพาสังคมไทยออกจาก “ระบอบสีน้ำเงิน” และประตูบานแรกคือการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง

มาช่วยกันแสดงพลังของคนส่วนใหญ่ ว่าเราต้องการรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตย เราต้องการประเทศที่เป็นของประชาชน เราต้องการสังคมที่ทุกคนมีความเท่าเทียม และมีอนาคตให้ลูกหลาน ให้พวกเราทุกคนครับ

---------------

สรุป...รัฐบาลอนุทินคือมรดกบาปจากคณะรัฐประหารคสช.!

คือทายาทเผด็จการ!

หลังการทำรัฐประหาร ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ประเทศไทยจัดการเลือกตั้งมาแล้ว ๓ ครั้ง

ครั้งแรกปี ๒๕๖๒ ได้รัฐบาลประยุทธ์

ครั้งที่สองปี ๒๕๖๖ พรรคก้าวไกลเกือบจะได้เป็นรัฐบาล เกือบจะมีนายกฯ ชื่อ "พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" แต่ทุกอย่างพังครืนเพราะพรรคก้าวไกลยืนกรานจะแก้ ม.๑๑๒

ประเทศไทยได้รัฐบาลเศรษฐาแทน

และล่าสุดครั้งที่ผ่านมา ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ คะแนนนิยมพรรคส้มดิ่งลงอย่างน่าใจหาย

การเลือกตั้งทั้ง ๓ ครั้งในสายตาพรรคส้มไร้ความเป็นประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง เพราะระบอบน้ำเงินเป็นมรดกของการรัฐประหาร ที่กำลังกัดกินประเทศไทย

องค์กรอิสระ กลุ่มทุน มีความฉ้อฉลเป็นเสาค้ำให้ระบอบสีน้ำเงิน 

จัดวางสถาบันทางการเมือง และระบบกฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อทำให้อนาคตของประเทศถูกกำหนดโดยกลุ่มชนชั้นนำส่วนน้อย ไม่ได้ถูกกำหนดโดยความต้องการของประชาชนคนส่วนใหญ่

ครับ...ดูเหมือน "เท้ง" หลับลึกอยู่ในจินตนาการสังคมยูโทเปีย

ตื่นครับ เลิกเถอะครับวลีที่ว่า มัวแต่โทษตัวเอง แล้วเมื่อไหร่คนอื่นจะผิด เลยโทษแต่คนอื่น ไม่ดูว่าตัวเองทำผิดอะไรไว้

ประชาชนส่วนใหญ่เป็นใคร

ถ้าหลังเลือกตั้งปี ๒๕๖๖ ก็พอจะอ้างเสียงส่วนใหญ่ได้ เพราะพรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้งได้ สส.มากที่สุด

แต่ พ.ศ.นี้ พรรคภูมิใจไทยเขาได้ สส.มากกว่าเมื่อครั้งที่พรรคส้มเคยได้มากที่สุดด้วยซ้ำ 

อย่าหลงอยู่กับกระแสในอดีต

อย่าคิดว่าตัวเองถูกต้องเพียงฝ่ายเดียว

และที่ต้องเลิกอย่างเด็ดขาดคือ เลิกโยงใยสถาบันพระมหากษัตริย์กับการเมืองได้แล้ว

แล้วกลับไปเก็บกวาดบ้านตัวเองให้เรียบร้อย

เอาสมาชิกพรรคสีเทา สส.กินรวบลูกเมียผู้อื่น ออกจากพรรคให้หมดก่อน แล้วค่อยมาพูดเรื่องปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

จะได้ไม่เป็นภาระคนรุ่นลูกรุ่นหลานในอนาคต.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อย่าเล่นกับปืน

ไม่ควรเป็นเรื่องก็เป็นเรื่องครับ ตอนนี้ดรามา “ยิงโจรในบ้านก็ผิด” ลามเป็นไฟลามทุ่ง ทัวร์ลงนายกฯ อนุทินยิ่งกว่าทัวร์จีนผสมอินเดีย

ฟรีซข้าราชการ

ข่าวใหญ่ครับ รัฐบาลจะ “ฟรีซข้าราชการ” ไม่เพิ่มตำแหน่ง มีเท่าไหร่ก็เท่านั้น ข้อมูลล่าสุด ๑ เมษายน ๒๕๖๘ ประเทศไทยมีข้าราชการทั้งสิ้น ๒,๘๗๕,๑๓๙ คน จำนวนนี้ไม่รวม พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ และลูกจ้างชั่วคราว

คนละฝั่งกำแพง

ช่วงนี้ดุกันจริงครับ ยิงกันเป็นว่าเล่น ราวกับว่าติดคุกวันสองวันก็ออกมาดูโลกภายนอก ต่างคนต่างจิตต่างใจต่างเหตุผล แต่การเอาชีวิตผู้อื่นไม่ใช่เรื่องน่ายกย่อง ไม่ใช่ฮีโร่

ไม่เอาอะไรสักอย่าง

เราจะอยู่ในโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนแปลงขนานใหญ่นี้ได้อย่างไร เรื่องนี้หลายรัฐบาลทั่วโลกเขาคิดกันหนักมากนะครับ เพราะต่างก็ตระหนักเหมือนๆ กันว่า กติกาโลกที่มีอยู่มันไม่ศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไปแล้ว

ขวางทางปืน

ช็อกครับ...เป็นอะไรกันไปหมด ทำไมถึงได้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้่นในประเทศไทย ทั้งๆ ที่มันควรเกิดในอเมริกาไม่ใช่หรือ การเข้าถึงอาวุธปืนของคนไทยมันช่างง่ายในทุกช่วงอายุของคน ไม่ว่าเด็กหรือผูัใหญ่ เมื่อถึงคราวต้องการใช้ มันหาได้ไม่ยาก

ดับไฟใต้มันไม่ง่าย

ไปที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กันหน่อยครับ สถานการณ์หลังกองกำลังติดอาวุธ BRN โจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ทำให้ทหารพรานเสียชีวิต ๕ นาย บรรยากาศไม่สู้ดีเลยครับ