เริ่มต้นด้วยความระแวง

เดือนหน้าวันที่ ๗-๘ กรกฎาคม ที่ประชุมรัฐสภาเขาจะพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญกันแล้วครับ

ร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยพรรคการเมืองก็เป็นเข่งอยู่

ภาพรวมมันสะท้อนให้เห็นว่า ไร้เอกภาพในการแก้ไข

การแก้ไขครั้งนี้มิใช่แก้กันธรรมดา แต่เป็นการแก้ไขเพื่อฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันทิ้ง โดยเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ หน้าตาเป็นอย่างไร ยังไม่มีใครรู้ครับ

มีการประโคมว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เทียบได้กับการเขียนรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ที่ได้ชื่อว่าเป็นฉบับประชาชน แต่ดูแล้วไม่น่าจะเทียบได้เลย

สาเหตุหลักคือ พรรคการเมือง ประชาชน มิได้ตกผลึกร่วมกันเหมือนเมื่อครั้งต้องการมีรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐

บรรยากาศเทียบกันไม่ได้เลยครับ

แม้ครั้งนี้จะมีการทำประชามติ และประชาชนเสียงส่วนใหญ่ต้องการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ความคลุมเครือนั้นมากมายเหลือเกิน

ประชาชนจำนวนมากตอบไม่ได้ด้วยซ้ำว่ารัฐธรรมนูญที่ต้องการนั้นเป็นอย่างไร

ส่วนที่รู้ก็มีความเห็นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ครั้งนี้หลายพรรคการเมืองต่างพยายามเสนอแนวคิดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปในทิศทางที่ตัวเองเชื่อ บนความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน

พรรคฝ่ายค้านเกรงว่ารัฐบาลจะกินรวบเพราะมีเสียงสนับสนุนมากกว่า

ส่วนพรรครัฐบาลก็เกรงการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจนำไปสู่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างหลักในรัฐธรรมนูญที่ใช้ติดต่อกันมาร่วม ๙๔ ปี 

นี่แค่เริ่มต้นนะครับ

ฉะนั้นก็ขอให้รับรู้ว่าเราเริ่มต้นจากความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน

ไปดูเนื้อหาในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของแต่ละพรรคการเมืองกันหน่อยครับ

ทุกพรรคมีเหมือนกันคือการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ เพื่อเปิดทางให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาจัดทำรัฐธรรมนูญบับใหม่ แต่รายละเอียดนั้นแตกต่างกัน

พรรคภูมิใจไทยวางโครงสร้างและที่มาของ ส.ส.ร. จำนวน ๑๐๐ คน ไว้ดังนี้

ส.ส.ร.ตัวแทนจังหวัด ๗๗ คน คัดเลือกจากผู้สมัครในแต่ละจังหวัด โดยเปิดรับสมัครผ่านคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จังหวัดละ ๑ คน

ส.ส.ร.ผู้เชี่ยวชาญ ๒๓ คน แบ่งตามสาขาความรู้ ได้แก่ กฎหมายมหาชน ๗ คน, รัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ๘ คน และผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน หรือการร่างรัฐธรรมนูญอีก ๘ คน

กลไกการคัดเลือกที่ประชุมรัฐสภาซึ่งประกอบด้วย สส.และ สว. จะเป็นผู้ลงมติคัดเลือกจากบัญชีรายชื่อผู้สมัคร โดยไม่มีขั้นตอนการจัดคูหาให้ประชาชนเลือกตั้งโดยตรง

ยังมีบัญชีรายชื่อสำรองไว้อีก ๓ เท่า คือ ๓๐๐ คน

จากนั้น ส.ส.ร.จะไปตั้งคณะกรรมาธิการ อีก ๒ ชุด เพื่อดำเนินการยกร่าง โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือห้ามแตะต้องหมวด ๑ และหมวด ๒

จำเป็นต้องได้คะแนนเสียงเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๔ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา

สูตรของพรรคภูมิใจไทยถูกฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนมองว่า “กินรวบ”

ขณะที่พรรคประชาชน เสนอ ๒ ร่าง มีเนื้อหาที่เหมือนกันในแทบทุกประเด็น ยกเว้นเรื่องกระบวนการเลือกตั้ง ส.ส.ร.

เสนอ ส.ส.ร. ๑๕๐ คน

ร่างที่ ๑ ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้ง และเลือกจนได้แคนดิเดต ส.ส.ร. ทั้งหมด ๑๕๐ คน โดย ๑๐๐ คน มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง เป็นเสมือนตัวแทนเชิงพื้นที่ และอีก ๕๐ คนมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง

แล้วส่งรายชื่อนี้ให้รัฐสภาพิจารณารับรอง

ร่างที่ ๒ ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้ง และเลือกจนได้แคนดิเดต ส.ส.ร. ทั้งหมด ๓๐๐ คน แบ่งเป็น ๒๐๐ คน มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต โดยใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง เป็นเสมือนตัวแทนเชิงพื้นที่ และแคนดิเดต ส.ส.ร. ๑๐๐ คน ที่มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง

ส่งรายชื่อนี้ให้รัฐสภาพิจารณาคัดเลือกเหลือ ๑๕๐ คน

สรุปคือร่างแรกเป็นการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ซึ่งขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ส่วนร่างที่ ๒ พรรคประชาชนตีความว่ามิใช่เลือกตั้งโดยตรงเพราะนำรายชื่อให้รัฐสภาเลือกอีกครั้งหนึ่ง

มาถึงร่างของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เสนอ ๒ ร่างเช่นกัน

ร่างที่ ๑ เสนอให้มี ส.ส.ร. จำนวน ๑๐๐ คน โดยให้มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตจังหวัด และห้ามไม่ให้พรรคการเมืองส่งผู้สมัคร เพื่อป้องกันการครอบงำ

หมวดที่ไม่สามารถแก้ไขได้คือ หมวด ๑ และ ๒ คือบททั่วไปและหมวดพระมหากษัตริย์ เหมือนร่างของพรรคภูมิใจไทย

ร่างที่ ๒ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรายมาตรา โดยลดอำนาจ สว. เป็นการปลดล็อกมาตรา ๒๕๖ แก้ไขเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้สามารถแก้ไขได้ง่ายขึ้น

จากเดิมต้องใช้เสียง สว. ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ให้เหลือเพียงใช้เสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุมรัฐสภา

นอกจากนี้ตัดอำนาจยับยั้งของ สว. เสนอปรับเกณฑ์การลงมติพิจารณาร่างกฎหมาย เสียงข้างมากร่วมกัน ๓ ใน ๕ เป็นระบบเสียงข้างมากปกติ

และยกเลิกอำนาจวีโตหรือยับยั้งของสมาชิกวุฒิสภา

ครับ...นี่คือภาพรวมการแก้ไขรัฐธรรมนูญ บนความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน

และเป็นหนึ่งในสาเหตุมีการโจมตี “ระบอบสีน้ำเงิน” อย่างกว้างขวางก่อนหน้านี้ทั้งจากพรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์

มาถึงคำถามสำคัญ

ประเทศจะก้าวไปข้างหน้าจากความคาดหวังการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้หรือไม่

เพราะพรรคการเมืองโดยเฉพาะพรรคประชาชน ประโคมมาอย่างต่อเนื่องว่า ปัญหาของประเทศจะแก้ไขได้ด้วยการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ขณะที่จุดเริ่มต้นเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน

รวมทั้งโจมตีทางการเมืองกันอย่างดุเดือดด้วยปม “ระบอบสีน้ำเงิน”

นี่ยังไม่นับรวม เมื่อตั้ง ส.ส.ร.มาแล้ว บุคคลกลุ่มนี้จะมีแนวคิดการยกร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร ภายใต้อิทธิพลทางความคิดของพรรคการเมืองไหน

ก็อยากให้เห็นภาพกว้างๆ แบบนี้ครับ 

สำหรับผม มองว่าเป็นเรื่องเสียเวลาประเทศ ตราบที่ยังไม่ตกผลึกร่วมกันก็อย่าคิดไปแก้กติกาหลักของประเทศ เพราะสุดท้ายมันจะเป็นระเบิดเวลา

สุดท้ายนักการเมืองไม่รับผิดชอบกับความฉิบหายที่เกิดขึ้นหรอกครับ

ไม่ต้องเชื่อก็ได้ แต่อยากให้รอดู.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สภาสีเทา

เมื่อไหร่จะโตกันเสียที... เปล่าครับ มิได้หมายถึง นักเรียนชั้นอนุบาล ๓/๔ แต่เป็น สส.ในสภา โดยเฉพาะ สส.ฝั่งพรรคร่วมรัฐบาล กับพรรคกล้าธรรม

วัคซีนพระราชทาน

ไหน "นิติสงคราม"... วานนี้ (๒๘ พฤษภาคม) คำพิพากษาศาลชั้นต้น "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" ไม่มีความผิดตาม ม.๑๑๒ จากคดี "วัคซีนพระราชทาน"

ส้มจะป่วนประเทศ

เสียเวลาเปล่า... อย่าไปแก้รัฐธรรมนูญเลยครับ เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า นี่ไม่ใช่ประชดนะครับ...แต่มันเป็นภาพอนาคตว่า มีคนบางกลุ่มจะใช้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเงื่อนไขในการสร้างความขัดแย้งรอบใหม่ให้บ้านเมือง

ศึกนี้ยังไม่จบ

ความเชื่อ ศรัทธา อนุรักษ์ สามเสาหลักในการปกป้องจารีต วัฒนธรรม ของชนชาติ หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเรื่องยากที่จะรักษารากเหง้าเอาไว้ได้

คำสารภาพจาก 'เท้ง'

ครับ... ไม่ต้องไปตีความอะไรให้เสียเวลาแล้ว วานนี้ (๒๕ พฤษภาคม) "เท้ง" เฉลยสถานะ "ระบอบสีน้ำเงิน" ในความคิดของเขาจนชัดเจน และต้องจารึกไว้ว่า พรรคส้มกำลังจะทำอะไร