ว่าด้วยผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามประเพณีการปกครองของอังกฤษ (ตอนที่ ๓)

ประเพณีการปกครองในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในอังกฤษเพิ่งเริ่มมีความชัดเจนในศตวรรษที่ยี่สิบ เริ่มต้นจากปี ค.ศ. ๑๙๑๑   ก่อนที่สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ห้าจะทรงเสด็จเยือนอินเดีย พระองค์ได้ทรงแต่งตั้งสภาผู้สำเร็จราชการแผ่นดินด้วยเหตุผลที่ว่าพระองค์จะมิทรงประทับอยู่ในราชอาณาจักร   และจากกรณีการแต่งตั้งสภาผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในปี ค.ศ. ๑๙๑๑ นี้เองจึงเป็นที่มาของแบบแผนปฏิบัติในเวลาต่อมา นั่นคือ ในปี ค.ศ. ๑๙๒๕  สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ห้าทรงมีความจำเป็นด้านสุขภาพที่จะต้องเสด็จล่องเรือไปในทะเลเมดิเตอเรเนียนตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อให้พระองค์ทรงมีพระพลานามัยดีขึ้น  และในการที่มิได้ทรงประทับอยู่ในราชอาณาจักรนี้  พระองค์ก็ทรงแต่งตั้งสภาผู้สำเร็จราชการแผ่นดินให้ปฏิบัติพระราชภารกิจแทนพระองค์  และต่อมาในกรณีที่ทรงพระประชวรในปี ค.ศ. ๑๙๒๘ และ ๑๙๓๖ อังกฤษก็เริ่มมีความชัดเจนในแบบแผนประเพณีการแต่งตั้งสภาผู้สำเร็จราชการแผ่นดินให้ปฏิบัติพระราชภารกิจแทนองค์พระมหากษัตริย์             

ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่จะมิทรงประทับอยู่ในราชอาณาจักรหรือทรงพระประชวร พระมหากษัตริย์อังกฤษจะทรงมีพระราชอำนาจในการแต่งตั้งสภาผู้สำเร็จราชการแผ่นดินให้ปฏิบัติพระราชภารกิจแทนพระองค์ได้ ดังจะเห็นได้จากกรณีทั้งสี่ที่กล่าวไปนี้ นั่นคือ ค.ศ. ๑๙๑๑ (มิได้ทรงประทับอยู่ในราชอาณาจักร) ค.ศ. ๑๙๒๕ (มิได้ทรงประทับอยู่ในราชอาณาจักร) ค.ศ. ๑๙๒๘ (ทรงพระประชวร) และ ค.ศ. ๑๙๓๖ (ทรงพระประชวร)


แต่นอกจากกรณีที่องค์พระมหากษัตริย์มิได้ทรงประทับอยู่ในราชอาณาจักรหรือทรงพระประชวรแล้ว ยังมีประเด็นเกี่ยวกับทรงพระเยาว์อีกด้วย ซึ่งในประเพณีการปกครองเกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ที่เกิดขึ้นใหม่ของอังกฤษที่เพิ่งกล่าวไป ยังมิได้ครอบคลุมรวมถึงกรณีที่องค์พระมหากษัตริย์ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ในขณะที่ยังทรงพระเยาว์อยู่ ทำไม่ถึงมีพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระเยาว์ ?

เพราะยามเมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จสวรรคตหรือสละราชสมบัติ จะต้องมีการสืบราชสันตติวงศ์ทันที หรือมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ขึ้นทันที ทั้งนี้เป็นไปตามหลักการที่ว่า “the King never dies” เพราะสถานะขององค์พระมหากษัตริย์คือองค์อธิปัตย์ (sovereign ผู้นำสูงสุดที่เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเอกภาพของรัฐ ) และประมุขของรัฐย่อมจะต้องดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง

การดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องดังกล่าวของพระมหากษัตริย์ในฐานะองค์อธิปัตย์สืบทอดมาจากความคิดทางการเมืองในยุคกลางของตะวันตก ซึ่งมีความโดดเด่นในแนวคิดเรื่อง Body Politic นั่นคือการมองสังคมการเมืองประดุจร่างกายที่มีชีวิต และแนวคิด Body Politic นี้ได้ตกทอดลงมาถึงกลุ่มนักคิดสัญญาประชาคมในศตวรรษที่สิบเจ็ดและสิบแปดด้วย โดยเปลี่ยนผ่านจากการให้น้ำหนักที่เอกบุคคลไปสู่มหาชน หรือดำรงอยู่ในลักษณะที่สัมพันธ์กัน


แนวคิด Body Politic นี้มีความสำคัญในปัจจุบันในฐานะที่เป็นฐานคิดสำคัญในการทำความเข้าใจรัฐ เพราะแนวคิดเรื่องรัฐล้มเหลว (failed state or state failure) หรือรัฐผุเสื่อม (state decay) หรือรัฐอ่อนแอ (weak state) หรือรัฐล่มสลาย (collapsed state) จะดำรงอยู่ไม่ได้ หรือยากที่จะเข้าใจ หากไม่อิงอยู่กับแนวคิด Body Politic

ตามแนวคิดดังกล่าว องค์พระมหากษัตริย์ทรง “มีร่างอยู่ ๒ ร่าง นั่นคือ ร่างที่ตายได้ และที่ไม่มีวันตาย” (เพราะอยู่ในรูปของการสืบครองรัฐและครองราชย์) แต่ถ้าเกิดมีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทำให้รูปแบบการปกครองนั้นไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ ร่างกายขององค์พระมหากษัตริย์ในฐานะส่วนหัวขององคาพยพของรัฐก็สูญสิ้นได้ แต่กระนั้น ก็จะมีประมุขของรัฐหรือองค์อธิปัตย์ในรูปแบบอื่นมาทดแทนอยู่ดี

อย่างเช่น ในกรณีของอังกฤษ หลังสงครามกลางเมืองในศตวรรษที่สิบเจ็ด ที่ลงเอยด้วยการที่ฝ่ายพระมหากษัตริย์พ่ายแพ้ต่อฝ่ายรัฐสภา และมีการตัดสินลงโทษบั่นพระเศียรพระเจ้าชาร์ลสที่หนึ่ง และยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ และได้มีการสถาปนาสภาแห่งรัฐให้เป็นองค์อธิปัตย์แทนพระมหากษัตริย์ แต่ต่อมาสภาแห่งรัฐได้ถูกยึดอำนาจ (รัฐประหาร) โดยผู้นำทหารที่ชื่อ โอลิเวอร์ ครอมเวล และเขาได้สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นผู้พิทักษ์ปกป้องอาณาจักร (Lord Protectorate of the Commonwealth) ส่งผลให้เขาในฐานะเอกบุคคลเป็นองค์อธิปัตย์แทนคณะบุคคลในสภาแห่งรัฐ แต่ต่อมาอังกฤษได้ฟื้นฟูสถาบันพระมหากษัตริย์กลับคืนมา และพระเจ้าชาร์ลสที่สอง พระราชโอรสของพระเจ้าชาร์ลสที่หนึ่ง พระมหากษัตริย์ก็กลับมาเป็นองค์อธิปัตย์ของอังกฤษเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

ส่วนในกรณีของประเทศที่ยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ไปแลยนั้น ประธานาธิบดีก็จะเป็นองค์อธิปัตย์ แต่ถ้าไม่มีองค์อธิปัตย์เลย ก็หมายถึงสภาวะสงครามกลางเมืองหรือการล่มสลายของรัฐ

ในกรณีที่องค์พระมหากษัตริย์เสด็จสวรรคต ผู้ที่อยู่ในลำดับแรกของสิทธิ์ในการสืบราชสันตติวงศ์ จะเสด็จขึ้นครองราชย์และทรงมีพระราชอำนาจทุกอย่างตามประเพณีการปกครองและรัฐธรรมนูญ ซึ่งแม้ว่าในปี ค.ศ. ๑๙๓๖ อังกฤษจะเกิดประเพณีการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการ แต่ก็อยู่ภายใต้สองเงื่อนไข นั่นคือ ไม่ทรงประทับอยู่ในราชอาณาจักรหรือทรงพระประชวร ยังไม่ได้รวมในกรณีทรงพระเยาว์ และตามหลักกฎหมายของอังกฤษขณะนั้น ยังมิได้กำหนดว่า การทรงพระเยาว์จะอยู่ในเงื่อนไขที่ทำให้องค์พระมหากษัตริย์ไม่ทรงบริหารพระราชภารกิจได้ (royal incapacity) และถ้าพิจารณาหลักการ “the King can do no wrong” อย่างยืดหยุ่น หลักการนี้ก็จะสามารถครอบคลุมสถานะของ “พระมหากษัตริย์” ไม่ว่าจะทรงพระเยาว์ก็ตาม

แต่นักวิชาการด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญของอังกฤษได้แสดงความคิดเห็นว่า ถ้าจะว่ากันตามสามัญสำนึก (common sense) เราไม่สามารถคาดหวังว่า พระมหากษัตริย์ที่ยังทรงพระเยาว์อยู่จะทรงสามารถบริหารพระราชภารกิจในฐานะองค์พระมหากษัตริย์ได้

อย่างไรก็ตาม ในประวัติศาสตร์การเมืองของอังกฤษ ก็เคยเกิดกรณีที่องค์พระมหากษัตริย์ทรงครองราชย์ในขณะที่ยังทรงพระเยาว์อยู่ นั่นคือ ในสมัยของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่หก (Edward VI: ครองราชย์ ค.ศ. ๑๕๔๗-๑๕๕๓)


พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่หกทรงเป็นพระราชโอรสในพระเจ้าเฮนรี่ที่แปดและพระนางเจน ซีมอร์ ในวันที่ ๒๘ มกราคม ค.ศ. ๑๕๔๗ พระเจ้าเฮนรีที่แปดทรงเสด็จสวรรคต ผู้ที่อยู่ในวงในใกล้ชิดราชบัลลังก์ในขณะนั้นคือ เอ็ดเวิรด์ ซีมอร์ (Edward Seymour: พระเชษฐาองค์โตของพระนางเจน ซีมอร์) และวิลเลียม แพเจต (William Paget: ดำรงตำแหน่งในสภาที่ปรึกษาในพระองค์หรือ Privy Council) ได้เห็นพ้องต้องกันที่ชะลอการประกาศการสวรรคตของพระเจ้าเฮนรีที่แปดออกไปจนกว่าทุกอย่างจะพร้อมเพื่อให้การสืบราชสันตติวงศ์เป็นไปอย่างราบรื่น เมื่อทุกอย่างพร้อม จึงได้ประกาศการสวรรคตของพระเจ้าเฮนรีที่แปดในวันที่ ๓๑ มกราคม นั่นคือ สามวันหลังจากที่พระองค์ได้สวรรคตแล้ว และมีการประกาศว่าเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดจะเป็นผู้สืบราชสันตติวงศ์ ซึ่งขณะนั้นพระองค์มีชนมายุเพียง ๑๐ พรรษาเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม พระเจ้าเฮนรีที่แปดได้ทรงทำพินัยกรรมไว้ด้วย โดยระบุชื่อคณะบุคคลไว้ ๑๖ คนที่จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดจนกว่าพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดจะทรงมีพระชนมายุ ๑๘ พรรษา และคณะบุคคลทั้ง ๑๖ คนนี้จะมีผู้ทำหน้าที่สนับสนุนอีก ๑๒ คน

แม้จะมีพินัยกรรมระบุพระราชประสงค์ไว้ชัดเจนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอันอาจจะเกิดขึ้นตามมาจากการบริหารพระราชภารกิจขององค์พระมหากษัตริย์ที่ยังทรงพระเยาว์ แต่ในปี ค.ศ. ๒๐๐๒ เดวิด สตาร์คีย์ (David Starkey: ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่) นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญอังกฤษที่สอนที่ LSE จนถึงปี ค.ศ. ๑๙๙๘ ได้สืบค้นข้อมูลและมีข้อสังเกตว่า น่าจะมีบุคคลใกล้ชิดพระเจ้าเฮนรี่ที่แปดที่ทำการแก้ไขพินัยกรรมหรือไม่ก็หว่านล้อมพระองค์ให้ทำพินัยกรรมระบุรายชื่อดังกล่าวเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง !!


คำถามที่เกิดขึ้นคือ จะมีการวางมาตรการทางกฎหมายไว้ล่วงหน้าที่จะป้องกันไม่ให้เกิดกรณีข้อสงสัยเช่นว่านี้ได้หรือไม่ ?

พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่หก   

เอ็ดเวิร์ด ซีมอร์ พระมาตุลา

วิลเลียม แพเจต

เดวิด สตาร์คีย์

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

๑๔ ตุลาฯ ที่เกิดขึ้นก่อน ๑๔ ตุลาฯ (ตอนที่ ๒๒)

ในวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๔๗๖ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีการพิจารณาเค้าโครงเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม และได้มีการนำพระบรมราชวินิจฉัยตอบเค้าโครงเศรษฐกิจของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมาอ่านในที่ประชุม

'เขื่อน ภัทรดนัย' บอกลาคนไข้ที่อังกฤษ เตรียมทำงานจิตบำบัดที่ไทย

ไปเป็นนักจิตบำบัดอยู่ที่ประเทศอังกฤษอยู่ 2 ปี แต่ล่าสุด เขื่อน-ภัทรดนัย เสตสุวรรณ หรือ เขื่อน K-OTIC ก็ได้ตัดสินใจบอกลาคนไข้ที่อังกฤษ พร้อมมาทำงานจิตบำบัดที่ประเทศไทยแทนแล้ว โดยเขื่อนได้โพสต์เรื่องราวดังกล่าวลงบนอินสตาแกรม พร้อมสัญญาจะเป็นนักจิตบำบัดให้ดีที่สุด

เว้นวรรครัฐประหาร (ตอนที่ ๑๗): การยุบสภาผู้แทนราษฎรวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙

การยุบสภาผู้แทนราษฎรวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ นับเป็นการยุบสภาฯครั้งที่ ๑๒ และเป็นการยุบสภาฯที่มีลักษณะที่แตกต่างไปจากการยุบสภาฯ ๑๑ ครั้งก่อนหน้า และในความเห็นของผู้เขียน การยุบสภาฯครั้งที่ ๑๒

'เซาธ์เกต' คุยโว ตนส่องฟอร์ม 'เซเนกัล' มานาน

หลังจากที่ "สิงโตคำราม" ทีมชาติอังกฤษ ภายใต้การคุมทีมของ แกเร็ธ เซาธ์เกต ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ไล่ต้อนเอาชนะ เวลส์ ในศึกสายเลือดแห่งบริติช 3-0 คว้าตั๋วเข้าไปเล่นรอบ 16 ทีมสุดท้ายในฐานะแชมป์ของกลุ่ม บี โดยจะพบกับ เซเนกัล รองแชมป์กลุ่ม เอ

'แรชฟอร์ด' อุทิศลูกยิงให้เพื่อนที่เพิ่งจากไปด้วยโรคมะเร็ง

มาร์คัส แรชฟอร์ด ผู้เหมาคนเดียวสองประตูช่วยให้อังกฤษ เอาชนะ เวลส์ 3-0 ตบเท้าผ่านเข้ารอบน็อกเอาท์ในฐานะแชมป์เกล่า เผยว่า ตนขออุทิศลูกยิงในเกมนี้ให้แก่เพื่อนที่เพิ่งจากไปด้วยโรคมะเร็ง

'แรชฟอร์ด' ซัดเบิ้ล 'อังกฤษ' ทุบ 'เวลส์' 3-0 จบแชมป์กลุ่ม คว้าตั๋วน็อกเอาท์

ศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ คืนวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เกมในกลุ่ม บี "สิงโตคำราม" ทีมชาติอังกฤษ ลงสนามพบกับ "มังกรแดง" เวลส์ ฟาดแข้งกันที่ อาหมัด บิน อาลี สเตเดียม