
ช่วงนี้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจปากท้องกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลที่จะต้องเร่งแก้ปัญหา เพราะในปัจจุบันเศรษฐกิจไทยเจอปัจจัยรุมเร้าจากภายนอกเข้ามากระตุกอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องภาวะสงครามรัสเซีย-ยูเครน, ปัญหาการระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ยังไม่คลี่คลาย โดยเฉพาะในจีน ยังไม่นับรวมภาวะเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ แถมไทยเจอปัญหาค่าเงินบาทอ่อน และอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงสวนทางกับรายได้
เมื่อเจอมรสุมที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุด ทำให้ล่าสุด กระทรวงการคลังได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2565 ใหม่มาอยู่ที่ 3.5% ลดลงจากเดิมที่ 4% ตัวเลขดังกล่าวเมื่อมาประเมินกับอัตราเงินเฟ้อที่คาดว่าจะอยู่ที่ 5% ต่อไป ซึ่งตีความง่ายๆ ก็คือ ในปีนี้รายได้ของคนไทยเฉลี่ยจะเติบโตน้อยกว่าราคาสินค้าที่แพงขึ้น ประเด็นนี้ส่งผลโดยตรงกับกำลังซื้อของคนไทยอย่างแน่นอน
นี่คือจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญว่ารัฐบาลจะช่วยประคองกำลังซื้อของคนไทยต่อไปอย่างไร เมื่อต้องเผชิญกับภาวะรายได้น้อยกว่ารายจ่าย
แน่นอนที่ผ่านมารัฐบาลพยายาม (เติมกระสุน) ให้ประชาชนโดยตรง ผ่านโครงการร่วมจ่าย อย่างโครงการเพิ่มกำลังซื้อและคนละครึ่ง ซึ่งผ่านมาถึง 4 เฟสก็กระตุ้นการใช้จ่ายรวมๆ 4-5 แสนล้านบาท โดยครึ่งๆ เป็นงบประมาณโดยตรงจากทางรัฐบาล
แต่วิธีการนี้แม้จะเป็นการอัดฉีดเงินโดยตรงลงถึงประชาชน และได้ผลดี แต่มันก็เป็นภาระงบประมาณที่มหาศาลมาก ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลนำเงินส่วนนี้มาจากการกู้เงิน เป็นภาระที่ประเทศจะต้องใช้คืนหนี้ต่อไป
ดังนั้น จึงเป็นคำถามที่ยังต้องลุ้นว่ารัฐบาลจะมีการต่ออายุโครงการคนละครึ่งเฟสใหม่อีกหรือไม่? และด้วยความไม่ชัดเจนนี้เองก็เป็นช่องทางให้ข่าวเฟกนิวส์ออกมา ที่มีการระบุว่ารัฐบาลจะลดการสนับสนุนลงเหลือ 25% ไม่ใช่คนละครึ่ง 50% เหมือนแต่ก่อน
ประเด็นนี้ร้อนไปถึงนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้ออกมาชี้แจงว่าไม่เคยมีการพูดเรื่องการปรับสูตร และไม่เคยพูดว่าจะมีการต่อมาตรการคนละครึ่งเฟส 5 ด้วยซ้ำ
เจ้าตัวทิ้งท้ายว่า การจะต่ออายุมาตรการหรือไม่ ต้องประเมินอีกครั้ง ซึ่งต้องดูหลายองค์ประกอบ อาทิ การเพิ่มขึ้นของรายได้สำหรับผู้มีรายได้ประจำ ผู้มีรายได้รายวันนั้นเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพิ่มขึ้นอย่างไร หรือการเปิดรับนักท่องเที่ยวเข้ามาจะมีผลทำให้เงินหมุนเวียนอย่างไร
สาเหตุที่ต้องประเมินรอบด้านก็เพราะว่า กระสุนที่รัฐบาลเคยเติมให้เริ่มร่อยหรอลง โดยเฉพาะฐานะการคลังที่เริ่มตึงตัวไปทุกที
จากข้อมูลล่าสุด ปัจจุบันการใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทยังมีวงเงินคงเหลืออยู่ประมาณ 7.4 หมื่นล้านบาท และงบกลางเหลืออยู่ 6 หมื่นล้านบาท (กันไว้ใช้สำหรับภัยพิบัติ 3-4 หมื่นล้านบาท) ทั้งนี้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะประเมินว่า หากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้เพิ่ม จะยังสามารถมีพื้นที่ทางการคลังกู้เงินเพิ่มได้อีกประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท ถึงจะเต็มเพดานหนี้สาธารณะที่ขยายกรอบจาก 60% เป็น 70% ต่อ GDP (ล่าสุด ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2565 หนี้สาธารณะอยู่ที่ 60.17% ของ GDP)
คงต้องวัดใจว่า รัฐบาลจะกล้ากู้เงินมาเพิ่มเพื่อใส่ในโครงการกระตุ้นใช้จ่ายอีกหรือไม่ เพราะแนวทางนี้ไม่ใช่การฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ยั่งยืน มันเหมือนเป็นน้ำยาหล่อลื่นให้เศรษฐกิจทำงาน แต่ถ้าหล่อลื่นมากไปจนทำให้เกิดความเคยชิน ระยะยาวก็ย่อมส่งผลเสีย ทั้งต่อตัวประชาชนและรัฐบาล ที่สุดท้ายก็จะต้องมาร่วมชะตากรรมในการชดใช้หนี้กันหัวโต
จากนี้ก็คงต้องเฝ้ารอว่ารัฐบาลจะเดินหน้ากับเรื่องนี้อย่างไร.
ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยาแรงหรือแค่ยาแก้ปวด?
ท่ามกลางภาวะสุญญากาศทางเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ไทยต้องเผชิญกับมรสุม "วิกฤตซ้ำซ้อน" มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่บาดแผลเรื้อรังจากโรคระบาดที่ยังไม่ทันสมานดี กลับต้องมาถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤตพลังงานโลกที่ทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งพุ่งทะยานอย่างควบคุมไม่ได้ สถานการณ์ในวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่การกำไรลดลง แต่คือการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในสภาวะที่ "สภาพคล่องติดขัด หนี้เสียติดหล่ม และหนี้นอกระบบกลายเป็นกับดัก"
กระตุ้นท่องเที่ยวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านการสร้างรายได้ การจ้างงาน และการกระจายเม็ดเงินสู่ภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ ภายหลังการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวทั่วโลก
โซลาร์รูฟท็อป ฝ่าวิกฤตค่าไฟฟ้าแพง
สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า ซึ่ง คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งชาติ คาดการณ์ว่าสถานการณ์คงจะยืดเยื้อไม่จบภายในปี 2569 จะทำให้วิกฤตราคาพลังงานลากยาว ดังนั้นประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับกับวิกฤตดังกล่าว
เมื่อ‘การมีงาน’ไม่ได้แปลว่า‘มั่นคง’?
เพิ่งจะผ่านพ้นวันที่ 1 พฤษภาคมไป ซึ่งแน่นอนว่า “แรงงาน” ในสังคมไทยนับว่ามีความสำคัญอย่างมากในฐานะกำลังสำคัญของเศรษฐกิจ แต่ในวันแรงงานปี 2569 คำถามของคนทำงานจำนวนไม่น้อยอาจไม่ใช่เพียง “ยังมีงานทำหรือไม่” หากเป็น “รายได้ที่มีอยู่ วันนี้ยังพอรับมือกับความไม่แน่นอนข้างหน้าได้แค่ไหน?”
หนึ่งทศวรรษค่าจ้างขั้นต่ำไทย
ในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ‘ค่าจ้างขั้นต่ำ’ ของประเทศไทยถูกวางบทบาทให้เป็นทั้งเครื่องมือคุ้มครองแรงงานและกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตัวเลขที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจสะท้อนภาพของความก้าวหน้าในเชิงนโยบาย
เมื่อดาต้าไม่ได้มาแค่สร้างตึก
ย้อนกลับไปเมื่อ 2-3 ปีก่อน เราอาจได้ยินข่าวการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ในไทยระดับ “หมื่นล้าน” จนคุ้นหู แต่ภาพเหล่านั้นมักจะเป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษหรือไซต์ก่อสร้างขนาดใหญ่ในแถบเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แต่ว่าในปี 2026 นี้ ทิศทางได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง DayOne Data Center ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประกาศเฟ้นหาบุคลากรไทยกว่า 500 ตำแหน่ง

