หัวลำโพงยังเปิดให้บริการ

ถือเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ กรณีการเดินขบวนรถเข้า-ออกสถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ที่ก่อนหน้านี้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีแผนว่าจะหยุดเดินรถไฟจากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศเข้าสู่หัวลำโพงในวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา เหลือไว้เพียงรถไฟชานเมือง 22 ขบวน โดยได้ชี้แจงว่าเป็นแนวคิดดั้งเดิมตั้งแต่อดีตที่จะมีการก่อสร้างสถานีกลางบางซื่อแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่เคยมีแนวคิดที่จะยุติการเดินรถเข้าสถานีหัวลำโพง เพียงแต่จะต้องมีการปรับเปลี่ยน แต่จะปรับอย่างไรให้เหมาะสมที่สุด

สำหรับประเด็นปัญหานี้ นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่า รฟท. ได้ออกมาแถลงชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ขณะนี้ รฟท.จะเดินรถแบบเดิมที่ให้รถไฟทั้ง 118 ขบวนเดินรถเข้าหัวลำโพงทุกขบวนตามปกติไปก่อน และตั้งแต่วันที่ 23 ธ.ค.64 จะยังให้บริการรถไฟทางไกลที่สถานีกลางบางซื่อด้วย

เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน แต่เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ขณะนี้ รฟท.จึงยังเปิดเดินรถเข้าหัวลำโพงแค่ 80 ขบวน ได้แก่ รถไฟเชิงพาณิชย์ 40 ขบวน และรถไฟเชิงสังคม 40 ขบวน มีผู้โดยสารใช้บริการสถานีหัวลำโพงประมาณวันละ 1 หมื่นคน

แต่หากสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น จะทยอยเปิดให้บริการจนครบ 118 ขบวน อย่างไรก็ตามสำหรับผู้โดยสารที่ซื้อตั๋วล่วงหน้าที่มีต้นทาง-ปลายทางที่สถานีกลางบางซื่อ หรือชุมทางบางซื่อไปก่อนหน้านี้ ให้สามารถใช้ตั๋วดังกล่าวขึ้นลงที่สถานีหัวลำโพง และสถานีสามเสนได้ ส่วนผู้ที่ซื้อตั๋วล่วงหน้าที่มีต้นทาง-ปลายทางที่สถานีดอนเมือง ให้สามารถใช้ตั๋วดังกล่าวขึ้น-ลงที่สถานีบางเขน และสถานีหลักสี่ได้ โดยไม่เสียค่าใช้เพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ รฟท.ต้องจัดทำเช็กลิสต์กำหนดแนวทางการให้บริการเปลี่ยนถ่ายไปยังสถานีกลางบางซื่อ รวมถึงการเดินรถเส้นทางสายสีแดง ช่วงรังสิต-สถานีกลางบางซื่อ ของรถเชิงพาณิชย์และรถเชิงสังคมที่จะไม่เดินรถระดับดิน ให้มีการบริการต่างๆ ให้ครอบคลุมทุกมิติ รวมทั้งศึกษาภาระค่าใช้จ่ายกรณีที่ต้องเปิดเดินรถพร้อมกันทั้งสถานีกลางบางซื่อและสถานีหัวลำโพง ปัจจุบันสถานีกลางบางซื่อและสถานีรถไฟสายสีแดงมีค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละ 40 ล้าน โดยสถานีหัวลำโพงมีค่าใช้จ่ายเดือนละประมาณ 10 ล้านบาท ขณะที่การเช็กลิสต์ต้องแล้วเสร็จภายในเดือน ม.ค.2565

ส่วนเรื่องการพัฒนาสถานีหัวลำโพง ทาง รฟท.ย้ำว่าเป็นแนวคิดที่มีมานานแล้ว ซึ่งต้องมีการพัฒนาไม่มากก็น้อย รฟท.จะไม่ยอมปล่อยให้ทิ้งร้างอย่างแน่นอน และจะมีการรับฟังความคิดเห็นประชาชนก่อน ส่วนในภาพที่มีตึกเป็นแท่งสูง เป็นเพียงภาพออกแบบเบื้องต้น ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะทำแบบใด กรณีที่พูดกันว่าจะยกให้เจ้าสัว เป็นข้อมูลเท็จ ทำให้ รฟท.เสียหาย ประชาชนเข้าใจผิด โดยยืนยันว่าการพัฒนาสถานีหัวลำโพงยังไม่มีการตัดสินใจใดๆ ต้องฟังความเห็นก่อนว่าอยากเห็นหัวลำโพงเป็นอย่างไร และต้องให้การเดินรถเข้าหัวลำโพงมีความชัดเจนก่อน ส่วนการดำเนินการใดๆ จะต้องศึกษา ต้องทำผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ก่อน

ล่าสุด ขณะที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) ได้ส่งหนังสือแสดงความขอบคุณถึงนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม และนายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่า รฟท. รวมทั้งผู้บริหารในกระทรวงคมนาคม และ รฟท.ยอมรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะของ สร.รฟท. ความเห็นนักวิชาการและเสียงสะท้อนจากภาคประชาชน ด้วยความห่วงใย และเร่งสั่งการให้ผู้เกี่ยวข้องยุตินโยบายดังกล่าวไปก่อน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความเดือดร้อนที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนต่อไปในอนาคต

หลังจากนี้ ต้องติดตามว่า รฟท.จะดำเนินการอย่างไรต่อในปี 2565 สำหรับแผนการให้บริการเดินรถที่สถานีหัวลำโพง ซึ่งต้องบอกว่าสิ่งที่ รฟท.มีความกังวลคือเรื่องของต้นทุนกรณีที่มี 2 สถานีใหญ่ คือทั้งหัวลำโพงและสถานีกลางบางซื่อ ก็เป็นเหตุผลหนึ่งในการพิจารณาแผนการเดินรถ

นอกจากนี้ สถานีหัวลำโพงออกมากว่า 100 ปีแล้ว ไม่รองรับเรื่องความแออัด ห้องน้ำมีไม่พอบริการ แน่นอนว่าการให้บริการที่สถานีกลางบางซื่อนั้น รฟท.ได้ชี้แจงว่ามีการออกแบบ มีฟังก์ชันรองรับการอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน ซึ่งในการพิจารณารายละเอียดการพัฒนาสถานีหัวลำโพงจะมีอีกหลายส่วน แต่ต้องหาโซลูชันที่ดีและเหมาะสมที่สุด

ที่สำคัญ รฟท.ได้ย้ำว่าไม่มีแนวคิดหยุดบริการหัวลำโพง ซึ่งเป็น 1 ใน 445 สถานีทั่วประเทศ โดยจะให้มีบริการรถเชิงสังคมเพื่อเชื่อมบางซื่อ และที่สำคัญการพัฒนาสถานีหัวลำโพงจะไม่มีการทุบ การรื้ออย่างแน่นอน!.

กัลยา ยืนยง

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แผนแก้ปัญหาคนไม่ตรงกับงาน

ในสังคมไทย เสียงสะท้อนจากทั้งฝั่งผู้ประกอบการและเด็กจบใหม่มักไปในทางเดียวกันคือ "เรียนมาไม่ได้ใช้ ที่ต้องใช้ไม่ได้เรียน" ด้วยปัญหาในกระบวนการทำงาน อันดับแรกๆ คือหลักสูตรในระดับอุดมศึกษาของไทยจำนวนมากมักตามหลังเทคโนโลยีและเทรนด์ธุรกิจโลกอย่างน้อย 3-5 ปี การเรียนการสอนเน้นทฤษฎีในเชิงตำรา ทำให้เมื่อบัณฑิตก้าวเข้าสู่โลกการทำงานจริง องค์กรต้องเสียเวลาและงบประมาณมหาศาลในการ Re-train หรือนับหนึ่งใหม่

โจทย์ใหญ่PDP2026เมื่อผู้ใช้กลายเป็นผู้ผลิต

“ภาวะโลกร้อน” ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และยังมีส่วนสำคัญทำให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานไปทั่วโลก จากการใช้ฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิงหลัก ไปสู่การใช้เชื้อเพลิงที่เกิดจากพลังงานหมุนเวียน ขณะนี้ทั่วโลกต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะประเทศไทย รัฐบาลมีนโยบายที่จะมุ่งเน้นการปรับทิศทางพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคง ควบคู่กับความยั่งยืนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ตามรสสงขลา ท่องเที่ยวเชิงอาหาร

การท่องเที่ยวถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลคลอดมาตรการต่างๆ ออกมาจูงใจนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวเมืองไทย แต่ต้องยอมรับภายในช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมานั้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยแม้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการจะปรับตัวดีขึ้นตามสัญญาณการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังต้องเผชิญกับบททดสอบหลายอย่าง ส่งผลให้ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยยังคงเป็นภาวะฟื้นตัวแต่เปราะบาง

การตลาดแบบสุขภาพดี-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หากสังเกตให้ดีจะพบว่า “การวิ่ง” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “สกุลเงิน” รูปแบบใหม่ที่หลายแบรนด์นำมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค จะเห็นได้ว่าเริ่มเห็นแคมเปญแปลกตาเกิดขึ้นมากมายในตลาด วิ่งครบระยะแลกรับแว่นตา วิ่งสะสมกิโลเมตรแลกนวดสปา วิ่งแลกบริการความงาม วิ่งแลกอาหารสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่วิ่งแลกสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมธุรกิจที่อยู่กันคนละโลก ตั้งแต่ร้านอาหาร คลินิกความงาม โรงแรม ร้านแว่น ไปจนถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยง กลับเลือกใช้ “การวิ่ง” เป็นเงื่อนไขเดียวกันในการมอบรางวัล

‘AI’ กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงานโลก

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของโลกการทำงานเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ จากเดิมที่ความกังวลมุ่งไปที่การเข้ามาแทนที่แรงงานของเทคโนโลยี วันนี้โจทย์สำคัญกลับขยับไปสู่คำถามว่า ‘คนทำงาน’ จะต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อให้ยังคงมีบทบาทในตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่องค์กรทั่วโลกต่างเร่งนำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ทำให้คุณสมบัติและทักษะที่นายจ้างมองหาจากบุคลากรก็เริ่มเปลี่ยนไปพร้อมกัน