เปิดเทคนิคการทำ'ออมนิแชนเนล'ให้ปัง

หนึ่งในอิทธิพลจาก Digital Disruption ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของธุรกิจ E-Commerce ที่เปลี่ยนการซื้อขายหน้าร้านในแบบเก่ามาอยู่บนแพลตฟอร์มหรือออนไลน์ โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 42% ต่อปี ในช่วงปี 2558-2562 ก่อนสถานการณ์โควิด-19 ระบาด และเติบโตอย่างก้าวกระโดดในปี 2563 โดยขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 80% จากปีก่อนหน้า มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 3 แสนล้านบาท ในขณะที่มูลค่าการค้าปลีกผ่านทางหน้าร้านหดตัวลงถึง 11% สะท้อนถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่ช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าถึง 7.5 แสนล้านบาทในปี 2025 หรือคิดเป็น 16% ของตลาดรวมของค้าปลีก

แต่อย่างไรก็ตาม แม้การขายออนไลน์จะมีข้อดีในด้านความสะดวกสบาย ไร้ข้อจำกัดเรื่องการเดินทาง เวลา สถานที่ จะซื้อจากที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ แต่ก็มีข้อด้อยตรงที่ไม่สามารถมอบ User Experience จากการหยิบจับ สัมผัส หรือทดลองสินค้าและบริการได้โดยตรง นั่นจึงทำให้ไม่ว่าเทรนด์การช็อปออนไลน์จะมาแรงขนาดไหน แต่ “เสน่ห์” จากการช็อปหน้าร้านก็ยังเป็นที่ต้องการ ส่งผลให้กลยุทธ์การตลาดแบบ Omni-Channel แจ้งเกิดและกลายเป็นเทรนด์การตลาดที่ร้อนแรง น่าจับตา และถูกคาดหวังว่าจะเป็นทั้งปัจจุบันและอนาคตของวงการค้าปลีก ที่ไม่เพียงช่วยเพิ่มยอดขาย ช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดได้ในยุคดิจิทัล แต่ยังสามารถสร้างโอกาสให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

จากประเด็นดังกล่าว บุญยิ่ง คงอาชาภัทร ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ Omni-Channel จากวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือซีเอ็มเอ็มยู (CMMU) ระบุว่า ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ลูกค้าต้องการอิสระที่จะเลือกซื้อสินค้าหรือบริการผ่านช่องทางใดก็ได้ตามที่สะดวกและพอใจ ธุรกิจจึงจำเป็นต้องปรับตัวและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้ทันความต้องการของลูกค้า และไม่ควรโฟกัสแค่เพียงช่องทางใดช่องทางหนึ่ง แต่ต้องเชื่อมต่อทุกช่องทางให้โยงถึงกันอย่างครบวงจร ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงแบรนด์ได้ทุกที่ทุกเวลา เพื่อสร้างประสบการณ์ในการเลือกซื้อสินค้าแบบไร้รอยต่อ จึงทำให้กลยุทธ์การตลาดแบบ Omni-Channel เป็นคำตอบ

สำหรับ “Omni-Channel Marketing” คือรูปแบบการทำการตลาดและการขายที่รวมทุกช่องทางไว้ในที่เดียว ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้จากหลากหลายช่องทาง โดยผสานทั้งจุดแข็งของช่องทางออนไลน์ (Online) ที่ลูกค้าจะเลือกซื้อสินค้าจากที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ แต่ขณะเดียวกันก็ยังสามารถมอบประสบการณ์ในการเลือกซื้อสินค้าที่หน้าร้าน (Offline) ให้แก่ลูกค้าได้ด้วย เพื่อสร้าง “Seamless Shopping Experience” หรือประสบการณ์การช็อปปิ้งแบบไร้รอยต่อ จริงๆ แล้ว Omni-Channel ไม่ใช่เรื่องใหม่ และมีการนำมาใช้ในไทยเป็นสิบปีแล้ว แต่เริ่มมามีบทบาทโดดเด่นจริงๆ ช่วงโควิด-19 ระบาด หรือตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ซึ่งหลายๆ แบรนด์ได้นำมาปรับใช้จนประสบความสำเร็จ

สำหรับ 4 เทคนิคในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ Omni-Channel ให้ประสบความสำเร็จ ได้แก่ 1.ฐานข้อมูลลูกค้าต้องแน่น เพื่อต่อยอดสู่บริการที่ตอบโจทย์ ตรงใจ ต้องมี Customer data ทั้งเชิงลึกและเชิงกว้างที่มากพอ ธุรกิจจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการเก็บรวบรวมข้อมูลของลูกค้ามาจัดทำเป็นฐานข้อมูล 2.ลูกค้าต้องการความเป็นอิสระและคาดหวังความสะดวกสบายที่จะเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางใดก็ได้ ธุรกิจจึงจำเป็นต้องเพิ่มช่องทางการขายที่เข้าถึงและครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย

ส่วน 3.อีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่จะส่งเสริมให้ Omni-Channel ประสบความสำเร็จ คือ ความพร้อมด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีในการจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูล ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการวางแผนด้านระบบและโครงสร้างพื้นฐานที่ดี ควบคู่ไปกับการวางแผนเตรียมความพร้อมของทีมงานภายใน ทั้งในด้านทักษะการใช้เทคโนโลยี การบริหารจัดการข้อมูล และการทำงานที่สอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน และ 4.ทุกช่องทาง หนึ่งมาตรฐาน สอดประสานเป็นหนึ่งเดียว เพราะหัวใจสำคัญของ Omni-Channel คือการเชื่อมโยงการติดต่อ ข้อมูลข่าวสารทุกช่องทางให้สอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ว่าจะบนเว็บไซต์ หน้าร้าน ตัวแทนจำหน่าย หรือทางแพลตฟอร์มต่างๆ โดยจะต้องสื่อสารกับลูกค้าด้วย Key message เดียวกัน

อย่างไรก็ตาม การนำ Omni-Channel ไปใช้นั้น ไม่ยาก แต่การจะใช้อย่างมีประสิทธิภาพได้นั้น เป็นเรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อนพอสมควร ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่สามารถก้าวไปถึงจุดนั้นได้ด้วยข้อจำกัดหลายประการ ทั้งเทคโนโลยีที่ยังไม่พร้อม การใช้ต้นทุนที่ค่อนข้างสูง ซึ่งต้องใช้เวลาในการปรับปรุงและพัฒนา Omni-Channel จึงเป็นเทรนด์ค้าปลีกที่มีทั้งโอกาสและความท้าทาย ซึ่งหากธุรกิจสามารถก้าวผ่านไปได้ก็จะทำให้เพิ่มยอดขาย สร้างธุรกิจให้เติบโต และมีชัยชนะเหนือคู่แข่งได้ไม่ยาก.

 

รุ่งนภา สารพิน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แผนแก้ปัญหาคนไม่ตรงกับงาน

ในสังคมไทย เสียงสะท้อนจากทั้งฝั่งผู้ประกอบการและเด็กจบใหม่มักไปในทางเดียวกันคือ "เรียนมาไม่ได้ใช้ ที่ต้องใช้ไม่ได้เรียน" ด้วยปัญหาในกระบวนการทำงาน อันดับแรกๆ คือหลักสูตรในระดับอุดมศึกษาของไทยจำนวนมากมักตามหลังเทคโนโลยีและเทรนด์ธุรกิจโลกอย่างน้อย 3-5 ปี การเรียนการสอนเน้นทฤษฎีในเชิงตำรา ทำให้เมื่อบัณฑิตก้าวเข้าสู่โลกการทำงานจริง องค์กรต้องเสียเวลาและงบประมาณมหาศาลในการ Re-train หรือนับหนึ่งใหม่

โจทย์ใหญ่PDP2026เมื่อผู้ใช้กลายเป็นผู้ผลิต

“ภาวะโลกร้อน” ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และยังมีส่วนสำคัญทำให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานไปทั่วโลก จากการใช้ฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิงหลัก ไปสู่การใช้เชื้อเพลิงที่เกิดจากพลังงานหมุนเวียน ขณะนี้ทั่วโลกต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะประเทศไทย รัฐบาลมีนโยบายที่จะมุ่งเน้นการปรับทิศทางพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคง ควบคู่กับความยั่งยืนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ตามรสสงขลา ท่องเที่ยวเชิงอาหาร

การท่องเที่ยวถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลคลอดมาตรการต่างๆ ออกมาจูงใจนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวเมืองไทย แต่ต้องยอมรับภายในช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมานั้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยแม้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการจะปรับตัวดีขึ้นตามสัญญาณการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังต้องเผชิญกับบททดสอบหลายอย่าง ส่งผลให้ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยยังคงเป็นภาวะฟื้นตัวแต่เปราะบาง

การตลาดแบบสุขภาพดี-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หากสังเกตให้ดีจะพบว่า “การวิ่ง” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “สกุลเงิน” รูปแบบใหม่ที่หลายแบรนด์นำมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค จะเห็นได้ว่าเริ่มเห็นแคมเปญแปลกตาเกิดขึ้นมากมายในตลาด วิ่งครบระยะแลกรับแว่นตา วิ่งสะสมกิโลเมตรแลกนวดสปา วิ่งแลกบริการความงาม วิ่งแลกอาหารสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่วิ่งแลกสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมธุรกิจที่อยู่กันคนละโลก ตั้งแต่ร้านอาหาร คลินิกความงาม โรงแรม ร้านแว่น ไปจนถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยง กลับเลือกใช้ “การวิ่ง” เป็นเงื่อนไขเดียวกันในการมอบรางวัล

‘AI’ กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงานโลก

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของโลกการทำงานเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ จากเดิมที่ความกังวลมุ่งไปที่การเข้ามาแทนที่แรงงานของเทคโนโลยี วันนี้โจทย์สำคัญกลับขยับไปสู่คำถามว่า ‘คนทำงาน’ จะต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อให้ยังคงมีบทบาทในตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่องค์กรทั่วโลกต่างเร่งนำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ทำให้คุณสมบัติและทักษะที่นายจ้างมองหาจากบุคลากรก็เริ่มเปลี่ยนไปพร้อมกัน