
2475 Dawn of Revolution ภาพยนตร์การ์ตูน (Animation) ถ้าหากจะจัดประเภททางวรรณกรรม (genre) ก็คือว่า เป็นภาพยนตร์เชิงประวัติศาสตร์ (Movie based on history) ที่สามารถปลุกเร้าอารมณ์คนดู (dramatization) ได้ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดจริงและตัวละครที่เป็นคนที่มีตัวตนจริง (real incidents and real characters) โดยไม่มีเหตุการณ์ที่แต่งขึ้นและตัวละครที่สร้างขึ้น (fictional incidents and fictional characters) ตามปรกติแล้ว ถ้าเป็นสารคดีประวัติศาสตร์ (historical documentary) ก็มักจะไม่มีการปลุกเร้าอารมณ์ (dramatization) ส่วนภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ (movies based on history) หากจะมีการปลุกเร้าอารมณ์คนดู (dramatization) ก็มักจะมีการสร้างเหตุการณ์และตัวละครที่ไม่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ เพื่อให้ภาพยนตร์สามารถปลุกเร้าอารมณ์คนดูได้ ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงมีความโดดเด่นที่ปลุกเร้าอารมณ์คนดูได้ด้วยเหตุการณ์จริง และตัวละครที่เป็นคนจริงที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์
ภาพยนตร์เรื่องนี้มีการออกแบบการผลิตได้อย่างสร้างสรรค์และแสนฉลาด เริ่มต้นตั้งแต่ชื่อเรื่องและการเขียนชื่อเรื่อง ๒๔๗๕ ที่เขียนเลข ๗ เป็นสีทองนั้นสื่อความหมายให้เห็นคุณค่าของพระมหากรุณาของรัชกาลที่ ๗ แห่งราชวงศ์จักรี ที่พระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่คนไทยตามที่คณะราษฎรผู้ก่อการปฏิวัติต้องการ เพราะแท้ที่จริงแล้วพระองค์ทรงตั้งพระราชหฤทัยที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่คนไทย โดยมอบหมายให้ข้าราชบริพารคนไทยและที่ปรึกษาฝรั่งช่วยกันร่างรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะพระราชทานแล้ว แต่เหล่าบรรดาข้าราชการมองว่าประเทศไทยยังไม่พร้อมที่จะมีการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญ เนื่องจากประชาชนยังไม่มีคุณภาพเพียงพอ เพราะการเมืองจะมีคุณภาพได้ประชาชนต้องมีคุณภาพก่อน
การวาดภาพการ์ตูนทำได้ดีมาก โดยเฉพาะดวงตาของตัวละครที่สามารถแสดงอารมณ์ของตัวละครได้สอดประสานกับบทพูดของตัวละคร ในขณะเดียวกันเหล่าบรรดาดาราที่เป็นผู้พากย์ ให้เสียงตัวละครนั้น ต่างก็มีความสามารถในการใช้เสียงที่แสดงอารมณ์ (inner) ของตัวละครได้อย่างเหมาะสม ในขณะเดียวกัน หลายๆ ฉากจะมีองค์ประกอบฉาก (miser en scene) ที่ตั้งใจสื่อข้อความบางอย่าง ถ้าหากคนดูใช้การสังเกตให้ดีก็จะเห็นว่าในหลายๆ ฉาก สิ่งที่ใช้ตกแต่งฉาก (props) สื่อเรื่องราวบางอย่างให้แก่คนดู ทำให้มีหลายคนที่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วพูดว่า ถ้าจะได้คุณค่าจากภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างแท้จริง ต้องดู 2 รอบ โดยรอบแรกดูเพื่อติดตามเรื่องราวให้เข้าใจเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การปฏิวัติ เปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทยจากสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อดูไปจนจบ เราก็จะยอมรับว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เนื้อหาข้างในสอดคล้องกับชื่อเรื่องที่สามารถพูดได้ว่า “ตรงปก”
การเดินเรื่อง (plot) เป็นไปตามทฤษฎีการละครแบบไม่ผิดเพี้ยนเลย เริ่มต้นด้วยการให้เราได้รู้สถานการณ์และตัวละครที่เกี่ยวข้อง (exposition) ตามมาด้วยการพัฒนา (development) โดยมีปมฉงน (suspense) เกี่ยวกับการริเริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครอง บทบาทของตัวละคร ความขัดแย้งกันเองระหว่างตัวละครในคณะราษฎรผู้ก่อการ รวมทั้งความขัดแย้งระหว่างพระมหากษัตริย์กับคณะราษฎร ที่คนดูจะรู้สึกตื่นเต้นว่าผลของการขัดแย้งจะมีผลเป็นอย่างไร แม้ว่าผู้ชมบางคนอาจจะมีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การปฏิวัติในปี 2475 บ้าง แต่ก็ไม่ได้ลงลึกเหมือนที่ภาพยนตร์นี้นำเสนอ พัฒนาการดังกล่าวนั้นนำไปสู่จุดสุดยอด (climax) ของเรื่อง เมื่อรัชกาลที่ 7 ตัดสินพระราชหฤทัยสละราชสมบัติ โดยที่ผู้ชมจะได้รู้สาเหตุที่แท้จริงของการสละราชสมบัติ เพราะมีการคลี่คลาย (denouement) ที่ชัดเจน หลังจากดูภาพยนตร์จบคนดูจะไม่มีอะไรติดค้าง (catharsis หรือ purgation) แม้ว่าในตอนท้ายจะมีการบอกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังการปฏิวัติอีกหลายเรื่อง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ชมมีอารมณ์ติดค้างแต่อย่างใด เพียงแต่ได้รับการกระตุ้นเกิดแรงจูงใจที่อยากไปค้นหาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ภาพยนตร์กล่าวถึงเหตุการณ์หลังการปฏิวัติในตอนจบของภาพยนตร์
วิธีการเล่าเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นแบบเรียงตามลำดับเวลา (chronology) ไม่มีการย้อนไปย้อนมา และเพื่อนำเสนอมุมมอง (points of view) ที่แตกต่างกัน ให้เห็นผู้ชมเห็นว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เสนอมุมมองของคนที่คิดต่างอย่างเป็นกลาง มีการใช้วิภาษวิธี (dialectic) โดยให้ลุงดอนเป็นผู้เล่า ถกกับเด็กๆ Gen Y ได้อย่างน่าสนใจ ชื่อของลุงดอน ก็เป็นการตั้งชื่อให้พ้องเสียงกับคำว่า dawn ในภาษาอังกฤษที่แปลว่า อรุณรุ่ง ลุงดอนเล่าเรื่องการปฏิวัติในเวลารุ่งอรุณของวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ที่ก่อให้เกิดอรุณรุ่งของประชาธิปไตยไทย ในขณะเดียวกันลุงก็ทำให้เกิดอรุณรุ่งของความรู้และความเข้าใจประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องของเด็กๆ ที่ไม่ได้อ่านหนังสือมากนัก แต่เชื่อสิ่งที่พบเห็นใน social media โดยไม่มีการหาข้อมูลให้รู้ความจริงอย่างถ่องแท้ การเข้าห้องสมุด การได้ถกตามแนววิภาษวิธีกับลุงดอน ทำให้เด็กๆ ได้รับการเปิดเนตร ให้พบกับความสว่าง ซึ่งในฉาก เราจะเห็นเด็กๆ เดินเข้าหาแสงสว่างในขณะที่เดินตามเข้าไปคุยกับลุงดอน
ก่อนจะเกิดการวิภาษระหว่างเด็กๆ กับลุงดอน ภาพยนตร์เกริ่นนำได้อย่างน่าสนใจ 2 ประเด็น คือ 1) เรื่องการชุมนุมทางการเมืองในปีต่างๆ และ 2) การปฏิวัติรัฐประหารที่เกิดขึ้นในอดีต เมื่อได้ดูการเกริ่นนำดังกล่าวนี้ เราคิดถึงสิ่งที่เด็ก Gen Y และ Z ได้รับข้อมูลข่าวสารให้หมกมุ่นอยู่กับเหตุการณ์ที่พวกเขาถูกครอบงำให้เห็นว่าประเทศไทยไม่เป็นประชาธิปไตย มีแต่การใช้อำนาจเผด็จการที่ทำให้เด็กๆ อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงตามข้อมูลที่พวกเขาได้รับจากนักการเมืองบางพรรคและอาจารย์บางคนที่เป็นปฏิปักษ์กับทหารและสถาบันพระมหากษัตริย์ ในขณะเดียวกัน ภาพยนตร์ก็ทำให้เราเห็นลักษณะนิสัยและค่านิยมของเด็ก Gen Y และ Gen Z ที่เชื่อข้อมูล online ฉาบฉวย ไม่ชอบอ่านหนังสือ มองการกระทำของผู้สูงอายุที่ไม่เป็นดิจิทัลว่าเป็นความล้าหลัง ไม่ทันสมัย การเรียนรู้ของพวกเขาไม่ได้ทำด้วยทัศนะของคนต้องการเรียน (want-to attitudes) แต่เป็นการเรียนรู้เพราะถูกบังคับให้เรียน (have-to attitudes) วิธีการนำเสนอของลุงดอน ทำให้เด็กเริ่มตาสว่าง เป็นการเล่าเรื่องอรุณรุ่งของประชาธิปไตยที่เกิดจากการปฏิวัติตอนอรุณรุ่งของวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ทำให้เกิดอรุณรุ่งของความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องสำหรับเด็กๆ
ที่น่าชื่นชมอีกเรื่องหนึ่งก็คือ การที่ลุงดอนทำให้เด็กได้เห็นพระปรีชาสามารถและพระวิสัยทัศน์ของพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ก่อนที่รัชกาลที่ 7 จะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้คนไทย รัชกาลที่ 3 ทรงเตือนคนไทยให้ระวังฝรั่งด้วยวิสัยทัศน์ว่าจะถูกเอาเปรียบ รัชกาลที่ 4 สร้างความทันสมัยให้ประเทศไทย ทำสนธิสัญญาการค้า ยอมเสียเปรียบเพื่อหลีกเลี่ยงการทำสงคราม รัชกาลที่ 5 ทรงเลิกทาส ทรงปรับปรุงการปกครอง มีการกระจายอำนาจ มีสภาที่ปรึกษา เสมือนรัฐธรรมนูญฉบับแรก เทียบเท่า Magna Carta ของอังกฤษ พัฒนาการศึกษา รัชกาลที่ 6 ทรงทดลองประชาธิปไตย ศึกษาก่อนใช้จริง พบว่าคนไทยยังไม่พร้อม มีความพยายามของคนบางกลุ่มที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วยการลอบปลงพระชนม์พระองค์ แต่ไม่ทรงเอาโทษผู้ใด ทรงส่งทหารไทยร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้เป็นประเทศผู้ชนะ ยกเลิกสนธิสัญญาที่ถูกเอาเปรียบได้บางส่วน ได้ร่วมก่อตั้งสันนิบาตชาติ รัชกาลที่ 7 เมื่อมีการปฏิวัติ พระราชทานรัฐธรรมนูญให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราช เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยไม่มีการเสียเลือดเนื้อแต่อย่างใด
ภาพยนตร์เรื่องนี้ คนที่ยกย่องปรีดี พนมยงค์ คงไม่ค่อยจะพอใจนัก เพราะแนวความคิดของท่านที่มีกลิ่นอายของสังคมนิยมที่เป็นการบังคับประชาชนมากกว่าการให้เสรีภาพแก่ประชาชน และการได้รับรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองนั้น แท้ที่จริงเป็นการเปลี่ยนกลุ่มครองอำนาจ และความขัดแย้งของผู้ก่อการที่ต้องการอำนาจมากกว่าทำเพื่อประชาชน พระมหากษัตริย์ต่างหากที่ทรงทำเพื่อประชาชน ดูได้จากพระราชดำรัสที่มีอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ แนะนำให้ดูอย่างน้อย 2 รอบนะคะ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เล่นการเมืองเพื่อใคร
ในสังคมประชาธิปไตย เมื่อมีการเลือกตั้งเสร็จแล้ว ก็จะมีพรรคที่ชนะจัดตั้งรัฐบาล โดยรวมเสียงพรรคต่างๆ เข้าด้วยกันให้มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สส.ในสภา และต้องมากกว่ากึ่งหนึ่งมากพอสมควร
สิ่งสำคัญในการ'ฟื้นฟูชาติ'
ความพยายามฟื้นฟูประเทศจีน...ให้กลับมาเป็น ชาติที่ยิ่งใหญ่ อีกครั้ง หรือที่ผู้นำจีน ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ท่านเรียกว่า The Great Rejuvenation of the Chinese Nation
ตำรวจนอกรีต!
ครบถ้วนสมบูรณ์แบบ "ตำรวจ" ระดับ "นายพล" ที่เข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล รุ่นที่ 28 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพลเป็นกรณีพิเศษให้แก่ข้าราชการตำรวจที่ได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการตามโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล
ของใหม่ไม่ได้ดีเสมอไป
ในความทันสมัย เราจะเห็นภาษาอังกฤษว่า “neo” ที่แปลว่าใหม่ และภาษาไทย เราก็จะเจอคำว่า “นว” (อ่านว่า “นะวะ” ซึ่งก็แปลว่าใหม่เหมือนกัน นอกจากนี้ในวิชาการจัดการที่จะต้องสอนเรื่องการวาง
เมื่อชาวยิวถูกเกลียดชังไปทั่วทั้งโลก!!!
คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้...ว่าด้วยความ ก้าวหน้า-ก้าวไกล ของเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านการสื่อสารมันเลยทำให้บรรดา กูรู-กูรู้ ไม่ว่าในบ้านเราหรือในระดับโลกก็ตามที
ส่องแคนดิเดต 'ผบ.ทร.' คนใหม่
สมกับเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ให้ "ตำรวจ" ไร้เส้น ไร้สายได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ หรือ ก.พ.ค.ตร. หลัง พ.ต.อ.หญิง สายวริน ลาภไพบูลย์พงศ์

